กัลยาณวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๒๒กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๓กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๔กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อุปลพฺภตีติ ฯ ปุคฺคลสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๕กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อุปลพฺภตีติ ฯ นิพฺพานสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๖กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปนานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อุปลพฺภตีติ ฯ มหาปฐวิยา กาตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๗กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาสมุทฺโท อุปลพฺภตีติ ฯ มหาสมุทฺทสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๘กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณ- ปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อุปลพฺภตีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๙กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อาโป อุปลพฺภตีติ ฯ อาปสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๐กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตโช อุปลพฺภตีติ ฯ เตชสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๑กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วาโย อุปลพฺภตีติ ฯ วายสฺส กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๒กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อุปลพฺภนฺตีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๓กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญานิ กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อญฺโญ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๔กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๓๔.๑} กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อุปลพฺภตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๓๔.๒} กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อุปลพฺภตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อุปลพฺภตีติ ฯ ปุคฺคลสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๓๔.๓} กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อุปลพฺภตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อุปลพฺภตีติ ฯ นิพฺพานสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๓๔.๔} กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อุปลพฺภตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อุปลพฺภตีติ ฯ มหาสมุทฺโท อุปลพฺภตีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อุปลพฺภตีติ ฯ อาโป อุปลพฺภตีติ ฯ เตโช อุปลพฺภตีติ ฯ วาโย อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อุปลพฺภนฺตีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๓๔.๕} กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อุปลพฺภตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปาโก อญฺโญ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากปฏิสํเวทีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๕ทิพฺพํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๖ทิพฺพํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๗ทิพฺพํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อุปลพฺภตีติ ฯ ปุคฺคลสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๘ทิพฺพํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อุปลพฺภตีติ ฯ นิพฺพานสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๙ทิพฺพํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ มหาสมุทฺโท อุปลพฺภตีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อุปลพฺภตีติ ฯ อาโป อุปลพฺภตีติ ฯ เตโช อุปลพฺภตีติ ฯ วาโย อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๐ทิพฺพํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ทิพฺพํ สุขํ อญฺโญ ทิพฺพสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวทีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๑มานุสกํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๒มานุสกํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๓มานุสกํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล ฯ อุปลพฺภตีติ ฯ ปุคฺคลสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๔มานุสกํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อุปลพฺภตีติ ฯ นิพฺพานสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๕มานุสกํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ มหาสมุทฺโท อุปลพฺภตีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อุปลพฺภตีติ ฯ อาโป อุปลพฺภตีติ ฯ เตโช อุปลพฺภตีติ ฯ วาโย อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อุปลพฺภนฺตีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๖มานุสกํ สุขํ อุปลพฺภตีติ ฯ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ มานุสกํ สุขํ อญฺโญ มานุสกสฺส สุขสฺส ปฏิสํเวทีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๗อาปายิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๘อาปายิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๙อาปายิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อุปลพฺภตีติ ฯ ปุคฺคลสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๐อาปายิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อุปลพฺภตีติ ฯ นิพฺพานสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๑อาปายิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ มหาสมุทฺโท อุปลพฺภตีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อุปลพฺภตีติ ฯ อาโป อุปลพฺภตีติ ฯ เตโช อุปลพฺภตีติ ฯ วาโย อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อุปลพฺภนฺตีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๒อาปายิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ อาปายิกํ ทุกฺขํ อญฺโญ อาปายิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวทีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๓เนรยิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๔เนรยิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๕เนรยิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อุปลพฺภตีติ ฯ ปุคฺคลสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๖เนรยิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อุปลพฺภตีติ ฯ นิพฺพานสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๗เนรยิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อุปลพฺภตีติ ฯเปฯ มหาสมุทฺโท อุปลพฺภตีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อุปลพฺภตีติ ฯ อาโป อุปลพฺภตีติ ฯ เตโช อุปลพฺภตีติ ฯ วาโย อุปลพฺภตีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อุปลพฺภนฺตีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๘เนรยิกํ ทุกฺขํ อุปลพฺภตีติ ฯ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ เนรยิกํ ทุกฺขํ อญฺโญ เนรยิกสฺส ทุกฺขสฺส ปฏิสํเวทีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๕๙กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณ- ปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โส กโรติ โส ปฏิสํเวเทตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โส กโรติ โส ปฏิสํเวเทตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สยํกตํ สุขทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๐กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ กโรติ อญฺโญ ปฏิสํเวเทตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺโญ กโรติ อญฺโญ ปฏิสํเวเทตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรกตํ สุขทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๑กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณ- ปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โส จ อญฺโญ จ กโรนฺติ โส จ อญฺโญ จ ปฏิสํเวเทนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โส จ อญฺโญ จ กโรนฺติ โส จ อญฺโญ จ ปฏิสํเวเทนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ สุขทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๒กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เนว โส กโรติ น โส ปฏิสํเวเทติ น อญฺโญ กโรติ น อญฺโญ ปฏิสํเวเทตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เนว โส กโรติ น โส ปฏิสํเวเทติ น อญฺโญ กโรติ น อญฺโญ ปฏิสํเวเทตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสยํการํ อปรการํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ สุขทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๓กลฺยาณปาปกานิ กมฺมานิ อุปลพฺภนฺตีติ ฯ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ กตฺตา กาเรตา วิปากปฏิสํเวที อุปลพฺภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โส กโรติ โส ปฏิสํเวเทติ อญฺโญ กโรติ อญฺโญ ปฏิสํเวเทติ โส จ อญฺโญ จ กโรนฺติ โส จ อญฺโญ จ ปฏิสํเวเทนฺติ เนว โส กโรติ น โส ปฏิสํเวเทติ น อญฺโญ กโรติ น อญฺโญ ปฏิสํเวเทตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๖๓.๑} โส กโรติ โส ปฏิสํเวเทติ อญฺโญ กโรติ อญฺโญ ปฏิสํเวเทติ โส จ อญฺโญ จ กโรนฺติ โส จ อญฺโญ จ ปฏิสํเวเทนฺติ เนว โส กโรติ น โส ปฏิสํเวเทติ น อญฺโญ กโรติ น อญฺโญ ปสํเวเทตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สยํกตํ สุขทุกฺขํ ปรกตํ สุขทุกฺขํ สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ สุขทุกฺขํ อสยํการํ อปรการํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ สุขทุกฺขนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๖๔กมฺมํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กมฺมการโก อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมํ อตฺถีติ ฯ กมฺมการโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส การโก อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส การโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมํ อตฺถีติ ฯ กมฺมการโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อตฺถีติ ฯ ปุคฺคลสฺส การโก อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมํ อตฺถีติ ฯ กมฺมการโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถีติ ฯ นิพฺพานสฺส การโก อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมํ อตฺถีติ ฯ กมฺมการโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อตฺถีติ ฯเปฯ มหาสมุทฺโท อตฺถีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อตฺถีติ ฯ อาโป อตฺถีติ ฯ เตโช อตฺถีติ ฯ วาโย อตฺถีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อตฺถีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ การโก อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กมฺมํ อตฺถีติ ฯ กมฺมการโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ กมฺมํ อญฺโญ กมฺมการโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปาโก อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิปากปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ {๑๖๔.๑} น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปาโก อตฺถีติ ฯ วิปากปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตสฺส ปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตสฺส ตสฺเสว นตฺถิ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยา นตฺถิ วฏฺฏูปจฺเฉโท นตฺถิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปาโก อตฺถีติ ฯ วิปากปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโล อตฺถีติ ฯ ปุคฺคลสฺส ปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปาโก อตฺถีติ ฯ วิปากปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถีติ ฯ นิพฺพานสฺส ปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปาโก อตฺถีติ ฯ วิปากปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ มหาปฐวี อตฺถีติ ฯเปฯ มหาสมุทฺโท อตฺถีติ ฯ สิเนรุปพฺพตราชา อตฺถีติ ฯ อาโป อตฺถีติ ฯ เตโช อตฺถีติ ฯ วาโย อตฺถีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย อตฺถีติ ฯ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ ปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปาโก อตฺถีติ ฯ วิปากปฏิสํเวที อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ วิปาโก อญฺโญ วิปากปฏิสํเวทีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขิตฺตํ ฯ กลฺยาณวคฺโค ปฐโม ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓. ปุริสการานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้กระทำ
ปร. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคล ผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้สร้าง ผู้สั่งให้สร้างซึ่งบุคคลผู้ทำผู้สั่งให้ทำทั้ง ๒ นั้น ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะปรวาทีมุ่งจะถามให้สกวาทียอมรับว่า อัตตามีอยู่จริง จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๓/๑๕๒)@ เพราะปรวาทีเห็นว่า ถ้าตอบรับก็จะมีความผิด ๒ ประการ คือ (๑) เท่ากับยอมรับว่ามีผู้สร้างอยู่จริง@(๒) เท่ากับยอมรับลัทธิพระเจ้าสร้างโลก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๔/๑๕๒-๑๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้สร้าง ผู้สั่งให้สร้างซึ่งบุคคลผู้ทำผู้สั่งให้ทำนั้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้บันดาล ผู้สั่งให้บันดาลซึ่งบุคคลทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมา นั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้นิพพานได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำนิพพานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคล ผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะปรวาทียอมรับว่ามีผู้สร้างคือบิดามารดา ซึ่งทำหน้าที่ให้เกิด ตั้งชื่อ และเลี้ยงดู และยอมรับว่ามีผู้สั่ง@ให้สร้าง คือ กัลยาณมิตร หรือ ครู อาจารย์ ที่ให้ศึกษาศิลปวิทยา (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๔/๑๕๒-๑๕๓)@ บุคคลทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมา คือ ชั้นที่ ๑ ได้แก่ ผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรม, ชั้นที่ ๒ ได้แก่ ผู้สร้าง ผู้สั่งให้สร้างซึ่งผู้ทำ@ผู้สั่งให้ทำกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๕/๑๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ท่านหยั่งรู้มหาปฐพีได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ มหาปฐพี ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้มหาสมุทรได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำมหาสมุทรได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้ภูเขาสิเนรุได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำภูเขาสิเนรุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้น้ำได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำน้ำได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคล ผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ท่านหยั่งรู้ไฟได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำไฟได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้ลมได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำผู้สั่งให้ทำหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมดีและกรรมชั่วกับบุคคลผู้ทำผู้สั่งให้ทำกรรมดีและกรรมชั่วเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านหยั่งรู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะปรวาทีกลัวว่าจะตรงกับสักกายทิฏฐิที่ว่า (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๓๕/๑๕๓,@ม.อุ. (แปล) ๑๔/๘๗/๙๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวย(ได้รับ)วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้นิพพานได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยนิพพานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ท่านหยั่งรู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้มหาปฐพี ฯลฯ หยั่งรู้มหาสมุทร ฯลฯ หยั่งรู้ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ หยั่งรู้น้ำ ฯลฯ หยั่งรู้ไฟ ฯลฯ หยั่งรู้ลม ฯลฯ หยั่งรู้หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วกับบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านหยั่งรู้ทิพยสุขได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทิพยสุขได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทิพยสุขได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทิพยสุขได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทิพยสุขนั้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทิพยสุขนั้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพาน ก็ไม่มีแก่บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทิพยสุขได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทิพยสุขได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทิพยสุขได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทิพยสุขได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้นิพพานได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้ผู้เสวยนิพพานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทิพยสุขได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทิพยสุขได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้มหาปฐพี ฯลฯ หยั่งรู้มหาสมุทร ฯลฯ หยั่งรู้ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ หยั่งรู้น้ำ ฯลฯ หยั่งรู้ไฟ ฯลฯ หยั่งรู้ลม ฯลฯ หยั่งรู้หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทิพยสุขได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทิพย- สุขได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ทิพยสุขกับบุคคลผู้เสวยทิพยสุขเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านหยั่งรู้สุขของมนุษย์ได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้สุขของมนุษย์ได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยสุขนั้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์นั้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้สุขของมนุษย์ได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยสุขของบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้สุขของมนุษย์ได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวย สุขของมนุษย์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ท่านหยั่งรู้นิพพานได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยนิพพานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้สุขของมนุษย์ได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้มหาปฐพี ฯลฯ หยั่งรู้มหาสมุทร ฯลฯ หยั่งรู้ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ หยั่งรู้น้ำ ฯลฯ หยั่งรู้ไฟ ฯลฯ หยั่งรู้ลม ฯลฯ หยั่งรู้หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้สุขของมนุษย์ได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สุขของมนุษย์กับบุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์เป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในอบายได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้ผู้เสวย ทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทุกข์นั้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทุกข์นั้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะก็ไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในอบายได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในอบายได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้นิพพานได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยนิพพานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในอบายได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ เสวยทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้มหาปฐพี ฯลฯ หยั่งรู้มหาสมุทร ฯลฯ หยั่งรู้ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ หยั่งรู้น้ำ ฯลฯ หยั่งรู้ไฟ ฯลฯ หยั่งรู้ลม ฯลฯ หยั่งรู้หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในอบายได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกข์ที่มีในอบายกับบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในนรกได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในนรกได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทุกข์นั้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทุกข์นั้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในนรกได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้ผู้เสวยทุกข์ ที่มีในนรกได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้ผู้เสวยบุคคลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในนรกได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้นิพพานได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยนิพพานได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในนรกได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านหยั่งรู้มหาปฐพี ฯลฯ หยั่งรู้มหาสมุทร ฯลฯ หยั่งรู้ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ หยั่งรู้น้ำ ฯลฯ หยั่งรู้ไฟ ฯลฯ หยั่งรู้ลม ฯลฯ หยั่งรู้หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้ทุกข์ที่มีในนรกได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกข์ที่มีในนรกกับบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคล ผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ ผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. บุคคลคนเดียวกันทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สุขและทุกข์มีตนเองเป็นตัวการ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ ผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนละคนกันทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนละคนกันทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สุขและทุกข์มีผู้อื่นเป็นตัวการใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ ผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สุขและทุกข์มีทั้งตนเองเป็นตัวการและผู้อื่นเป็นตัวการใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ. ที.ปา. (แปล) ๑๑/๑๙๑/๑๕๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ ผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สุขและทุกข์เกิดขึ้นเองจะว่ามีตนเองเป็นตัวการก็มิใช่ จะว่ามีผู้อื่นเป็นตัวการก็มิใช่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ท่านหยั่งรู้กรรมดีและกรรมชั่วได้ เพราะเหตุนั้น จึงหยั่งรู้บุคคลผู้ทำ ผู้สั่งให้ทำ ผู้เสวยวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันทั้งทำและเสวย บุคคลคนละคนกันทั้งทำและเสวยบุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันทั้งทำและเสวย บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ ทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลคนเดียวกันทั้งทำและเสวย บุคคลคนละคนกันทั้งทำและ เสวย บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันทั้งทำและเสวย บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ ทั้งทำและเสวยใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. สุขและทุกข์มีตนเองเป็นตัวการ สุขและทุกข์มีผู้อื่นเป็นตัวการ สุขและทุกข์ทั้งมีตนเองและผู้อื่นเป็นตัวการ สุขและทุกข์เกิดขึ้นเอง จะว่ามีตนเองเป็นตัวการก็มิใช่ จะว่ามีผู้อื่นเป็นตัวการก็มิใช่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. กรรมมีอยู่ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้ทำกรรมมีอยู่ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ทำกรรมนั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ทำกรรมนั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้ทำซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. นิพพานมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำนิพพานจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มหาปฐพีมีอยู่ ฯลฯ มหาสมุทร ฯลฯ ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ น้ำ ฯลฯ ไฟฯลฯ ลม ฯลฯ หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่ามีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำหญ้าไม้ และต้นไม้เจ้าป่าจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กรรมมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กรรมกับบุคคลผู้ทำกรรมเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. วิบากมีอยู่ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้เสวยวิบากมีอยู่ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. การทำที่สุดทุกข์ไม่มี การตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มีแก่บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลผู้เสวยวิบากทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิบากมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยซึ่งบุคคลจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิพพานมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยนิพพานจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มหาปฐพีมีอยู่ ฯลฯ มหาสมุทร ฯลฯ ภูเขาสิเนรุ ฯลฯ น้ำ ฯลฯ ไฟฯลฯ ลม ฯลฯ หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่ามีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยหญ้าไม้ และต้นไม้เจ้าป่าจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. วิบากมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้เสวยวิบากจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิบากเป็นอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เสวยวิบากก็เป็นอย่างหนึ่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ (ย่อ) กัลยาณวรรค ที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ คำว่า กัลยาณวรรค นี้เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของปุริสการานุโยคะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๒/๑๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปุริสการานุโยค ว่าด้วยการซักถามการกระทำของบุคคล
บัดนี้ เป็นการซักถามถึงการทำของบุคคล.
ในปัญหานั้น คำถามด้วยลัทธิว่า เมื่อกรรมมีอยู่ แม้ผู้ทำกรรมนั้นก็ต้องมีแน่นอน ดังนี้ เป็นของปรวาที.
