ญาณกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ญาณกถา
๑๘๓๑สกวาที ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. โลกุตตรญาณเป็น ๑๒ หรือ? @ ที. ม. ข้อ ๑๓๘ หน้า ๑๗๕ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลกุตตรญาณเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สกทาคามิมรรคเป็น ๑๒ อย่าง ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรหัตมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อรหัตผลเป็น ๑๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๑๘๓๒ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินในกาลก่อนว่า นี้ทุกข์เป็นของจริงอย่างประเสริฐดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินในกาลก่อนว่า ก็ทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงกำหนดรู้ ดังนี้ ฯลฯ ก็ทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแลอันเรากำหนดรู้แล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่า นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ ว่า เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงละเสีย ดังนี้ ฯลฯ ว่า เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราละแล้วฯลฯ ว่า นี้ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ ว่า ธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงทำให้แจ้ง ดังนี้ ฯลฯ ว่า ธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้น อันเราทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่า นี้ปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐดังนี้ ฯลฯ ว่า ปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้น อันเราพึงให้เกิด ดังนี้ ฯลฯ ว่าปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราให้เกิดแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ญาณโลกุตตระ ก็มีวัตถุ ๑๒ น่ะสิญาณกถา จบ วรรคที่ ๒๐ จบ ปัณณาสก์ที่ ๔ จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ญาณกถา (๑๙๙) ว่าด้วยญาณ
สก. ญาณที่มีวัตถุ ๑๒ เป็นโลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลกุตตรญาณมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โลกุตตรญาณมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสดาปัตติมรรคมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๑๔/๑๖๒ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะและนิกายอปรเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๗๖/๓๑๓)@ เพราะมีความเห็นว่า ในมัคคจิตแต่ละดวง มีญาณที่ทำหน้าที่รับรู้ ๑๒ ประการ (ในมัคคจิตหนึ่งๆ มี@ ญาณ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ รวมเป็น ๑๒ ญาณ) ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า@ในมัคคจิตแต่ละดวง มีสัจจญาณอย่างเดียว จึงไม่ยอมรับว่ามี ๑๒ ญาณ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๗๖/๓๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๖. ญาณกถา (๑๙๙) สก. โสดาปัตติมรรคมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสดาปัตติผลมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สกทาคามิมรรค ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตตมรรคมีอย่างละ ๑๒ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อรหัตตมรรคมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อรหัตตผลมี ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ญาณที่มีวัตถุ ๑๒ เป็นโลกุตตระ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ ควรกำหนดรู้ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ เราได้กำหนดรู้แล้ว ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๖. ญาณกถา (๑๙๙) ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขสมุทยอริยสัจนี้ ควรละเสีย ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขสมุทยอริยสัจนี้ เราละได้แล้ว ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ ควรทำให้แจ้ง ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ เราควรให้เจริญ ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ เราได้ให้เจริญแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ญาณที่มีวัตถุ ๑๒ จึงเป็นโลกุตตระ ญาณกถา จบ วีสติมวรรค จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๑๕/๒๒-๒๓, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๐๘๑/๕๙๒-๕๙๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อสัญจิจจกถา ๒. ญาณกถา ๓. นิรยปาลกถา ๔. ติรัจฉานกถา ๕. มัคคกถา ๖. ญาณกถา จตุตถปัณณาสก์ จบ รวมวรรคที่มีในจตุตถปัณณาสก์นี้ คือ วรรคที่ ๑๖ เริ่มด้วยนิคคหกถา วรรคที่ ๑๗ เริ่มด้วยอัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา วรรคที่ ๑๘ เริ่มด้วยมนุสสโลกกถา วรรคที่ ๑๙ เริ่มด้วยกิเลสชหนกถา วรรคที่ ๒๐ เริ่มด้วยอสัญจิจจกถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาญาณกถา ว่าด้วยมรรค
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณ.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะ อปรเสลิยะทั้งหลายว่า ญาณมีวัตถุ ๑๒ โดยหมายเอาญาณมีอาการ ๑๒ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า เป็นโลกุตตรญาณ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ หรือ เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าโลกุตตรญาณนั้นมีวัตถุ ๑๒ ไซร้มรรคญาณทั้งหลายก็พึงมี ๑๒ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาโลกุตตรญาณนั้นเป็นสภาพเดียวกันกับมรรคญาณ. และตอบปฏิเสธหมายเอาความต่างกันแห่งญาณในแต่ละสัจจะด้วยสามารถแห่งสัจจญาณ กิจจญาณและกตญาณทั้งหลาย.
ในคำว่า โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ หรือ ก็นัยนี้นั่นแหละ.
พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ มิใช่หรือ ดังนี้ย่อมแสดงถึงความแตกต่างกันแห่งญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลายที่ได้บรรลุ มิใช่แสดงซึ่งความที่อริยมรรคว่ามี ๑๒ ฉะนั้นพระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่าญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ ดังนี้แล.
อรรถกถาญาณกถา จบ. -----------------------------------------------------
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. อสัญจิจจกถา
๒. ญาณกถา
๓. นิรยปาลกถา
๔. ติรัจฉานกถา
๕. มัคคกถา
๖. ญาณกถา.
วรรคที่ ๒๐ จบ. -----------------------------------------------------