อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๕๕

พรหมจริยกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๕–๒๗๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 24 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 24 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พฺรหฺมจริยกถา

นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ เทวา ชฬา เอฬมูคา อวิญฺญู หตฺถสํวาจิกา น ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ สพฺเพ เทวา น พุทฺเธ ปสนฺนา น ธมฺเม ปสนฺนา น สงฺเฆ ปสนฺนา น พุทฺธํ ภควนฺตํ ปยิรุปาสนฺติ น พุทฺธํ ภควนฺตํ ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ น พุทฺเธน ภควตา ปญฺเห วิสชฺชิเต อตฺตมนา สพฺเพ เทวา กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา อสฺสทฺธา อจฺฉนฺทิกา ทุปฺปญฺญา อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ สพฺเพ เทวา มาตุฆาตกา ปิตุฆาตกา อรหนฺตฆาตกา รุหิรุปฺปาทกา สงฺฆเภทกา สพฺเพ เทวา ปาณาติปาติโน อทินฺนาทายิโน กาเมสุ มิจฺฉาจาริโน มุสาวาทิโน ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาปิโน อภิชฺฌาลุโน พฺยาปนฺนจิตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐิกาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๕๕.๑} นนุ อตฺถิ เทวา อชฬา อเนฬมูคา วิญฺญู น หตฺถสํวาจิกา ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ อตฺถิ เทวา พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม ปสนฺนา สงฺเฆ ปสนฺนา พุทฺธํ ภควนฺตํ ปยิรุปาสนฺติ พุทฺธํ ภควนฺตํ ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ พุทฺเธน ภควตา ปญฺเห วิสชฺชิเต อตฺตมนา โหนฺติ อตฺถิ เทวา น กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา น กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา น วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา สทฺธา ฉนฺทิกา ปญฺญวนฺโต ภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อตฺถิ เทวา น มาตุฆาตกา น ปิตุฆาตกา น อรหนฺตฆาตกา น รุหิรุปฺปาทกา น สงฺฆเภทกา อตฺถิ เทวา น ปาณาติปาติโน น อทินฺนาทายิโน น กาเมสุ มิจฺฉาจาริโน น มุสาวาทิโน น ปิสุณวาจา น ผรุสวาจา น สมฺผปฺปลาปิโน น อภิชฺฌาลุโน อพฺยาปนฺนจิตฺตา สมฺมาทิฏฺฐิกาติ ฯ อามนฺตา ฯ {๒๕๕.๒} หญฺจิ อตฺถิ เทวา อชฬา อเนฬมูคา วิญฺญู น หตฺถสํวาจิกา ปฏิพลา สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ ฯเปฯ อตฺถิ เทวา พุทฺเธ ปสนฺนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิกา โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ

อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ปพฺพชฺชา มุณฺฑิยํ กาสาวธารณา ปตฺตธารณา เทเวสุ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ ปพฺพชฺชา นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ ปพฺพชฺชา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปพฺพชฺชา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ อตฺถิ ปพฺพชฺชา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปพฺพชฺชา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย ปพฺพชฺชติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย น ปพฺพชฺชติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ มุณฺฑิยํ นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ มุณฺฑิยํ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ มุณฺฑิยํ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ อตฺถิ มุณฺฑิยํ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ มุณฺฑิยํ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย มุณฺโฑ โหติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย มุณฺโฑ น โหติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ กาสาวธารณา นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริย- วาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ กาสาวธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ กาสาวธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถ อตฺถิ กาสาวธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ กาสาวธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย กาสาวํ ธาเรติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย กาสาวํ น ธาเรติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ ปตฺตธารณา นตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริย- วาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ อตฺถิ ปตฺตธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปตฺตธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ อตฺถิ ปตฺตธารณา ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ นตฺถิ ปตฺตธารณา นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ โย ปตฺตํ ธาเรติ ตสฺเสว พฺรหฺมจริยวาโส โย ปตฺตํ น ธาเรติ นตฺถิ ตสฺส พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ สมฺมาสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สมฺมาสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ลุมฺพินิยา ภควา ชาโต โพธิยา มูเล อภิสมฺพุทฺโธ พาราณสิยํ ภควตา ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ ตตฺถ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา นุปฺปชฺชนฺติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทเวสุ สาวกยุคํ นุปฺปชฺชตีติ ฯ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ยตฺถ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สาวกยุคํ นุปฺปชฺชติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยตฺถ สาวกยุคํ อุปฺปชฺชติ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส ยตฺถ สาวกยุคํ นุปฺปชฺชติ นตฺถิ ตตฺถ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ มคเธสุ สาวกยุคํ อุปฺปนฺนํ ตตฺเถว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพเทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ มนุสฺเสสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพมนุสฺเสสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ มนุสฺเสสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถีติ ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๖๘.๑} เทเวสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ กตฺถตฺถิ กตฺถ นตฺถีติ ฯ อสญฺญสตฺเตสุ สตฺเตสุ เทเวสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๖๘.๒} สญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ เทเวสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ มนุสฺเสสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถีติ ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ

มนุสฺเสสุ อตฺถิ ยตฺถ อตฺถิ อตฺถิ ยตฺถ นตฺถิ พฺรหฺมจริย- วาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ กตฺถตฺถิ กตฺถ นตฺถีติ ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ นตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ อตฺถิ พฺรหฺมจริยวาโส มิลกฺขูสุ อวิญฺญาตาเรสุ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตีหิ ภิกฺขเว ฐาเนหิ ชมฺพูทีปกา มนุสฺสา อุตฺตรกุรุเก จ มนุสฺเส อธิคฺคณฺหนฺติ เทเว จ ตาวตึเส ฯ กตเมหิ ตีหิ ฯ สูรา สติมนฺโต อิธ พฺรหฺมจริยวาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ {๒๗๑.๑} สาวตฺถิยํ วุตฺตํ ภควตา อิธ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวตฺถิยญฺเญว พฺรหฺมจริยวาโส นตฺถญฺญตฺร พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๗๑.๒} อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส กุหึ ผลุปฺปตฺตีติ ฯ ตตฺเถว ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส ตหึ ผลุปฺปตฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส กุหึ ภาโรหรณํ กุหึ ทุกฺขปริญฺญาตํ กุหึ กิเลสปฺปหานํ กุหึ นิโรธสจฺฉิกิริยา กุหึ อกุปฺปปฏิเวโธติ ฯ ตตฺเถว ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส ตหึ อกุปฺปปฏิเวโธ โน วต เร วตฺตพฺเพ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ {๒๗๑.๓} อนาคามิสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ ปหีนานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ อปฺปหีนานิ อิโต จุตสฺส ตตฺถ อุปฺปนฺนสฺส ตหึ ผลุปฺปตฺติ ตหึ ภาโรหรณํ ตหึ ทุกฺขปริญฺญาตํ ตหึ กิเลสปฺปหานํ ตหึ นิโรธสจฺฉิกิริยา ตหึ อกุปฺปปฏิเวโธ เกนฏฺเฐน วเทสิ นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโสติ ฯ หนฺท หิ อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรติ ฯ

อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี ปุคฺคโล อิธ ปรินิพฺพายิปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามี ปุคฺคโล อิธ ปรินิพฺพายิปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน อิธ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ปุคฺคโล ตตฺถ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผล- สจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส มคฺโค จ ภาวิยติ น จ กิเลสา ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผล- สจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิธ วิหายนิฏฺฐสฺส ปุคฺคลสฺส อปุพฺพํ อจริมํ มคฺโค จ ภาวิยติ กิเลสา จ ปหียนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน ตตฺถ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อุปปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปุนพฺภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรหโต ปุนพฺภโวติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ภเวน ภวํ คจฺฉติ คติยา คตึ คจฺฉติ สํสาเรน สํสารํ คจฺฉติ อุปปตฺติยา อุปปตฺตึ คจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อโนหฏภาโร ตตฺถ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ภาโรหรณาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อปริญฺญาต- ทุกฺโข อปฺปหีนกิเลโส อสจฺฉิกตนิโรโธ อปฺปฏิวิทฺธากุปฺโป ตตฺถ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุปฺปปฏิเวธาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อโนหฏภาโร ตตฺถ อุปปชฺชติ น จ ภาโรหรณาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อโนหฏภาโร จ ตตฺถ ปรินิพฺพายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อนาคามี ปุคฺคโล กตกรณีโย ภาวิตภาวโน อปริญฺญาตทุกฺโข อปฺปหีนกิเลโส อสจฺฉิกตนิโรโธ อปฺปฏิวิทฺธากุปฺโป ตตฺถ อุปปชฺชติ น จ อกุปฺปปฏิเวธาย ปุน มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อปฺปฏิวิทฺธากุปฺโป จ ตตฺถ ปรินิพฺพายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา มิโค สลฺเลน วิทฺโธ ทูรมฺปิ คนฺตฺวา กาลํ กโรติ เอวเมว อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ ผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ ยถา มิโค สลฺเลน วิทฺโธ ทูรมฺปิ คนฺตฺวา สสลฺโลว กาลํ กโรติ เอวเมว อนาคามี ปุคฺคโล อิธ ภาวิเตน มคฺเคน ตตฺถ สสลฺโลว ปรินิพฺพายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ พฺรหฺมจริยกถา ฯ ------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา ๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์ ๑. สุทธพรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์ล้วนๆ

ข้อ ๒๖๙

สก. ในหมู่เทวดา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เทวดาทั้งหลายเป็นผู้โง่เขลา เบาปัญญา ไม่รู้เดียงสา ใช้ภาษาใบ้ ไม่สามารถจะรู้ความหมายของคำที่กล่าวดีหรือชั่วได้ ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ ไม่เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ทูลถามปัญหากับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงวิสัชนาปัญหาก็ไม่ชื่นชม เป็นผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม เครื่องกั้นคือกิเลส เครื่องกั้นคือวิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควรที่จะก้าวลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ฆ่ามารดาฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ทำลายสงฆ์ให้ แตกกัน เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูด คำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตคิดพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เทวดาทั้งหลายเป็นผู้ไม่โง่เขลา มีปัญญา รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้ สามารถรู้ความหมายของคำที่กล่าวดีหรือชั่วได้ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทูลถามปัญหากับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงวิสัชนาปัญหา ก็เป็นผู้ชื่นชม เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม@เชิงอรรถ : @ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงการเจริญมรรคและการบรรพชา (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๙/๑๖๖)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๙/๑๖๖) @ เพราะมีความเห็นว่า ในหมู่เทวดา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ทั้ง ๒ อย่าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๙/๑๖๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา เครื่องกั้นคือกิเลส เครื่องกั้นคือวิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ควรที่ จะก้าวลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เป็นผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ไม่ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ไม่ทำลายสงฆ์ให้แตกกันไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่เป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตคิดพยาบาท เป็น สัมมาทิฏฐิ มีอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากเทวดาทั้งหลายเป็นผู้ไม่โง่เขลา มีปัญญา รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้สามารถรู้ความหมายของคำที่กล่าวดีหรือชั่วได้ ฯลฯ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์”

