อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๒๐

อริยันติกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๒๐–๗๓๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 18 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 18 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อริยนฺติกถา

ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโค ผลํ นิพฺพานํ โสตาปตฺติมคฺโค โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺโค สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺโค อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺโค อรหตฺตผลํ สติปฏฺฐานํ สมฺมปฺปธานํ อิทฺธิปาโท อินฺทฺริยํ พลํ โพชฺฌงฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐานญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สติปฏฺฐานา อริยา สุญฺญตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สติปฏฺฐานา อริยา อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สมฺมปฺปธานา อิทฺธิปาทา อินฺทฺริยา พลา โพชฺฌงฺคา อริยา สุญฺญตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สติปฏฺฐานา อริยา น วตฺตพฺพา สุญฺญตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สติปฏฺฐานา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโค ผลํ นิพฺพานํ โสตาปตฺติมคฺโค โสตาปตฺติผลํ ฯเปฯ โพชฺฌงฺคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ สุญฺญตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตานํ จุตูปปาตญฺจ มนสิ กโรติ อปฺปณิหิตญฺจ มนสิ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สติปฏฺฐานา อริยา สุญฺญตารมฺมณา ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา สุญฺญตารมฺมณา ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณา ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สติปฏฺฐานา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมปฺปธานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา อริยา น วตฺตพฺพา อปฺปณิหิตารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ น วตฺตพฺพํ อริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฐานาฐาเน ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สตฺตานํ จุตูปปาเต ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ สุญฺญตารมฺมณํ ฯเปฯ อนิมิตฺตารมฺมณํ ฯเปฯ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อาสวานํ ขเย ยถาภูตํ ญาณํ ตถาคตพลํ อริยํ น วตฺตพฺพํ อปฺปณิหิตารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อริยนฺติกถา ฯ --------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. อริยันติกถา (๒๒) ว่าด้วยความเป็นอริยะ

ข้อ ๓๕๗

สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและ อฐานะเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคต เป็นมรรค ผล นิพพาน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๗/๑๙๑) @ เพราะมีความเห็นว่า ทสพลญาณเป็นโลกุตตระ ไม่ใช่โลกิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๗/๑๙๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะ เป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และสุญญตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และสุญญตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและ อฐานะเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ สุญญตะ ในที่นี้หมายถึงสุญญตะ ๒ อย่าง คือ (๑) สัตตสุญญตะ ว่างจากสัตว์ หมายถึงเบญจขันธ์@(๒) สังขารสุญญตะ ว่างจากสังขารทั้งปวง หมายถึงนิพพาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๗/๑๙๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงฐานะ อฐานะ และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๕๘

สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. โพชฌงค์เป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๕๙

สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและ อฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. สัมมัปปธาน โพชฌงค์เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๖๐

สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตเป็นมรรค ผล นิพพาน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ฯลฯ โพชฌงค์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และสุญญตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และสุญญตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๔๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตมีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตมีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระตถาคตทรงใฝ่พระทัยถึงจุติ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย และอัปปณิหิตะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๖๑

สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็น อารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๖๒

สก. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและ ปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์เป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะใช่ไหม สก. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะแต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นอริยะ” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี อัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๒. อริยันติกถา (๒๒) ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ใช่ ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๓. วิมุตติกถา (๒๓) ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีสุญญตะเป็นอารมณ์ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. กำลังของพระตถาคตคือปรีชาหยั่งรู้ตามความเป็นจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอริยะ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อริยันติกถา จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอริยันติกถา ว่าด้วยเป็นอริยะ

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเป็นอริยะ.

ในปัญหานั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า อาสวักขยญาณเป็นอริยะอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้โดยที่แท้แม้ญาณเบื้องต้น ๙ อย่างที่เป็นกำลัง ก็เป็นอริยะด้วย ดังนี้ สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามว่า การรู้ตามจริงในฐานะและอฐานะ เป็นอริยะหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำถามด้วยสามารถแห่งมรรคเป็นต้นว่า ญาณนี้ใดในอริยมรรค เป็นต้น ญาณอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นพึงเป็นอริยะหรือ อีก เป็นของสกวาที คำตอบปฏิเสธเป็นของปรวาที.

____________________________

ทสพลญาณ ญาณอันเป็นกำลัง ๑๐ คือ :-

๑. ฐานาฐานญาณ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ

๒. วิปากญาณ ปรีชาหยั่งรู้ผลแห่งกรรม

๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง

๔. นานาธาตุญาณ ปรีชาหยั่งรู้ธาตุต่างๆ

๕. นานาธิมุตติญาณ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุตติ คืออัธยาศัยของสัตว์ต่างๆ

๖. อินทริโยปริยัตติญาณ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์

๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชาหยั่งรู้อาการมีความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งธรรมมีฌานเป็นตน

๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

๙. จุตูปปาตญาณ

๑๐. อาสวักขยญาณ.

คำถามว่าด้วย สุญญตารมณ์ เป็นต้นอีก เป็นของสกวาที. ในคำถามนั้น สุญญตา ๒ อย่าง คือ สัตตสุญญตา ความว่างเปล่าจากสัตว์ ๑ สังขารสุญญตา ความว่างเปล่าจากสังขาร ๑.

ปัญจขันธ์เป็นสภาพว่างเปล่าจากสัตว์ อันชาวโลกสมมติไว้ด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าสัตตสุญญตา

พระนิพพานเป็นสภาพว่างเปล่าสงัดแล้ว เป็นธรรมชาติออกไปแล้วจากสังขารทั้งปวง ชื่อว่าสังขารสุญญตา.

ในปัญหานั้น ปรวาทีหมายเอาความว่างเปล่าที่เป็นอารมณ์ของพระนิพพาน จึงปฏิเสธ แต่รับรองเพราะหมายเอาความว่างเปล่าที่เป็นอารมณ์ของสังขาร. แม้ถูกถามว่า ทรงทำไว้ในพระทัย ก็ปฏิเสธเพราะหมายเอาพระนิพพานเท่านั้น ย่อมตอบรับรองเพราะหมายเอาสังขารทั้งหลาย.

ต่อจากนั้นถูกสกวาทีถามว่า เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่างแห่งจิต ๒ ดวงหรือ เพราะถือเอานัยนี้ว่า ผู้มีมนสิการในฐานญาณและอฐานญาณเป็นต้นมีสังขารเป็นอารมณ์ แต่ผู้มีมนสิการในความว่างเปล่ามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ปรวาทีนั้นเมื่อไม่ได้โอกาสอันมีเลสนัย จึงปฏิเสธ.

แม้อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ ก็นัยนี้นั้นแหละ.

จริงอยู่ ขันธ์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีนิมิตคือสัตว์ พระนิพพานชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีนิมิตคือสังขาร. ขันธ์ทั้งหลายชื่อว่าอัปปณิหิตะ คือไม่มีที่ตั้ง โดยการตั้งความปรารถนาแห่งสัตว์อันถึงการนับว่า ปณิธิ เพราะอรรถว่าพึงตั้งไว้กล่าวคืออันเขายกขึ้นแล้วพึงตั้งไว้แม้ในธรรมอย่างหนึ่ง. พระนิพพานชื่อว่าอัปปณิหิตะ คือไม่มีที่ตั้ง ด้วยการตั้งไว้ซึ่งตัณหา หรือด้วยการตั้งไว้ซึ่งสังขารทั้งปวงอันเป็นอารมณ์แห่งตัณหา. เพราะฉะนั้นในการวิสัชชนาแม้นี้ ทั้งการปฏิเสธและการรับรอง บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นเทียว.

ต่อจากนี้ อนุโลมและปฏิโลมปัญหาว่า โลกุตตรธรรมทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นอริยะด้วย มีสุญญตะเป็นต้น เป็นอารมณ์ด้วย ฉันใด ญาณเป็นเครื่องหยั่งรู้ฐานะและอฐานะโดยลัทธิของท่านฉันนั้นหรือ ในการวิสัชชนาปัญหานั้น การตอบรับรองแม้ทั้งปวงและการปฏิเสธทั้งปวง เป็นของปรวาที.

บัณฑิตพึงทราบคำถามและคำตอบแม้ในญาณที่เหลือโดยอุบายนี้.

แต่ในบาลี ท่านย่อญาณที่เหลือไว้แล้วก็จำแนกจุตูปปาตญาณไว้สุดท้าย.

ข้างหน้าต่อจากนี้ เป็นคำถามถึงความเป็นพระอริยะทั้งโดยอนุโลม และปฏิโลมแห่งญาณทั้งหลายที่เหลือเปรียบเทียบกับอาสวักขยญาณอันสำเร็จแล้วว่าเป็นอริยะ แม้ในลัทธิของตน. คำถามทั้งปวงเป็นของปรวาที. สกวาทีตอบรับรองด้วย ปฏิเสธด้วย. เนื้อความเหล่านั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น.

ส่วนในบาลี ท่านย่อญาณทั้ง ๗ ไว้ในที่นี้แล้วแสดงดุจนัยที่ ๑ นั่นแล.

อรรถกถาอริยันติกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา