มัคคกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มคฺคกถา
๑๘๒๖ปญฺจงฺคิโก มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค วุตฺโต ภควตา ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค วุตฺโต ภควตา ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปญฺจงฺคิโก มคฺโคติ ฯ ปญฺจงฺคิโก มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทิปทานญฺจ จกฺขุมาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ฯ
๑๘๒๗สมฺมาวาจา มคฺคงฺคํ สา จ น มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺคงฺคํ สา จ น มคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาวาจา มคฺคงฺคํ สา จ น มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาสงฺกปฺโป ฯเปฯ สมฺมาวายาโม ฯเปฯ สมฺมาสติ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ มคฺคงฺคํ โส จ น มคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺโต ฯเปฯ สมฺมาอาชีโว มคฺคงฺคํ โส จ น มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ มคฺคงฺคํ โส จ น มคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๘๒๘สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺคํ สาจ มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาวาจา มคฺคงฺคํ สา จ มคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺคงฺคํ สา จ มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมากมฺมนฺโต ฯเปฯ สมฺมาอาชีโว มคฺคงฺคํ โส จ มคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาสงฺกปฺโป ฯเปฯ สมฺมาวายาโม ฯเปฯ สมฺมาสติ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ มคฺคงฺคํ โส จ มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาวาจา ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺโต ฯเปฯ สมฺมาอาชีโว มคฺคงฺคํ โส จ มคฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๘๒๙อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ เอวมสฺสายํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปญฺจงฺคิโก มคฺโคติ ฯ
๑๘๓๐ปญฺจงฺคิโก มคฺโคติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ โข สุภทฺท ธมฺมวินเย อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค น อุปลพฺภติ สมโณปิ ตตฺถ น อุปลพฺภติ ทุติโยปิ ตตฺถ สมโณ น อุปลพฺภติ ตติโยปิ ตตฺถ สมโณ น อุปลพฺภติ จตุตฺโถปิ ตตฺถ สมโณ น อุปลพฺภติ ยสฺมิญฺจ โข สุภทฺท ธมฺมวินเย อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อุปลพฺภติ สมโณปิ ตตฺถ อุปลพฺภติ ทุติโยปิ ฯเปฯ ตติโยปิ ฯเปฯ จตุตฺโถปิ ตตฺถ สมโณ อุปลพฺภติ อิมสฺมึ โข สุภทฺท ธมฺมวินเย อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อุปลพฺภติ อิเธว สุภทฺท สมโณ อิธ ทุติโย สมโณ อิธ ตติโย สมโณ อิธ จตุตฺโถ สมโณ สุญฺญา ปรปฺปวาทา สมเณภิ อญฺเญหีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ฯ มคฺคกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๕. มัคคกถา (๑๙๘) ๕. มัคคกถา (๑๙๘) ว่าด้วยมรรค
สก. มรรคมีองค์ ๕ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “มรรคมีองค์ ๕” สก. มรรคมีองค์ ๕ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บรรดามรรค มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาสัจจะ สัจจะ ๔ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรม วิราคธรรม ประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตผู้มีพระจักษุ ประเสริฐที่สุด” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหิสาสกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๗๒/๓๑๒-๓๑๓) @ เพราะมีความเห็นว่า เมื่อว่าโดยตรงแล้ว มรรคมีองค์ ๕ เท่านั้นมิใช่มีองค์ ๘ โดยอ้างว่า สัมมาวาจา@สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเป็นจิตตวิปปยุต (ไม่ประกอบด้วยจิต)จึงไม่จัดเป็นมรรค เป็นเพียงวิญญัติรูป@ไม่ใช่เจตสิก ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า มรรคทั้ง ๓ ดังกล่าวมาเป็นมรรค สัมปยุตด้วยจิต@เป็นเจตสิก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๗๒/๓๑๒-๓๑๓) @ วิราคธรรม หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๙) @ สัตว์สองเท้า หมายถึงมนุษย์ (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๙) @ จักษุ หมายถึงปัญญาจักษุ (วิ.อ. ๓/๑๓/๑๗), ดูเทียบ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๗๓/๑๑๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๕. มัคคกถา (๑๙๘) สก. ดังนั้น มรรคจึงมีองค์ ๘
