อริยันติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อริยนฺติกถา
๗๒๐ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโค ผลํ นิพฺพานํ โสตาปตฺติมคฺโค โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺโค สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺโค อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺโค อรหตฺตผลํ สติปฏฺฐานํ สมฺมปฺปธานํ อิทฺธิปาโท อินฺทฺริยํ พลํ โพชฺฌงฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๑ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๒สติปฏฺฐานา อริยา สุญฺญตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สติปฏฺฐานา อริยา อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๓สมฺมปฺปธานา อิทฺธิปาทา อินฺทฺริยา พลา โพชฺฌงฺคา อริยา สุญฺญตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๔ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สติปฏฺฐานา อริยา น วตฺตพฺพา สุญฺญตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สติปฏฺฐานา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๕สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโค ผลํ นิพฺพานํ โสตาปตฺติมคฺโค โสตาปตฺติผลํ ฯเปฯ โพชฺฌงฺคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๖สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๗สติปฏฺฐานา อริยา สุญฺญตารมฺมณา ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา สุญฺญตารมฺมณา ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๘สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สติปฏฺฐานา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๒๙สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๐อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๑อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๒ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๓สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๔อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๕อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๖ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๗สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อริยนฺติกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อริยันติกถา (๒๒) ว่าด้วยความเป็นอริยะ
สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและ อฐานะเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคต เป็นมรรค ผล นิพพาน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๗/๑๙๑) @ เพราะมีความเห็นว่า ทสพลญาณเป็นโลกุตตระ ไม่ใช่โลกิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๗/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะ เป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และสุญญตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และสุญญตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและ อฐานะเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ สุญญตะ ในที่นี้หมายถึงสุญญตะ ๒ อย่าง คือ (๑) สัตตสุญญตะ ว่างจากสัตว์ หมายถึงเบญจขันธ์@(๒) สังขารสุญญตะ ว่างจากสังขารทั้งปวง หมายถึงนิพพาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๗/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. โพชฌงค์เป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและ อฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. สัมมัปปธาน โพชฌงค์เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตเป็นมรรค ผล นิพพาน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ฯลฯ โพชฌงค์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และสุญญตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และสุญญตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็น อารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะแต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี อัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ใช่ ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๓. วิมุตติกถา (๒๓) ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อริยันติกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอริยันติกถา ว่าด้วยเป็นอริยะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเป็นอริยะ.
ในปัญหานั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า อาสวักขยญาณเป็นอริยะอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้โดยที่แท้แม้ญาณเบื้องต้น ๙ อย่างที่เป็นกำลัง ก็เป็นอริยะด้วย ดังนี้ สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามว่า การรู้ตามจริงในฐานะและอฐานะ เป็นอริยะหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำถามด้วยสามารถแห่งมรรคเป็นต้นว่า ญาณนี้ใดในอริยมรรค เป็นต้น ญาณอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นพึงเป็นอริยะหรือ อีก เป็นของสกวาที คำตอบปฏิเสธเป็นของปรวาที.
____________________________
ทสพลญาณ ญาณอันเป็นกำลัง ๑๐ คือ :-
๑. ฐานาฐานญาณ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ
๒. วิปากญาณ ปรีชาหยั่งรู้ผลแห่งกรรม
๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง
๔. นานาธาตุญาณ ปรีชาหยั่งรู้ธาตุต่างๆ
๕. นานาธิมุตติญาณ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุตติ คืออัธยาศัยของสัตว์ต่างๆ
๖. อินทริโยปริยัตติญาณ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์
๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชาหยั่งรู้อาการมีความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งธรรมมีฌานเป็นตน
๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
๙. จุตูปปาตญาณ
๑๐. อาสวักขยญาณ.
คำถามว่าด้วย สุญญตารมณ์ เป็นต้นอีก เป็นของสกวาที. ในคำถามนั้น สุญญตา ๒ อย่าง คือ สัตตสุญญตา ความว่างเปล่าจากสัตว์ ๑ สังขารสุญญตา ความว่างเปล่าจากสังขาร ๑.