ข้อ ๒๗๐

ปร. ในหมู่เทวดา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่เทวดานั้นมีการบรรพชา การปลงผม การครองผ้ากาสาวพัสตร์การทรงบาตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติได้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติได้ คู่พระอัครสาวกก็อุบัติได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการบรรพชาเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการบรรพชา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ในหมู่เทวดายังมีการเจริญมรรคอยู่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐/๑๖๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในที่ที่มีการบรรพชาเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการบรรพชา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้ที่บรรพชาเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ได้บรรพชาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการปลงผม เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการปลงผมเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการปลงผม ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่มีการปลงผมเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการปลงผม ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เฉพาะผู้ที่ปลงผมเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ปลงผมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์ เพราะเหตุนั้น ในหมู่ เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในที่ที่ไม่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในที่ที่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในที่ที่ไม่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการทรงบาตร เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการทรงบาตรเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการทรงบาตร ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่มีการทรงบาตรเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการทรงบาตร ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้ที่ทรงบาตรเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ทรงบาตรไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติในหมู่เทวดา เพราะเหตุนั้นในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคประสูติที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์ ทรงประกาศธรรมจักรที่กรุงพาราณสี ในที่นั้นเท่านั้นจึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อุบัติในหมู่เทวดา เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติในมัชฌิมชนบท ในมัชฌิมชนบท นั้นเท่านั้นจึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. คู่พระอัครสาวกไม่อุบัติในหมู่เทวดา เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่คู่พระอัครสาวกอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่คู่พระอัครสาวกไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่คู่พระอัครสาวกอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่คู่พระอัครสาวกไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในมคธรัฐซึ่งเป็นที่อุบัติของคู่พระอัครสาวกเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๗๑

ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่เทวดาทั้งปวงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า มีเทวดาจำพวกหนึ่งคือ อสัญญีสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐/๑๖๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในหมู่มนุษย์ทั้งปวงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะ ผู้ไม่รู้เดียงสา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมที่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีการ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี และในหมู่สัญญสัตตพรหมที่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดาที่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ที่ไหนมี ที่ไหนไม่มี @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า มีมนุษย์พวกหนึ่งซึ่งอยู่ในปัจจันตชนบท(ห่างไกลไม่มีภิกษุสงฆ์)ไม่มีการประพฤติ@พรหมจรรย์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๑/๑๖๖) @ มิลักขะ หมายถึงคนป่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ในหมู่ สัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่สัญญสัตตพรหมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่สัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ไม่มีก็มี ในชาวมัชฌิมชนบทมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ไม่มีก็มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ไม่มีก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ไหนมี ที่ไหนไม่มี ปร. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในชาวมัชฌิมชนบทมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในชาวมัชฌิมชนบทไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ในชาวมัชฌิมชนบทมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป เหนือกว่ามนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการคือ (๑) เป็นผู้แกล้วกล้า (๒) เป็นผู้มีสติ (๓) เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในชมพูทวีปนี้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสที่กรุงสาวัตถีว่า ณ ที่นี้ มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๒๑/๔๗๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ มีแต่ในกรุงสาวัตถีเท่านั้น ในที่อื่นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ข้อ ๒๗๒

สก. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้นอรหัตตผลเกิดขึ้นได้ ณ ที่ไหน ปร. ในชั้นสุทธาวาสนั้นนั่นเอง สก. หากอนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้นอรหัตตผลเกิดขึ้นได้ในที่นั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มีการ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์” สก. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้นการปลงภาระ การกำหนดรู้ทุกข์ การละกิเลส การทำให้แจ้งนิโรธ การแทงตลอดอกุปปธรรมมี ณ ที่ไหน ปร. ในชั้นสุทธาวาสนั้นนั่นเอง สก. หากอนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้นการแทงตลอดอกุปปธรรมมีในที่นั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์” สก. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้นการเกิดขึ้นแห่งอรหัตตผล การปลงภาระ การกำหนดรู้ทุกข์ การละกิเลส การทำให้แจ้งนิโรธ การแทงตลอดอกุปปธรรมก็มีในที่นั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงยอมรับว่า“ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์” ปร. เพราะว่า อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลได้ในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนได้เจริญแล้วในโลกนี้ สุทธพรหมจริยกถา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา ๒. สังสันทนพรหมจริยกถา ว่าด้วยการเทียบเคียงพระอริยบุคคลในเรื่องพรหมจรรย์