คำตอบรับรองว่าใช่ เป็นของพระสกวาที เพราะความที่กรรมทั้งหลายเช่นนั้นมีอยู่.
คำถามอีกว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำกรรม เป็นของสกวาที.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ผู้ทำ ได้แก่ ผู้ทำกรรมทั้งหลายเหล่านั้น. คำว่า ผู้ให้ทำกรรม ได้แก่ ผู้ให้ทำกรรมด้วยอุบายทั้งหลาย มีการสั่งและการแสดงให้ทราบ เป็นต้น.
ในบัดนี้ ปรวาทีหมายเอาบุคคลจึงถามถึงผู้ทำ ไม่ถามเหตุ สักว่าการกระทำ เพราะฉะนั้น สกวาทีจึงตอบปฏิเสธ. ในคำนี้ว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำกรรมนั้น อธิบายว่า สกวาทีถามว่า ถ้าว่า ท่านหยั่งเห็นกรรมใดๆ ท่านก็หยั่งเห็นบุคคลผู้ทำกรรมนั้นๆ ย่อมหยั่งเห็นบุคคลตามลัทธิของท่านนั่นแหละก็ท่านหยั่งเห็นบุคคลอื่นผู้ทำด้วย ผู้ให้ทำกรรมนั้นด้วยหรือ ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิแห่งพระเจ้าสร้างโลก.
เมื่อถามซ้ำอีก ปรวาทีก็ตอบรับรองเพราะหมายเอาเนื้อความนี้ว่า มารดาบิดาย่อมให้บุคคลเกิด ย่อมตั้งชื่อ ย่อมเลี้ยงดู เพราะฉะนั้น มารดาบิดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าผู้ทำ ส่วนกัลยาณมิตรหรืออาจารย์เหล่าใดย่อมให้ศิษย์ศึกษาวิชาการ และเรียนศิลปะทั้งหลายนั้นๆ กัลยาณมิตรหรืออาจารย์เหล่านั้นชื่อว่าผู้ให้ทำ ดังนี้.
ท่านอธิบายว่า กรรมเก่าเท่านั้นท่านประสงค์เอาว่า เป็นผู้ทำเป็นผู้ให้ทำกรรมนั้นๆ ท่านกล่าวคำนี้ว่า ถ้าว่า ผู้ทำของผู้ทำกรรมทั้งหลายมีอยู่ไซร้ ผู้ทำแม้แก่ผู้นั้นต่อๆ กันมาก็มีอยู่นั่นแหละ ด้วยคำนี้ว่า แก่บุคคลนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ บุคคลผู้เกิดก่อนๆ ก็พึงทำบุคคลผู้เกิดภายหลังโดยแท้ๆ แม้ด้วยคำนี้ บุคคลผู้ทำกรรมเหล่านั้น พึงทำบุคคลอื่นๆ ต่อไป. แม้บุคคลนั้นก็พึงทำบุคคลอื่นๆ.
สกวาทีถามว่า นิพพานใด คือการทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดวัฏฏะไม่มี ความดับรอบอันไม่มี ปัจจัยก็ไม่มี นิพพานนั้นไม่มี แก่บุคคลนั้นๆ เพราะความไม่มีปัจจัย เพราะความไม่มีทุกข์อื่นเนื่องด้วยปัจจัยหรือ?
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า แก่บุคคลนั้นๆ นั่นแหละ อธิบายว่า ถ้าว่า ความสืบเนื่องกันมาของบุคคลมีอยู่อย่างนี้ว่า กรรมสักว่าการกระทำไม่มี มีแต่บุคคลผู้ทำบุคคลแม้นั้นๆต่อๆ กันมา ดังนี้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ การกล่าวว่า การทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์เพราะเหตุอันไม่ให้ความเป็นไปแห่งกัมมวัฏฏะอันใดนี้นั้น ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้นๆ ดังนี้. ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาคำนั้น จึงปฏิเสธ.
คำว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำ ในคำถามแห่งผู้ทำทั้งหลายตามคำสามัญที่หยั่งเห็นได้ แม้ในปัญหาอื่นอีกจากนี้ ท่านก็หมายเอาเฉพาะบุคคลเท่านั้น มิได้กล่าวมุ่งหมายเอาปัจจัยทั้งหลายเลย. แท้จริงปัจจัยแห่งสิ่งทั้งปวง เช่น มหาปฐพี เป็นต้นจะไม่มีก็หามิได้.
