สังวรกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สํวรกถา
๘๒๘อตฺถิ เทเวสุ สํวโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ อสํวโรติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๒๙นตฺถิ เทเวสุ อสํวโรติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ เทเวสุ สํวโรติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๐นนุ อสํวรา สํวโร สีลํ อตฺถิ เทเวสุ สํวโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ อสํวโร ยมฺหา อสํวรา สํวโร สีลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๘๓๐.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ อสํวรา สํวโร สีลํ อตฺถิ เทเวสุ สํวโร เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ เทเวสุ อสํวโร ยมฺหา อสํวรา สํวโร สีลนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อสํวรา สํวโร สีลํ อตฺถิ เทเวสุ สํวโร โน จ วตฺตพฺเพ อตฺถิ เทเวสุ อสํวโร ยมฺหา อสํวรา สํวโร สีลนฺติ มิจฺฉา {๘๓๐.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อตฺถิ เทเวสุ อสํวโร ยมฺหา อสํวรา สํวโร สีลนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อสํวรา สํวโร สีลํ อตฺถิ เทเวสุ สํวโรติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อสํวรา สํวโร สีลํ อตฺถิ เทเวสุ สํวโร โน จ วตฺตพฺเพ อตฺถิ เทเวสุ อสํวโร ยมฺหา อสํวรา สํวโร สีลนฺติ มิจฺฉา ฯ
๘๓๑อตฺถิ มนุสฺเสสุ สํวโร อตฺถิ ตตฺถ อสํวโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ สํวโร อตฺถิ ตตฺถ อสํวโรติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๒อตฺถิ เทเวสุ สํวโร นตฺถิ ตตฺถ อสํวโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ มนุสฺเสสุ สํวโร นตฺถิ ตตฺถ อสํวโรติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๓อตฺถิ เทเวสุ ปาณาติปาตา เวรมณีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ ปาณาติปาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ เทเวสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๔นตฺถิ เทเวสุ ปาณาติปาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ เทเวสุ ปาณาติปาตา เวรมณีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถิ เทเวสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ เทเวสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๕อตฺถิ มนุสฺเสสุ ปาณาติปาตา เวรมณี อตฺถิ ตตฺถ ปาณาติปาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ ปาณาติปาตา เวรมณี อตฺถิ ตตฺถ ปาณาติปาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ มนุสฺเสสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี อตฺถิ ตตฺถ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เทเวสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี อตฺถิ ตตฺถ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๖อตฺถิ เทเวสุ ปาณาติปาตา เวรมณี นตฺถิ ตตฺถ ปาณาติปาโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ มนุสฺเสสุ ปาณาติปาตา เวรมณี นตฺถิ ตตฺถ ปาณาติปาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ เทเวสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี นตฺถิ ตตฺถ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ มนุสฺเสสุ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี นตฺถิ ตตฺถ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๗นตฺถิ เทเวสุ สํวโรติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ เทวา ปาณาติปาติโน อทินฺนาทายิโน กาเมสุมิจฺฉาจาริโน มุสาวาทิโน สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายิโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อตฺถิ เทเวสุ สํวโรติ ฯ สํวรกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. สังวรกถา (๓๐) ว่าด้วยความสำรวม
สก. ความสำรวม มีอยู่ในหมู่เทวดา ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความไม่สำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปุพเพนิวาสญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้ถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนทั้งของตนและของผู้อื่นได้@(ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๔๓) @ ทิพพจักขุญาณ หมายถึงญาณให้มีตาทิพย์ @เจโตปริยญาณ หมายถึงปรีชากำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ @อิทธิวิธญาณ หมายถึงญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ @ทิพพโสตญาณ หมายถึงญาณพิเศษที่ทำให้มีหูทิพย์ @จุตูปปาตญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย @(ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๖/๕๐๓, ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๓๕) @ ความสำรวม หมายถึงเจตนาระวังมิให้ล่วงละเมิดศีล ๕ มีปาณาติบาตเป็นต้น แต่ฝ่ายปรวาทีเข้าใจผิดว่า@การไม่ล่วงละเมิด ศีล ๕ เป็นสังวร (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๙/๑๙๙) @ หมู่เทวดา ในที่นี้หมายถึงเทวดาชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๙/๑๙๙, มูลฏีกา ๓/๘๔,@อนุฏีกา ๓/๑๒๙-๑๓๐) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ และนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๐. สังวรกถา (๓๐) สก. ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมจากความไม่สำรวมเป็นศีล ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ความสำรวมจากความไม่สำรวมใดเป็นศีล ความไม่สำรวมนั้นมีอยู่ใน หมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากความสำรวมจากความไม่สำรวมเป็นศีล และความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดาดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ความสำรวมจากความไม่สำรวมใดเป็นศีล ความไม่สำรวมนั้นมีอยู่ในหมู่เทวดา” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ความสำรวมจากความไม่สำรวมเป็นศีล ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดาแต่ไม่ยอมรับว่า ความสำรวมจากความไม่สำรวมใดเป็นศีล ความไม่สำรวมนั้นมีอยู่ในหมู่เทวดา” คำนั้นของท่านจึงผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “ความสำรวมจากความไม่สำรวมใดเป็นศีล ความไม่สำรวมนั้นมีอยู่ในหมู่เทวดา” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความสำรวมจากความไม่สำรวมเป็นศีล ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ความสำรวมจากความไม่สำรวมเป็นศีล ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา แต่ไม่ยอมรับว่า ความสำรวมจากความไม่สำรวมใดเป็นศีลความไม่สำรวมนั้นมีอยู่ในหมู่เทวดา” คำนั้นของท่านจึงผิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๐. สังวรกถา (๓๐) สก. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา แต่ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดานั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ แต่ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่มนุษย์นั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การฆ่าสัตว์มีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๐. สังวรกถา (๓๐) สก. การฆ่าสัตว์ไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ การฆ่าสัตว์ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีอยู่ในหมู่เทวดา การฆ่าสัตว์ก็มีอยู่ในหมู่เทวดานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีอยู่ในหมู่มนุษย์(และ)การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้นใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๐. สังวรกถา (๓๐) สก. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีอยู่ในหมู่เทวดา(และ)การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทก็มีอยู่ในหมู่เทวดานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีอยู่ในหมู่เทวดา แต่การฆ่าสัตว์ไม่มีในหมู่เทวดานั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ แต่การฆ่าสัตว์ไม่มีในหมู่มนุษย์นั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีอยู่ในหมู่เทวดา(แต่)การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทไม่มีในหมู่เทวดานั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีอยู่ในหมู่มนุษย์(แต่)การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทไม่มีในหมู่มนุษย์นั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๑. อสัญญกถา (๓๑) ปร. เทวดาทั้งปวงเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น ความสำรวมจึงมีอยู่ในหมู่เทวดา สังวรกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังวรกถา ว่าด้วยความสำรวม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสำรวม.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นว่า เทวดาทั้งหลายเบื้องบนตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ย่อมไม่ประพฤติล่วงเวร ๕ คือไม่ล่วงศีล ๕ เหตุในเพราะเหตุนั้น ความสำรวมจึงมีอยู่แก่เทพเหล่านั้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะไม่เห็นความปรากฏแห่งเวร ๕.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงถามความไม่สำรวม เพราะธรรมดาว่าความสำรวมมีอยู่ ความไม่สำรวมที่บุคคลพึงสำรวมก็ต้องมีอยู่. แต่ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะในเทวดาทั้งหลายไม่มีปาณาติบาต เป็นต้น.
คำว่า ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงความเป็นไปแห่งความไม่สำรวม ก็ครั้นเมื่อความสำรวมและความเป็นไปแห่งความสำรวม มีอยู่ ความไม่สำรวมก็ต้องมีอยู่.
ในปัญหาว่า ปาณาติปาตา เวรมณี เป็นต้น พึงทราบคำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาตเป็นต้น และพึงทราบคำตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีปาณาติบาต เป็นต้น.
ปัญหาว่าด้วยปฏิโลม มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ในปัญหาว่า ปาณาติบาตไม่มีในหมู่เทวดาหรือ พึงทราบคำตอบรับรองของปรวาทีด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาตเป็นต้น และคำปฏิเสธของปรวาที เพราะความไม่มีปาณาติบาตเป็นต้น.
ปัญหาว่าด้วยปฏิโลมมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ในปัญหาทั้งหลายบทสุดท้ายว่า ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดาหรือ คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาความไม่มีความสำรวมจากการทำปาณาติบาตเป็นต้นอีก.
ต่อจากนั้นคำถามของปรวาทีว่า ถ้าความสำรวมของเทวดาทั้งหลายไม่มี เทวดาทั้งปวงก็ต้องเป็นผู้ล้างผลาญชีวิต เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งคำอันมีเลสนัย. คำปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะไม่มีความประพฤติล่วงเวรของเทวดาทั้งหลาย. ปรวาทีให้ลัทธิตั้งไว้ เพราะถือเอาสักแต่คำว่า ไม่พึงกล่าวของสกวาที. แต่ลัทธิที่ตั้งไว้แล้วอย่างนี้ย่อมตั้งไว้ไม่ได้เลย ดังนี้แล.
อรรถกถาสังวรกถา จบ. -----------------------------------------------------