ข้อ ๒๗๓

สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตน เจริญแล้วในโลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสดาบันบุคคลทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในพรหมโลกนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สกทาคามีบุคคลผู้ที่จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. โสดาบันบุคคลทำให้แจ้งผลในโลกนี้ได้ด้วยมรรคที่ตนได้เจริญแล้วในโลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้ว ในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า อนาคามีบุคคลสามารถบรรลุอรหัตตผลในชั้นสุทธาวาสได้ โดยอาศัยอนาคามิมรรค@ที่เคยเจริญแล้วในมนุษยโลก โดยไม่ต้องเจริญอรหัตตมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๓/๑๖๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. สกทาคามีบุคคลผู้ที่จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้ว ในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลส ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ ทำให้แจ้งอรหัตตผล เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้วจึงเกิดในชั้น สุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ยังเกิดอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังเกิดอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์มีการเกิดอีกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์มีการเกิดอีกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ออกจากภพไปสู่ภพ จากคติไปสู่คติ จากสงสารไปสู่สงสารจากการเกิดไปสู่การเกิดใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้วยังไม่ปลงภาระ เกิดในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ยังไม่ปลงภาระ ในที่นี้หมายถึงยังต้องทำกิจที่จะต้องทำเพื่อบรรลุธรรมในชั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๓/๑๖๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ท่านยังเจริญมรรคอีกเพื่อปลงภาระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่ยังไม่กำหนด รู้ทุกข์ ยังละกิเลสไม่ได้ ยังไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ไปเกิดในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านยังเจริญมรรคอีกเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่ยังไม่ปลงภาระ ไปเกิดในชั้นสุทธาวาสนั้น และจะไม่เจริญมรรคอีกเพื่อปลงภาระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนึ่ง ท่านยังไม่ปลงภาระ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่ยังไม่กำหนด รู้ทุกข์ ยังละกิเลสไม่ได้ ยังไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ไปเกิดในชั้นสุทธาวาสนั้น และไม่เจริญมรรคอีกเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนึ่ง ท่านยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา ปร. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศรแม้จะไปได้ไกลก็ย่อมตาย ฉันใด อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สก. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศรแม้จะไปได้ไกลก็ตายทั้งที่มีลูกศรติดอยู่นั้นเอง ฉันใดอนาคามีบุคคลปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นทั้งที่ยังมีลูกศร (มรรค) ติดอยู่นั้นเองด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ พรหมจริยกถา จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาพรหมจริยกถา ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องประพฤติพรหมจรรย์.

ในปัญหานั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์มี ๒ อย่าง คือ การเจริญมรรค ๑. การบรรพชา ๑. การบรรพชา ย่อมไม่มีในเทพทั้งหลาย. เว้นอสัญญีสัตว์แล้ว การเจริญมรรค ท่านไม่ปฏิเสธในเทพทั้งหลายที่เหลือ.

ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจนิกายสมิติยะทั้งหลายผู้มีความเห็นผิด ไม่ปรารถนาการเจริญมรรคในเทพทั้งหลายที่สูงกว่าชั้นปรนิมมิตวสวัตตีคำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดาหรือ คำรับรองเป็นของปรวาทีว่า ใช่ ด้วยสามารถแห่งลัทธิอันเกิดขึ้นแล้วว่าการประพฤติพรหมจรรย์แม้ทั้งสองไม่มีในเทพทั้งหลาย เพราะอาศัยพระสูตรนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ย่อมครอบงำมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและเทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ๓ อย่าง ฐานะ ๓ เป็นไฉน? ฐานะ ๓ คือ สุรา เป็นผู้กล้า ๑. สติมนฺโต มีสติ ๑. พฺรหฺมจริยวาโส การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ๑ ดังนี้.