ปัญหาที่สกวาทีถามว่า ผู้ทำกรรมดีกรรมชั่วทั้งหลาย ก็เป็นอื่นหรือ ปัญหานั้นปรวาทีตอบปฏิเสธแล้ว เพราะกลัวเป็นทิฏฐิว่า บุคคลมีสังขารหรือมีอัตตาเป็นต้น.
คำเป็นต้นว่า ท่านหยั่งเห็นวิบากหรือ เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อทำลายลัทธิผู้แสดงบุคคล ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เสวยวิบาก.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ผู้เสวยวิบาก เป็นคำซักถามของปรวาที. คำปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะความไม่มีผู้เสวยอื่นนอกจากความเป็นไปแห่งวิบาก.
คำถามอีกเป็นของสกวาที คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า บุคคลเป็นผู้เสวยวิบากนั้น ได้แก่ ผู้เสวยของวิบากนั้นๆ ก็วิบาก ชื่อว่าพึงเสวย บุคคลมิใช่วิบาก ฉะนั้น ปรวาทีจึงปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้เสวย. ถูกสกวาทีถามซ้ำอีก ก็ตอบรับรองว่า บุคคลเป็นผู้เสวยวิบาก เพราะความตั้งอยู่ในผลแห่งบุญ โดยหมายเอามารดาที่ปล่อยวางสละบุตร หรือภรรยาที่ปล่อยวางสละสามีเป็นผู้เสวยวิบาก ซึ่งเป็นการเสวยบุคคลเช่นนั้น.
คำถามว่า การทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ฯลฯ แก่บุคคลนั้นๆ อธิบายว่า ถ้าว่า ความสืบเนื่องกันของบุคคลเป็นมาอย่างนี้ว่า วิบากที่สักแต่ความเป็นวิบากไม่มี มีแต่บุคคลเป็นผู้เสวยผลแห่งกรรมนั้นๆ ต่อๆ กันมา ดังนี้ไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ การกล่าวว่า การทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์โดยเหตุ อันไม่เป็นไปแห่งวิปากวัฏนี้นั้น ก็ย่อมไม่มีดังนี้.
ต่อจากนั้น พึงทราบเนื้อความในคำถามถึงผู้เสวยด้วยคำอันเป็นธรรมดาที่ว่า ท่านหยั่งเห็นได้ ข้างหน้านี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
ปัญหาที่สกวาทีถามว่า บุคคลเสวยวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วก็เป็นอื่นหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะกลัวแต่ลัทธิอันเห็นผิดว่า บุคคลมีเวทนา หรือบุคคลมีอัตตา. คำว่า สุขอันเป็นทิพย์ เป็นต้น เป็นคำอันปรวาทีเริ่มจำแนกผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
คำนั้นทั้งหมด พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
อนึ่ง ในคำถามที่ปรวาทีถามว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์หรือ นี้ พึงทราบว่า สกวาทีตอบปฏิเสธว่า บุคคลไม่เป็นผู้เสวยเท่านั้น ไม่ปฏิเสธวิปากขันธ์ที่เสวยสุขอันเป็นทิพย์.
จริงอยู่ ความเกิดขึ้นแห่งวิบากทั้งหลายที่ผู้ทำกรรมฐานทั้งหลาย กระทำมหาปฐพีเป็นต้นให้เป็นอารมณ์แล้วเสวยผล ย่อมเป็นการสำเร็จที่เปรียบไม่ได้. คำว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำเป็นผู้เสวยผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว เป็นต้น เป็นคำที่ท่านกล่าวปรารภนัยที่เจือกัน คือมีทั้งบัญญัติและปรมัตถะ.
ในคำเหล่านั้น คำว่า บุคคลนั้นกระทำ เป็นคำซักถามของสกวาทีว่า ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้ทำกรรมใด และผู้เสวยกรรมใด บุคคลนั้นนั่นแหละกระทำ บุคคลนั้นเองเป็นผู้เสวยหรือ? คำปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะกลัวผิดจากพระสูตร ฯ
ถูกถามอีก ก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งพระสูตรว่า บุคคลย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกหน้า เป็นต้น ดังนี้
ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะปฏิเสธโอกาสคำที่จะกล่าวของปรวาทีนั้น จึงกล่าวคำว่า สุขทุกข์อันตนทำเองหรือ ในคำเหล่านั้น คำว่า ผู้อื่นกระทำ สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งความเป็นอื่นแห่งผู้ทำและผู้เสวย. จากนั้น ปรวาทีจึงปฏิเสธโอกาสที่จะพูดเพราะกลัวผิดพระสูตร.
ถูกถามอีก เมื่อมีความสำคัญว่า บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์แล้วเกิดเป็นเทวดาแล้วย่อมเสวย ดังนี้ จึงตอบรับรอง. ก็ถูกถามด้วยสามารถแห่งวาทะอย่างนี้ว่า สุขและทุกข์อันบุคคลอื่นทำแล้วย่อมปรากฏหรือ ดังนี้ ก็ปฏิเสธอีก. คำว่า บุคคลนั้นทำ บุคคลอื่นเสวย สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งคำถามถึงความเป็นบุคคลคนเดียวกัน และความเป็นแห่งบุคคลอื่นของผู้ทำและผู้เสวย.
ลำดับนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากพระสูตร ถูกถามอีก ก็ตอบรับรองเพราะรวมนัยแม้ทั้ง ๒ ก่อนๆ เข้าด้วยกัน. ก็ถูกถามด้วยสามารถแห่งปัญหานั้นของผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า สุขทุกข์อันตนเองทำด้วย อันบุคคลอื่นทำด้วยย่อมปรากฏหรือ ก็ตอบปฏิเสธอีก.
คำว่า ไม่ใช่ผู้อื่นทำ เป็นคำอันสกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งการปฏิเสธในความเป็นบุคคลคนเดียวกันทำ หรือผู้อื่นทำของผู้ทำและผู้เสวย. ลำดับนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยสามารถแห่งคำที่ผิดจากพระสูตรนั่นเทียว ถูกถามอีก เมื่อมีความสำคัญอยู่ว่ามนุษย์ทำกรรมไว้ เพราะการเกิดขึ้นในเทวโลก มนุษย์นั้นจึงไม่ได้เสวย ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้อื่นเสวยก็หาไม่เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นนั่นแหละจึงมิใช่ผู้เสวยเพราะเป็นผู้กระทำ ทั้งบุคคลอื่นก็มิได้เสวย ดังนี้ จึงตอบรับรอง. คำนั้นสักว่าเป็นลัทธิเท่านั้น.
ถูกถามด้วยสามารถแห่งปัญหานั้นของผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า ก็สุขทุกข์ อันมิใช่การกระทำของตน มิใช่การกระทำของผู้อื่น เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุย่อมปรากฏหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธอีก.
อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในมิสสกนัยนี้จำเดิมแต่ต้น ด้วยนัยแม้นี้.
จริงอยู่ ผู้มีวาทะว่าบุคคลมีอยู่นี้ ย่อมปรารถนาบุคคลผู้ทำกรรมทั้งหลายด้วย บุคคลผู้เสวยด้วย เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงปรากฏอย่างนี้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ทำกรรม ผู้นั้นเท่านั้นพึงเป็นผู้เสวย หรือผู้อื่นเสวย หรือแม้ทั้ง ๒ เป็นผู้เสวย หรือว่าแม้ทั้ง ๒ ไม่พึงเป็นผู้เสวย ดังนี้. สกวาทีถามประกอบคำซักถามปัญหาอันปรากฏอย่างนี้นั่นแหละแล้วจึงกล่าวถึงปัญหาที่ควรถามแม้ทั้ง ๔ อย่างมีคำว่า ไม่ใช่บุคคลนั้นเป็นผู้ทำ เป็นต้น.
คำที่เหลือมีประการดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเทียว. ก็ในที่สุด ได้ถามปัญหาแม้ทั้ง ๔ รวมกัน. ในปัญหานั้นการปฏิเสธ การตอบรับรอง และการถึงโทษมีคำว่า กระทำเองเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแหละ. เบื้องหน้าแต่นี้ นัยที่กล่าวแล้วในหนหลังไม่ได้กล่าวคำว่า กรรมดีและกรรมชั่ว ท่านแสดงปัญหาที่ควรกำหนดไว้เป็นต้น กรรมมีอยู่เท่านั้น. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายแม้เหล่านั้น ด้วยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
คำว่า แม้กัลยาณวรรค ดังนี้ เป็นชื่อของปุริสการานุโยคนั้นนั่นแล.
อรรถกถาปุริสการานุโยค จบ. -----------------------------------------------------