คติอนุโยค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๗๖ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โส ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๗ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๘ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โส จญฺโญ จ สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๙ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เนว โส สนฺธาวติ น อญฺโญ สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๐ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โส ปุคฺคโล สนฺธาวติ อญฺโญ ปุคฺคโล สนฺธาวติ โส จญฺโญ จ สนฺธาวติ เนว โส สนฺธาวติ น อญฺโญ สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๑น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ส สตฺตกฺขตฺตุปรมํ สนฺธาวิตฺวาน ปุคฺคโล ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ สพฺพสญฺโญชนกฺขยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ
๘๒น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อนมตคฺโคยํ ภิกฺขเว สํสาโร ปุพฺพา โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ
๘๓ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๑} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ มนุสฺโส หุตฺวา เทโว โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว มนุสฺโส โส เทโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสฺวว มนุสฺโส โส เทโวติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺโส หุตฺวา เทโว โหติ เทโว หุตฺวา มนุสฺโส โหติ มนุสฺสภูโต อญฺโญ เทโว อญฺโญ มนุสฺสภูโต เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๒} สเจ หิ สนฺธาวติ เสฺวว ปุคฺคโล อิโต จุโต ปรํ โลกํ อนญฺโญ เหวํ มรณํ น เหหิติ ปาณาติปาโตปิ นูปลพฺภติ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กตานํ กมฺมานํ วิปาโก อตฺถิ กุสลากุสเล วิปจฺจมาเน เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๓} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ มนุสฺโส หุตฺวา ยกฺโข โหติ เปโต โหติ เนรยิโก โหติ ติรจฺฉานคโต โหติ โอฏฺโฐ โหติ โคโณ โหติ คทฺรโภ โหติ สูกโร โหติ มหิโส โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว มนุสฺโส โส มหิโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๔} เสฺวว มนุสฺโส โส มหิโสติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺโส หุตฺวา มหิโส โหติ มหิโส หุตฺวา มนุสฺโส โหติ มนุสฺสภูโต อญฺโญ มหิโส อญฺโญ มนุสฺสภูโต เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๕} สเจ หิ สนฺธาวติ เสฺวว ปุคฺคโล อิโต จุโต ปรํ โลกํ อนญฺโญ เหวํ มรณํ น เหหิติ ปาณาติปาโตปิ นูปลพฺภติ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กตานํ กมฺมานํ วิปาโก อตฺถิ กุสลากุสเล วิปจฺจมาเน เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๖} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ ขตฺติโย หุตฺวา พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว ขตฺติโย โส พฺราหฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๗} อตฺถิ โกจิ ขตฺติโย หุตฺวา เวสฺโส โหติ สุทฺโท โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว ขตฺติโย โส สุทฺโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๘} อตฺถิ โกจิ พฺราหฺมโณ หุตฺวา เวสฺโส โหติ สุทฺโท โหติ ขตฺติโย โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว พฺราหฺมโณ โส ขตฺติโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๙} อตฺถิ โกจิ เวสฺโส หุตฺวา สุทฺโท โหติ ขตฺติโย โหติ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว เวสฺโส โส พฺราหฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๑๐} อตฺถิ โกจิ สุทฺโท หุตฺวา ขตฺติโย โหติ พฺราหฺมโณ โหติ เวสฺโส โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว สุทฺโท โส เวสฺโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๑๑} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หตฺถจฺฉินฺโน หตฺถจฺฉินฺโนว โหติ ปาทจฺฉินฺโน ปาทจฺฉินฺโนว โหติ หตฺถปาทจฺฉินฺโน หตฺถปาทจฺฉินฺโนว โหติ กณฺณจฺฉินฺโน นาสจฺฉินฺโน กณฺณนาสจฺฉินฺโน องฺคุลิจฺฉินฺโน อฬจฺฉินฺโน กณฺฑรจฺฉินฺโน กุณิหตฺถโก ผณหตฺถโก กุฏฺฐิโย คณฺฑิโย กิลาสิโย โสสิโย อปมาริโย โอฏฺโฐ โคโณ คทฺรโภ สูกโร มหิโส มหิโสว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔น วตฺตพฺพํ เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ โสตาปนฺโนว โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ {๘๔.๑} หญฺจิ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ โสตาปนฺโนว โหติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ
๘๕โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ โสตาปนฺโนว โหตีติ กตฺวา เตน จ การเณน เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ มนุสฺโส โหตีติ กตฺวา ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๖เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนญฺโญ อวิคโต สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๗อนญฺโญ อวิคโต สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หตฺถจฺฉินฺโน หตฺถจฺฉินฺโนว โหติ ปาทจฺฉินฺโน ปาทจฺฉินฺโนว โหติ หตฺถปาทจฺฉินฺโน หตฺถปาทจฺฉินฺโนว โหติ กณฺณจฺฉินฺโน นาสจฺฉินฺโน กณฺณนาสจฺฉินฺโน องฺคุลิจฺฉินฺโน อฬจฺฉินฺโน กณฺฑรจฺฉินฺโน กุณิหตฺถโก ผณหตฺถโก กุฏฺฐิโย คณฺฑิโย กิลาสิโย โสสิโย อปมาริโย โอฏฺโฐ โคโณ คทฺรโภ สูกโร มหิโส มหิโสว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๘เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สรูโป สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สรูโป สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๘.๑} สเวทโน ฯเปฯ สสญฺโญ ฯเปฯ สสงฺขาโร ฯเปฯ สวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๙เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรูโป สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูโป สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๙.๑} อเวทโน ฯเปฯ อสญฺโญ ฯเปฯ อสงฺขาโร ฯเปฯ อวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๐.๑} เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิญฺญาณํ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ น สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ น สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๑.๑} เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ น สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิญฺญาณํ น สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ขนฺเธสุ ภิชฺชมาเนสุ โส เจ ภิชฺชติ ปุคฺคโล อุจฺเฉทา ภวติ ทิฏฺฐิ ยา พุทฺเธน วิวชฺชิตา ขนฺเธสุ ภิชฺชมาเนสุ โน เจ ภิชฺชติ ปุคฺคโล ปุคฺคโล สสฺสโต โหติ นิพฺพาเนน สมสโมติ คติอนุโยโค ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ
สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนละคนกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเที่ยง) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอุจเฉททิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าบางอย่างเที่ยง) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกัน บุคคลคนละคนกัน บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกัน บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลก อื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลนั้นท่องเที่ยวไป ๗ ชาติเป็นอย่างมาก ก็จะทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสังโยชน์ทั้งปวงสิ้นไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอมราวิกเขปทิฏฐิ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงไม่แน่นอนตายตัว) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ เอกัจจสัสสตทิฏฐิ และอมราวิกเขปทิฏฐิ จึงตอบ@ปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๒๔/๒๒๔, ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๒๔/๓๖๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. ดังนั้น บุคคลจึงท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ได้
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ (ที่สุด)เบื้องต้น (ที่สุด)เบื้องปลายไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้ถูกอวิชชากีดขวาง ถูกตัณหาผูกไว้ วนเวียนท่องเที่ยวไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น บุคคลจึงท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ได้
สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มนุษย์กับเทวดาเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๒๔/๒๑๕ @ ฝ่ายสกวาทีประสงค์จะแยกมนุษย์กับเทวดาว่ามีคติภพต่างกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๗/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. มนุษย์กับเทวดาเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลเป็นมนุษย์แล้วจึงเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้วจึงเป็นมนุษย์(ดังนั้น) ผู้เกิดเป็นมนุษย์กับเทวดาจึงเป็นคนละคนกัน คำที่ว่า “บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์คนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด ฯลฯ อนึ่ง หากบุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวไป จุติจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นมิใช่คนละคนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้แต่ปาณาติบาตก็หยั่งรู้ไม่ได้กรรมมีอยู่ ผลของกรรมก็มีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วก็มีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำที่ว่า “บุคคลคนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์มีอยู่ ... เป็นเปรต ... เป็นสัตว์นรก ... เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ... เป็นอูฐ ... เป็นโค ... เป็นลา ... เป็นสุกร ... เป็นกระบือมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มนุษย์กับกระบือเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มนุษย์กับกระบือเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือแล้วเป็นมนุษย์ (ดังนั้น)ผู้เกิดเป็นมนุษย์กับกระบือจึงเป็นคนละคนกัน คำที่ว่า “บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์คนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง หากบุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวไป จุติจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นมิใช่คนละคนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้แต่ปาณาติบาตก็หยั่งรู้ไม่ได้กรรมมีอยู่ ผลของกรรมก็มีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วก็มีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำที่ว่า “บุคคลคนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กษัตริย์กับพราหมณ์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทรมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กษัตริย์กับศูทรเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พราหมณ์กับกษัตริย์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ ... เป็น พราหมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. แพศย์กับพราหมณ์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์ ... เป็นพราหมณ์ ... เป็นแพศย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศูทรกับแพศย์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คนมือด้วนก็เป็นคนมือด้วนอยู่เหมือนเดิม คนเท้าด้วนก็เป็นคนเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม คนมีมือและเท้าด้วนก็เป็นคนมีมือและเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนมีหัวแม่มือหัวแม่เท้าด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนมือแป ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นโรคต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐก็เป็นอูฐอยู่เหมือนเดิม ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็เป็นกระบืออยู่เหมือนเดิมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. หากบุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้”
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้วยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น” จึงยอมรับว่า“บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็นมนุษย์อยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น” จึงยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมิใช่คนละคนกัน ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลมิใช่คนละคนกัน ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คนมือด้วนก็เป็นคนมือด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนเท้าด้วนก็เป็นคนเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนมีมือและเท้าด้วนก็เป็นคนมีมือและเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนมีหัวแม่มือหัวแม่เท้าด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนเป็นโรคเรื้อน... คนเป็นโรคต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรค
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็เป็นกระบืออยู่เหมือนเดิมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้มีรูป ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงท่องเที่ยวไปพร้อมกับรูปกาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑/๑๔๗) @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลผู้อยู่ในอันตรภพเมื่อจุติไปเกิดในครรภ์มารดา(ในภพอื่น) จะไปพร้อมกับรูป@กายของตนขณะอยู่ในอันตรภพ (คล้ายสัมภเวสี) คำว่า อันตรภพ หมายถึงภพที่อยู่ในระหว่างตายกับเกิด@หรือถพนี้กับภพหน้า (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑/๑๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทียังยืนยันในเรื่องอันตรภพเหมือนเดิม @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลในอรูปภพเป็นผู้ไม่มีรูป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘)@ เพราะมีความเห็นว่า มีสัญญีภพซึ่งมีเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘) @ เพราะมีความเห็นว่า มีอุปปัตติภพอื่นนอกจากสัญญีภพจึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. รูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ถ้าไม่มีรูป ก็ไม่มีบุคคล ดังนั้น เมื่อบุคคลท่องเที่ยวไปจึงท่องเที่ยวไปด้วยรูปนั้น@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๓/๑๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น (ย่อ) สก. เมื่อขันธ์แตกดับ หากบุคคลนั้นแตกดับ ก็จะเป็นอุจเฉททิฏฐิที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเว้น เมื่อขันธ์แตกดับ หากบุคคลไม่แตกดับ บุคคลก็จะเที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน คติอนุโยคะ จบ ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ
สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน หมายถึง นิพพานคือภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ถ้าถือว่าบุคคลเที่ยงเหมือนนิพพาน@ก็จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๔/๑๔๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓ ในเล่มนี้ @ ปรวาทียังยึดถือความเห็นเดิมของตนที่ว่า บุคคลเที่ยง จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๕/๑๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคติอนุโยค ว่าด้วยการซักถามเรื่องคติ
บัดนี้ เป็นการซักถามถึงจุติปฏิสนธิ โดยเฉพาะการเปลี่ยนคติ คือเปลี่ยนภพใหม่. ในปัญหานั้น ปุคคลวาทีอาศัยพระสูตรทั้งหลายว่า บุคคลท่องเที่ยวไปสิ้น ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้น แล้วถือเอาลัทธินั้นกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไป ดังนี้เพราะฉะนั้น เพื่อจะทำลายลัทธิของปุคคลวาทีนั้น สกวาทีจึงถามว่า บุคคลท่องเที่ยวไปหรือ?