คำถามของสกวาทีอีกว่า เทวดาทั้งหมดเป็นผู้เงอะงะด้วยสามารถแห่งธรรมอันเป็นอันตรายแก่การประพฤติพรหมจรรย์แม้ทั้ง ๒ หรือ? ในคำเหล่านั้น คำว่า ใช้ภาษาใบ้ ได้แก่ ผู้กล่าวด้วยมือและศีรษะเหมือนคนใบ้.

คำถามของปรวาทีข้างหน้าว่า การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ? คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาการเจริญมรรค. คำซักถามด้วยสามารถแห่งบรรพชาเพราะไม่กำหนดประสงค์เอาคำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ในปัญหาว่า ในที่ใด ไม่มีการบรรพชา ที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ? คำปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เป็นของสกวาทีนั้นนั่นแหละเพราะหมายเอาการได้เฉพาะซึ่งมรรคของคฤหัสถ์ทั้งหลาย และของเทพทั้งหลายบางพวก. ถูกถามซ้ำอีกสกวาทีนั้นนั่นแหละ ก็ตอบรับรอง หมายเอามนุษย์ผู้อยู่สุดเขตแดนซึ่งพระศาสนาไปไม่ถึง และอสัญญีสัตว์.

แม้ในคำถามทั้งหลาย มีคำเป็นต้นว่า ผู้ใดบรรพชา ก็นัยนี้เหมือนกัน.

แม้ในคำถามอีกว่า การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ? คำตอบรับรองว่ามีอยู่เป็นของสกวาที เพราะหมายเอาการเจริญมรรคเท่านั้น. ครั้นเมื่อปรวาทีซักว่า มีอยู่ในเทวดาทุกหมู่ หรือ? คำปฏิเสธเป็นของสกวาทีนั้นนั่นแหละ เพราะหมายเอาอสัญญีสัตว์ซึ่งประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้.

ปัญหาว่า การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ? คำตอบรับรอง หมายเอาชาวชมพูทวีปผู้เจริญ. บัณฑิตพึงทราบคำปฏิเสธเพราะหมายเอามนุษย์ผู้อยู่สุดเขตแดนซึ่งไม่มีความเจริญ.

ข้อว่า มีในที่ไหน ไม่มีที่ไหน? คำวิสัชนาเป็นของสกวาที โดยหัวข้อที่แยกคือสัตว์และประเทศอย่างนี้ว่า เทพเหล่านั้นมีอยู่ ณ ที่ใด หรือประเทศนั้นมีอยู่ ณ ที่ใด ดังนี้. โดยนัยนี้ บัณฑิตพึงทราบปัญหาทั้งปวงว่าเป็นเอกันตริกปัญหา คือเป็นปัญหาที่ถามสลับกัน.

ในการซักถามพระสูตรว่า ผลบังเกิดขึ้นในที่ไหน? เป็นคำถามของสกวาทีว่า การเกิดขึ้นแห่งอรหัตตผลของพระอนาคามีนั้น มี ณ ที่ไหน? คำตอบว่า ในหมู่เทวดานั้นแล. อธิบายว่า ในชั้นสุทธาวาสทั้งหลาย.

คำว่า หนฺท หิ เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งเหตุ. คำนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า ก็เพราะพระอนาคามีบุคคลทำให้แจ้งซึ่งผลในสุทธาวาสเหล่านั้นด้วยมรรคที่ท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ มิได้เจริญมรรคอื่นในสุทธาวาสนั้นเพราะฉะนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ คือการบรรพชา ในเทพทั้งหลายจึงไม่มี.

บัดนี้ คำถามเปรียบเทียบว่า พระอนาคามี เป็นต้นอีกเป็นของสกวาที เพื่อแสดงเนื้อความนี้ว่า ถ้าการทำให้แจ้งซึ่งผลในที่อื่นด้วยมรรคที่เคยอบรมแล้วในที่อื่นมีอยู่ เพราะฉะนั้นการทำให้แจ้งซึ่งผลด้วยมรรคที่เคยอบรมแล้วก็พึงมีแม้แก่พระโสดาบันเป็นต้น ดังนี้. การตอบรับรองการทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งพระอนาคามีในปัญหานั้น แต่ปฏิเสธการทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งพระอริยะที่เหลือ เป็นของพระปรวาทีก็ลัทธิของท่านว่าพระอนาคามีเว้นการเจริญมรรค ย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลได้ด้วยสามารถแห่งการอุบัติขึ้นนั่นแหละ เพราะพระบาลีว่าพระอนาคามีผู้มีมรรคอันอบรมแล้วในโลกนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ถึงความสำเร็จด้วยการละกิเลสในโลกนี้ (อิธวิหายนิฏฺโฐ)ก็ท่านเจริญอนาคามิมรรคในโลกนี้แล้วเคลื่อนจากโลกนี้ก็เป็นโอปปาติกะและปรินิพพานในเทวโลกเหล่านั้นส่วนพระโสดาบันและพระสกทาคามีผู้ชื่อว่าอุปปาติกะมีอยู่ในเทวโลก เพราะยังมรรคให้เกิดในเทวโลกนั้นมีอยู่ แต่การมาสู่โลกนี้ของพระอริยะเหล่านั้นย่อมไม่มีเลย ดังนี้ เมื่อถูกถามถึงการทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลแห่งพระอนาคามี ก็ตอบรับรอง แต่ปฏิเสธการทำให้แจ้งแห่งพระอริยะทั้งหลายนอกจากนี้.

ในปัญหาว่า พระอนาคามีบุคคลทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะขัดกับลัทธิว่า การเจริญมรรคของพระอนาคามีในเทวโลกไม่มี

คำถามว่า จะไม่ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายอีกหรือ? เป็นของสกวาที คำรับรองเป็นของปรวาที เพราะหมายเอารูปาวจรมรรค.

จริงอยู่ พระอนาคามีนั้นชื่อว่า ผู้ถึงความสำเร็จด้วยการละกิเลสในโลกนี้ เป็นผู้เกิดขึ้นแล้วในเทวโลกด้วยรูปาวจรมรรค.

ในปัญหาว่า พระอนาคามีบุคคลมีกรณียกิจอันทำแล้ว ปรวาทีตอบรับรองว่า ใช่ หมายเอาภาวะมีกรณียกิจอันพระอนาคามีนั้นทำแล้วด้วยการอุบัติเป็นต้น เพราะถือเอาพระบาลีว่า พระอนาคามีผู้เป็นโอปปาติกะปรินิพพานแล้วในเทวโลกเหล่านั้น.

ในปัญหาว่า "พระอนาคามีผุดเกิดเป็นพระอรหันต์หรือ" ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ผู้ปรินิพพานในโลกนี้. ถูกถามอีกว่า พระอนาคามีผุดเกิดเป็นพระอรหันต์หรือ ก็ตอบรับรองว่า ใช่ ด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ผู้ปรินิพพานแล้วในเทวโลกเหล่านั้น.

แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า พระอรหันต์มีภพใหม่หรือ? เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ทั้งหลายที่ปรินิพพานแล้วในเทวโลกนั้น หรือผู้ปรินิพพานแล้วในโลกนี้นั่นแหละ.

ถูกสกวาทีถามว่า เป็นผู้มีอกุปปธรรมอันไม่แทงตลอดแล้ว ปรินิพพานในหมู่เทวดานั้นหรือ เมื่อปรวาทีไม่ปรารถนาการแทงตลอดอกุปปธรรมของพระอรหันต์ ด้วยมรรคที่อบรมแล้วในโลกนี้นั่นแหละจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.

อุทาหรณ์แรกว่า เหมือนเนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศร เป็นคำอุปมาของปรวาที อุทาหรณ์ที่ ๒ เป็นของสกวาที.

คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นนั่นแล.

อรรถกถาพรหมจริยกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา