วิมุจจติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วิมุจฺจติกถา
๗๓๘สราคํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ราคสหคตํ ราคสหชาตํ ราคสํสฏฺฐํ ราคสมฺปยุตฺตํ ราคสหภุ ราคานุปริวตฺติ อกุสลํ โลกิยํ สาสวํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ โอฆนิยํ โยคนิยํ นีวรณิยํ ปรามฏฺฐํ อุปาทานิยํ สงฺกิเลสิกํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๓๙สผสฺสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ผสฺโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สราคํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ราโค จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๐สเวทนํ ฯเปฯ สสญฺญํ ฯเปฯ สเจตนํ ฯเปฯ สปญฺญํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ปญฺญา จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สราคํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ราโค จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๑สผสฺสํ สราคํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ผสฺโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ราโค จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๒สเวทนํ สราคํ ฯเปฯ สสญฺญํ สราคํ ฯเปฯ สเจตนํ สราคํ ฯเปฯ สปญฺญํ สราคํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ปญฺญา จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ราโค จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๓สโทสํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โทสสหคตํ โทสสหชาตํ โทสสํสฏฺฐํ โทสสมฺปยุตฺตํ โทสสหภุ โทสานุปริวตฺติ อกุสลํ โลกิยํ สาสวํ ฯเปฯ สงฺกิเลสิกํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๔สผสฺสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ผสฺโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สโทสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ โทโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๕สเวทนํ ฯเปฯ สสญฺญํ ฯเปฯ สเจตนํ ฯเปฯ สปญฺญํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ปญฺญา จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สโทสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ โทโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๖สผสฺสํ สโทสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ผสฺโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สโทสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ โทโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๗สเวทนํ สโทสํ ฯเปฯ สสญฺญํ สโทสํ ฯเปฯ สเจตนํ สโทสํ ฯเปฯ สปญฺญํ สโทสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ปญฺญา จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โทโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๘สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โมหสหคตํ โมหสหชาตํ โมหสํสฏฺฐํ โมหสมฺปยุตฺตํ โมหสหภุ โมหานุปริวตฺติ อกุสลํ โลกิยํ สาสวํ ฯเปฯ สงฺกิเลสิกํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๔๙สผสฺสํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ผสฺโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ โมโห จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๕๐สเวทนํ ฯเปฯ สสญฺญํ ฯเปฯ สเจตนํ ฯเปฯ สปญฺญํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ปญฺญา จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ โมโห จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๕๑สผสฺสํ สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ผสฺโส จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โมโห จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๕๒สเวทนํ สโมหํ ฯเปฯ สสญฺญํ สโมหํ ฯเปฯ สเจตนํ สโมหํ ฯเปฯ สปญฺญํ สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ปญฺญา จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โมโห จ จิตฺตญฺจ อุโภ วิมุจฺจนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๗๕๓น วตฺตพฺพํ สราคํ สโทสํ สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วีตราคํ วีตโทสํ วีตโมหํ นิกฺกิเลสํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ สราคํ สโทสํ สโมหํ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ ฯ วิมุจฺจติกถา ฯ ----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. วิมุตติกถา (๒๓) ว่าด้วยความหลุดพ้น