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ท่องเที่ยวไป ได้แก่ การท่องเที่ยว คือการไปๆ มาๆ ในสงสาร.
คำตอบรับรอง เป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิของตน.
แม้คำซักถามของสกวาที บุคคลนั้น เป็นต้น คำปฏิเสธเป็นของปรวาที.
ในปัญหานั้น คำว่า บุคคลนั้น อธิบายว่า บุคคลนั่นแหละ. ก็สกวาทีประกอบคำถามอย่างนี้ ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นสัสสตทิฏฐิ. ถูกถามว่า บุคคลอื่น ก็ตอบปฏิเสธเพราะกลัวแต่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นอุจเฉททิฏฐิ. ถูกถามว่า บุคคลนั้นด้วย บุคคลอื่นด้วย ก็ตอบปฏิเสธ เพราะกลัวแต่เอกัจจสัสสตทิฏฐิ คือลัทธิเห็นว่าเที่ยงบางอย่าง. ถูกถามว่า ไม่ใช่บุคคลนั้น ไม่ใช่บุคคลอื่น ก็ตอบปฏิเสธ เพราะกลัวแต่อมราวิกเขปทิฏฐิ คือลัทธิที่มีความเห็นไม่ตายตัว.
ถูกถามปัญหาแม้ทั้ง ๔ รวมกันอีกก็ปฏิเสธ เพราะกลัวเป็นทิฏฐิแม้ทั้ง ๔.
อนึ่ง ลัทธิของปรวาทีนั้นอาศัยพระสูตรทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้น สกวาทีนั้น เมื่อจะแสดงพระสูตรเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำว่าถ้าอย่างนั้น บุคคลท่องเที่ยวไปหรือ เป็นต้น สกวาทีกำหนดคำว่า บุคคลนั้นนั่นแหละ แล้วถามโดยความประสงค์อีกว่าบุคคลใดท่องเที่ยวไปตามลัทธิของท่าน บุคคลนั้นเป็นคนๆ เดียวกันในโลกนี้ด้วยในโลกอื่นด้วยหรือ
ปรวาทีปฏิเสธ เพราะกลัวเป็นสัสสตทิฏฐิ.
ครั้นถูกถามซ้ำอย่างนั้นนั่นแหละอีก จึงตอบรับรอง เพราะว่า พระสูตรว่า บุคคลนั้นไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อเขาเคลื่อนจากโลกนั้นแล้วเกิดในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้น มีอยู่.
ถูกถามว่า มนุษย์คนนั้นนั่นแหละเป็นเทวดาหรือ ก็ตอบปฏิเสธ เพราะมนุษย์นั่นแหละมิใช่เทวดา.
ถูกถามซ้ำอีกก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งพระสูตรว่า สมัยนั้น เราเป็นศาสดาชื่อสุเนตตะ เป็นต้น. ทีนั้น สกวาที เมื่อจะประกาศคำนั้นว่า ผิด เพราะความต่างกันแห่งความเกิดขึ้นของเทวดาและมนุษย์ จึงกล่าวคำว่า เป็นมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง เป็นต้น.
ในคำเหล่านั้นคำว่า ความตายจักไม่มี อธิบายว่า ครั้นเมื่อความเช่นนั้นมีอยู่ ความตายก็จักไม่มี.
ต่อจากนี้ไป คำว่า เป็นยักษ์ เป็นเปรต เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งการซักถามด้วยสามารถแห่งความต่างกันด้วยอัตภาพ.
คำว่า กษัตริย์ เป็นต้น สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งชาติและด้วยสามารถแห่งความบกพร่องของอวัยวะเป็นต้น. คำว่า ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า จากโลกหน้ามาสู่โลกนี้หรือ อีก ที่ปรวาทีถามแล้วสกวาทีตอบรับรองว่า ใช่ บุคคลไม่ท่องเที่ยวไป เพราะความไปสู่ปรโลกของผู้ดำรงอยู่ในภพนี้ด้วยสามารถแห่งการเกิดไม่มี. คำตอบรับรอง แม้ครั้งที่ ๒ เป็นของสกวาทีนั่นแหละ เพราะความไม่มีพระโสดาบันแม้ในภพอื่นของพระโสดาบันอีก.
คำว่า หากว่า เป็นต้น เป็นของปรวาที.
การซักถามถึงบุคคลผู้เกิดในเทวโลก ด้วยการแสดงถึงอัตภาพของมนุษย์อีกเป็นของสกวาที. เบื้องหน้าแต่นี้คำว่า ไม่เป็นอื่น ในคำว่า ไม่เป็นอื่นไม่แปรผัน นี้เป็นเช่นเดียวกันโดยอาการทั้งปวง.
คำว่า ไม่แปรผัน อธิบายว่า ไม่เปลี่ยนแปลงโดยอาการแม้อย่างหนึ่ง.
คำว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น อธิบายว่า ปรวาทีกล่าวอย่างนี้เพราะความเป็นมนุษย์แห่งพระโสดาบันผู้เกิดขึ้นในเทวโลก. พระสกวาทีถามปัญหานั้นอีก ปรวาทีก็ตอบรับรองตามลัทธิว่า บุคคลนั้นนั่นแหละท่องเที่ยวไป.
คำว่า คนมีมือด้วน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อทำลายลัทธิว่า บุคคลไม่เปลี่ยนแปลง ท่องเที่ยวไปโดยการให้เห็นถึงการเปลี่ยนลักษณะ. ในคำเหล่านั้น คำว่า นิ้วด้วน ได้แก่ นิ้วมือนิ้วเท้าของบุคคลใดขาดแล้ว. คำว่า เอ็นใหญ่ขาด ได้แก่ เส้นเอ็นใหญ่ของผู้ใดขาดแล้ว. ในคำทั้งหลายมีคำว่า มีรูปท่องเที่ยวไป เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธในปัญหาแรก หมายเอาการไม่ท่องเที่ยวไปกับรูปกายนี้.
ในปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองหมายเอาบุคคลผู้มีภพในระหว่าง.
จริงอยู่ ในลัทธิของเขานั้น บุคคลมีรูปเข้าไปสู่ท้องของมารดา แต่นั้นรูปของผู้เข้าไปสู่ท้องมารดานั้นย่อมแตกดับไปนี้ เรียกว่า มีภพในระหว่างของเขา.
คำว่า ชีพก็อันนั้น ความว่า สกวาทีถามว่า บุคคลย่อมไปพร้อมกับสรีระ กล่าวคือ รูปอันใด ชีพของเขาก็อันนั้นนั่นแหละ สรีระก็อันนั้นหรือ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะการต้องทอดทิ้งสรีระไว้ในโลกนี้ และเพราะผิดจากพระสูตร.
ในคำทั้งหลาย มีคำว่า เป็นผู้มีเวทนาท่องเที่ยวไปหรือ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาความเกิดขึ้นแห่งอสัญญสัตว์. ย่อมตอบรับรองหมายเอาการเกิดขึ้นนอกจากอสัญญสัตว์นั้น.
คำว่า ชีพก็อันนั้น ความว่า สกวาทีย่อมถามว่า ชีพท่องเที่ยวไปพร้อมกับสรีระ ก็อันนั้นหรือ? ดังนี้ ที่จริง คำว่า สรีระ ในลัทธินี้ว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น นี้ท่านหมายเอาขันธ์แม้ทั้ง ๕. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะผิดจากพระสูตร.
ในคำทั้งหลายมีคำว่า ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ ในปัญหาที่หนึ่ง ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาภพมีในระหว่างตามลัทธิ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองหมายเอานามที่เกิดในอรูปภพ.
คำว่า ชีพเป็นอื่น ความว่า สกวาทีถามว่า บุคคลไม่มีรูปละสรีระกล่าวคือรูปอันใดท่องเที่ยวไป สรีระอันนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ชีพนั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง ตามลัทธิของท่านหรือ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะผิดจากพระสูตร.
คำถามว่า เป็นผู้ไม่มีเวทนาท่องเที่ยวไป เป็นต้น ปรวาทีหมายเอาภพที่มีสัญญา จึงตอบปฏิเสธ. ย่อมตอบรับรองหมายเอาอุปปัตติภพอื่นนอกจากสัญญีภพนั้น.
คำถามว่า ชีพเป็นอื่น ความว่า สกวาทีถามว่า บุคคลไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณละสรีระ กล่าวคือ เวทนาเป็นต้น ย่อมท่องเที่ยวไปสรีระของผู้นั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง ชีพของผู้นั้นก็เป็นอย่างหนึ่งหรือ? ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะผิดจากพระสูตร.
ในคำเป็นต้นว่า รูปท่องเที่ยวไปหรือ ความว่า สกวาทีถามว่า เพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเหล่าใด ย่อมบัญญัติซึ่งบุคคลเมื่อบุคคลนั้นท่องเที่ยวไปตามลัทธิของท่าน รูปแม้นั้นก็ย่อมท่องเที่ยวไปหรือ? ปรวาทีตอบปฏิเสธการท่องเที่ยวไปแห่งรูป ไม่ปฏิเสธการท่องเที่ยวไปแห่งสัตว์โดยพระสูตรที่ถือเอาเป็นลัทธิว่า การเที่ยวไปแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ผู้มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน มีอยู่.
เมื่อถูกถามซ้ำอีกก็กล่าวรับรองว่า รูปท่องเที่ยวไป โดยความสำคัญว่า บุคคลเว้นซึ่งธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ครั้นเมื่อบุคคลนั้นท่องเที่ยวไป รูปแม้นั้นก็ต้องท่องเที่ยวไป.
แม้ในธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในคำทั้งหลาย มีคำว่า รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ เป็นต้น อธิบายว่า ท่านกล่าวว่า รูปของท่านไม่ใช่บุคคล บุคคลเท่านั้นย่อมท่องเที่ยวไป เหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า รูปของท่านนั้น ไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?
ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยหมายเอาว่าบุคคลท่องเที่ยวไป ไม่อาจท่องเที่ยวไปด้วยรูปที่เป็นอุปาทานของผู้นั้น เมื่อถูกถามซ้ำอีก ก็ตอบรับรอง เพราะการท่องเที่ยวไปแห่งสัตว์ทั้งหลายนั่นเทียว.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
อนึ่งเนื้อความแห่งคาถาทั้งหลายพึงทราบดังนี้ ว่าโดยมติของท่านผู้มีอายุ บุคคลอาศัยขันธ์ทั้งหลายจึงมีอยู่ดุจเงาต้นไม้อาศัยต้นไม้ และดุจไฟอาศัยเชื้อไฟครั้นเมื่อความท่องเที่ยวไปแห่งธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นไม่มี เมื่อขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นแตกดับไป ก็ถ้าบุคคลของท่านย่อมไม่แตกดับไปไซร้ เมื่อความเป็นเช่นนี้มีอยู่ความเห็นว่าขาดสูญย่อมเกิด อุจเฉททิฏฐิย่อมปรากฏแก่เขา. ถามว่า ทิฏฐิเหล่าไหนย่อมเกิด ตอบว่า อกุสลทิฏฐิเหล่าใดที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาดแล้ว ทิฏฐิเหล่านั้นย่อมเกิด.
ท่านย่อมแสดงว่า ก็ปริยายภาษิตอันใดที่ว่า พระสมณะโคดมผู้เป็นอุจเฉทวาที ดังนี้ พวกเราทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำนั้น. แม้อีกอย่างหนึ่ง เมื่อขันธ์เหล่านั้นแตกดับไป บุคคลนั้นย่อมไม่แตกดับไปไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ บุคคลก็เที่ยง บุคคลนั้นก็จะเสมอเหมือนกับพระนิพพานตามทิฏฐินั้น. คำว่า เสมอเหมือน ได้แก่เสมออย่างยิ่ง อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า เสมอด้วยเสมอ หรือเสมอโดยความเสมอนั่นเทียว เหมือนอย่างว่าพระนิพพานย่อมไม่เกิดย่อมไม่ดับ ฉันใด แม้บุคคลนั้นก็ย่อมไม่เกิดย่อมไม่ดับฉันนั้น. บุคคลเสมอเหมือนด้วยพระนิพพานนั้น (ตามลัทธินั้นย่อมมี) ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาคติอนุโยค จบ. -----------------------------------------------------