ปัญจขันธ์เป็นสภาพว่างเปล่าจากสัตว์ อันชาวโลกสมมติไว้ด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าสัตตสุญญตา
พระนิพพานเป็นสภาพว่างเปล่าสงัดแล้ว เป็นธรรมชาติออกไปแล้วจากสังขารทั้งปวง ชื่อว่าสังขารสุญญตา.
ในปัญหานั้น ปรวาทีหมายเอาความว่างเปล่าที่เป็นอารมณ์ของพระนิพพาน จึงปฏิเสธ แต่รับรองเพราะหมายเอาความว่างเปล่าที่เป็นอารมณ์ของสังขาร. แม้ถูกถามว่า ทรงทำไว้ในพระทัย ก็ปฏิเสธเพราะหมายเอาพระนิพพานเท่านั้น ย่อมตอบรับรองเพราะหมายเอาสังขารทั้งหลาย.
ต่อจากนั้นถูกสกวาทีถามว่า เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่างแห่งจิต ๒ ดวงหรือ เพราะถือเอานัยนี้ว่า ผู้มีมนสิการในฐานญาณและอฐานญาณเป็นต้นมีสังขารเป็นอารมณ์ แต่ผู้มีมนสิการในความว่างเปล่ามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ปรวาทีนั้นเมื่อไม่ได้โอกาสอันมีเลสนัย จึงปฏิเสธ.
แม้อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ ก็นัยนี้นั้นแหละ.
จริงอยู่ ขันธ์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีนิมิตคือสัตว์ พระนิพพานชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีนิมิตคือสังขาร. ขันธ์ทั้งหลายชื่อว่าอัปปณิหิตะ คือไม่มีที่ตั้ง โดยการตั้งความปรารถนาแห่งสัตว์อันถึงการนับว่า ปณิธิ เพราะอรรถว่าพึงตั้งไว้กล่าวคืออันเขายกขึ้นแล้วพึงตั้งไว้แม้ในธรรมอย่างหนึ่ง. พระนิพพานชื่อว่าอัปปณิหิตะ คือไม่มีที่ตั้ง ด้วยการตั้งไว้ซึ่งตัณหา หรือด้วยการตั้งไว้ซึ่งสังขารทั้งปวงอันเป็นอารมณ์แห่งตัณหา. เพราะฉะนั้นในการวิสัชชนาแม้นี้ ทั้งการปฏิเสธและการรับรอง บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นเทียว.
ต่อจากนี้ อนุโลมและปฏิโลมปัญหาว่า โลกุตตรธรรมทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นอริยะด้วย มีสุญญตะเป็นต้น เป็นอารมณ์ด้วย ฉันใด ญาณเป็นเครื่องหยั่งรู้ฐานะและอฐานะโดยลัทธิของท่านฉันนั้นหรือ ในการวิสัชชนาปัญหานั้น การตอบรับรองแม้ทั้งปวงและการปฏิเสธทั้งปวง เป็นของปรวาที.
บัณฑิตพึงทราบคำถามและคำตอบแม้ในญาณที่เหลือโดยอุบายนี้.
แต่ในบาลี ท่านย่อญาณที่เหลือไว้แล้วก็จำแนกจุตูปปาตญาณไว้สุดท้าย.
ข้างหน้าต่อจากนี้ เป็นคำถามถึงความเป็นพระอริยะทั้งโดยอนุโลม และปฏิโลมแห่งญาณทั้งหลายที่เหลือเปรียบเทียบกับอาสวักขยญาณอันสำเร็จแล้วว่าเป็นอริยะ แม้ในลัทธิของตน. คำถามทั้งปวงเป็นของปรวาที. สกวาทีตอบรับรองด้วย ปฏิเสธด้วย. เนื้อความเหล่านั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น.
ส่วนในบาลี ท่านย่อญาณทั้ง ๗ ไว้ในที่นี้แล้วแสดงดุจนัยที่ ๑ นั่นแล.
อรรถกถาอริยันติกถา จบ. -----------------------------------------------------