สก. สัมมาวาจาเป็นองค์มรรค แต่สัมมาวาจานั้นไม่เป็นมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์มรรค แต่สัมมาทิฏฐินั้นไม่เป็นมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมาวาจาเป็นองค์มรรค แต่สัมมาวาจานั้นไม่เป็นมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นองค์มรรค แต่สัมมาสมาธินั้นไม่เป็นมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นองค์มรรค แต่สัมมาอาชีวะนั้นไม่เป็นมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นองค์มรรค แต่สัมมาสมาธินั้นไม่ เป็นมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์มรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็นมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมาวาจาเป็นองค์มรรค และสัมมาวาจานั้นเป็นมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์มรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็นมรรคใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๕. มัคคกถา (๑๙๘) สก. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นองค์มรรค และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นองค์มรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นองค์มรรคและสัมมาอาชีวะนั้นเป็นมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. อริยมรรคมีองค์ ๘ ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของบุคคลนั้นจัดว่าบริสุทธิ์ดีแล้วในเบื้องต้นนั้นแล เมื่อเป็นอย่างนี้อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ของเขาย่อมถึงความเจริญเต็มที่” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น มรรคจึงมีองค์ ๕
สก. มรรคมีองค์ ๕ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “สุภัททะ ในธรรมวินัยที่ไม่มี อริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมไม่มีสมณะที่ ๑ ย่อมไม่มีสมณะที่ ๒ ย่อมไม่มีสมณะที่ ๓ย่อมไม่มีสมณะที่ ๔ ในธรรมวินัยที่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมมีสมณะที่ ๑ ย่อมมี@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๔๓๑/๔๙๐-๔๙๑ @ สมณะที่ ๑-๒-๓-๔ หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ตามลำดับ@(ที.ม.อ. ๒๑๔/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๖. ญาณกถา (๑๙๙) สมณะที่ ๒ ย่อมมีสมณะที่ ๓ ย่อมมีสมณะที่ ๔ สุภัททะ ในธรรมวินัยนี้มีอริยมรรคมีองค์ ๘ สมณะที่ ๑ มีอยู่ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ มีอยู่ในธรรมวินัยนี้เท่านั้นสมณะที่ ๓ มีอยู่ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น สมณะที่ ๔ ก็มีอยู่ในธรรมวินัยนี้เท่านั้นลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึง สุภัททะ ถ้าภิกษุเหล่านี้เป็นอยู่โดยชอบโลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น มรรคจึงมีองค์ ๘ มัคคกถา จบ ๖. ญาณกถา (๑๙๙) ว่าด้วยญาณ
สก. ญาณที่มีวัตถุ ๑๒ เป็นโลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลกุตตรญาณมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โลกุตตรญาณมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสดาปัตติมรรคมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๑๔/๑๖๒ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะและนิกายอปรเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๗๖/๓๑๓)@ เพราะมีความเห็นว่า ในมัคคจิตแต่ละดวง มีญาณที่ทำหน้าที่รับรู้ ๑๒ ประการ (ในมัคคจิตหนึ่งๆ มี@ ญาณ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ รวมเป็น ๑๒ ญาณ) ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า@ในมัคคจิตแต่ละดวง มีสัจจญาณอย่างเดียว จึงไม่ยอมรับว่ามี ๑๒ ญาณ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๗๖/๓๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามัคคกถา ว่าด้วยมรรค
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมรรค.
ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายมหิสาสกะทั้งหลายว่า ว่าโดยแน่นอน มรรคมีองค์ ๕ เท่านั้น เพราะอาศัยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของผู้นั้นเป็นอาการหมดจดดีแล้วในกาลก่อนเทียวแล ฯลฯ ดังนี้นั่นแหละจึงกล่าวว่าสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ว่าเป็นธรรมไม่ประกอบกับจิต ดังนี้.
คำถามของสกวาทีว่า มรรคมีองค์ ๕ หรือโดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ข้อว่า สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาวาจานั้นไม่เป็นมรรคหรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งลัทธิของชนเหล่าอื่น.
จริงอยู่ ในลัทธินั้นว่า สัมมาวาจาเป็นต้นเป็นองค์แห่งมรรคแต่ไม่ใช่มรรค เพราะความเป็นรูป ดังนี้. คำว่า สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ความที่องค์แห่งมรรคไม่เป็นมรรคหามีไม่ ดังนี้.
ในพระสูตรว่า กายกรรม ฯลฯ ของบุคคลนั้นบริสุทธิ์แล้วในกาลก่อนเทียวแล คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กายกรรม วจีกรรม อาชีวะ เป็นอาการบริสุทธิ์แล้ว ดังนี้ก็เพื่อแสดงซึ่งความที่ปฏิปทาอันกุลบุตรพึงบรรลุเป็นภาวะบริสุทธิ์แล้วว่า ชื่อว่ามัคคภาวนาย่อมมีแก่ผู้บริสุทธิ์แล้ว มิใช่มีแก่บุคคลนอกจากนี้ ดังนี้มิใช่ตรัสไว้เพื่อแสดงถึงความที่มรรคประกอบด้วยองค์ ๕ โดยเว้นจากสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะเหล่านี้. ด้วยสูตรนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนาแก่บุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้ ดังนี้.
ส่วนพระสูตรที่สกวาทีนำมาแล้ว มีอรรถตามที่ท่านแนะนำไว้แล้วนั่นแล.
อรรถกถามัคคกถา จบ. -----------------------------------------------------