สก. จิตมีราคะหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตที่สหรคตด้วยราคะ เกิดพร้อมกับราคะ ระคนด้วยราคะ สัมปยุตด้วยราคะ มีพร้อมกับราคะ เป็นไปตามราคะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาส เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีผัสสะหลุดพ้นได้ ทั้งผัสสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๓/๑๙๒-๑๙๓) @ เพราะมีความเห็นว่า จิตที่ปราศจากราคะแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทำให้หลุดพ้นจากราคะ จิตที่มี@ราคะเท่านั้นจะต้องทำให้หลุดพ้นจากราคะเหมือนผ้าที่แปดเปื้อนเท่านั้นที่จะต้องซักให้สะอาด@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๓/๑๙๒-๑๙๓) @ เพราะมีความเห็นว่า ในขณะแห่งมรรค จิตหลุดพ้นไม่ได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๓/๑๙๒-๑๙๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๓. วิมุตติกถา (๒๓) สก. จิตมีราคะหลุดพ้นได้ ทั้งราคะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีเวทนา ฯลฯ มีสัญญา ฯลฯ มีเจตนา ฯลฯ มีปัญญาหลุดพ้นได้ ทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตมีราคะหลุดพ้นได้ ทั้งราคะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีผัสสะ มีราคะหลุดพ้นได้ ทั้งผัสสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทั้งราคะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีเวทนา มีราคะ ฯลฯ มีสัญญา มีราคะ ฯลฯ มีเจตนา มีราคะ ฯลฯ มีปัญญา มีราคะหลุดพ้นได้ ทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทั้งราคะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตมีโทสะหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตที่สหรคตด้วยโทสะ เกิดพร้อมกับโทสะ ระคนด้วยโทสะ สัมปยุตด้วยโทสะ มีพร้อมกับโทสะ เป็นไปตามโทสะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีผัสสะหลุดพ้นได้ ทั้งผัสสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๓. วิมุตติกถา (๒๓) สก. จิตมีโทสะหลุดพ้นได้ ทั้งโทสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีเวทนา ฯลฯ มีสัญญา ฯลฯ มีเจตนา ฯลฯ มีปัญญาหลุดพ้นได้ ทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตมีโทสะหลุดพ้นได้ ทั้งโทสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีผัสสะ มีโทสะหลุดพ้นได้ ทั้งผัสสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตมีโทสะหลุดพ้นได้ ทั้งโทสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีเวทนา มีโทสะ ฯลฯ มีสัญญา มีโทสะ ฯลฯ มีเจตนา มีโทสะ ฯลฯ มีปัญญา มีโทสะหลุดพ้นได้ ทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทั้งโทสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตมีโมหะหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตที่สหรคตด้วยโมหะ เกิดพร้อมกับโมหะ ระคนด้วยโมหะ สัมปยุตด้วยโมหะ มีพร้อมกับโมหะ เป็นไปตามโมหะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๓. วิมุตติกถา (๒๓) สก. จิตมีผัสสะหลุดพ้นได้ ทั้งผัสสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตมีโมหะหลุดพ้นได้ ทั้งโมหะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีเวทนา ฯลฯ มีสัญญา ฯลฯ มีเจตนา ฯลฯ มีปัญญาหลุดพ้นได้ ทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตมีโมหะหลุดพ้นได้ ทั้งโมหะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีผัสสะ มีโมหะหลุดพ้นได้ ทั้งผัสสะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทั้งโมหะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีเวทนา มีโมหะ ฯลฯ มีสัญญา มีโมหะ ฯลฯ มีเจตนา มีโมหะ ฯลฯ มีปัญญา มีโมหะหลุดพ้นได้ ทั้งปัญญาและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทั้งโมหะและจิตหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จิตที่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หมดกิเลสหลุดพ้นได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “จิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะหลุด พ้นได้” วิมุตติกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๕๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิมุตติกถา ว่าด้วยวิมุติ
____________________________
บาลีเป็นวิมุจจติกถา.
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องวิมุติคือความหลุดพ้น.
ในปัญหานั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า ชื่อว่าการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของจิตที่ปราศจากราคะแล้วหามีไม่ เหมือนอย่างว่า ผ้าที่เขาซักฟอกเอามลทินออกไปย่อมพ้นจากมลทินได้ฉันใด จิตมีราคะก็ฉันนั้น ย่อมหลุดพ้นจากราคะได้ ดังนี้.
สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามปรวาทีว่า จิตมีราคะหลุดพ้นหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
จากนั้นถูกถามโดยนัยว่า จิตสหรคตด้วยราคะเป็นต้นหลุดพ้นได้หรือ ปรวาทีปฏิเสธโดยหมายเอาว่า ในขณะแห่งมรรคจิต จิตนั้นชื่อว่าย่อมหลุดพ้น แต่ในกาลนั้น จิตเห็นปานนี้ย่อมไม่มี.
แม้ถูกถามโดยนัยว่า จิตมีผัสสะ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นความหลุดพ้นจากราคะเหมือนธรรมทั้ง ๒ คือผัสสะ และจิตหลุดพ้นจากราคะ ซึ่งตอบรับรองแล้ว จึงตอบปฏิเสธ.
แม้ในจิตมีโทสะเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้แล.
อรรถกถาวิมุตติกถา จบ. -----------------------------------------------------