อสัญญกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อสญฺญกถา
๘๓๘อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญภโว สญฺญคติ สญฺญสตฺตาวาโส สญฺญสํสาโร สญฺญโยนิ สญฺญตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๓๙นนุ อสญฺญภโว อสญฺญคติ อสญฺญสตฺตาวาโส อสญฺญสํสาโร อสญฺญโยนิ อสญฺญตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อสญฺญภโว อสญฺญคติ อสญฺญสตฺตาวาโส อสญฺญสํสาโร อสญฺญโยนิ อสญฺญตฺตภาวปฏิลาโภ โน วต เร วตฺตพฺเพ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ
๘๔๐อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๑นนุ เอกโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เอกโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ อตฺตภาวปฏิลาโภ โน วต เร วตฺตพฺเพ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ
๘๔๒อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตาย สญฺญาย สญฺญากรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๓มนุสฺเสสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ สญฺญภโว สญฺญคติ สญฺญสตฺตาวาโส สญฺญสํสาโร สญฺญโยนิ สญฺญตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ สญฺญภโว สญฺญคติ สญฺญสตฺตาวาโส สญฺญสํสาโร สญฺญโยนิ สญฺญตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๔มนุสฺเสสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ ปญฺจโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ ปญฺจโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๕มนุสฺเสสุ สญฺญา อตฺถิ ตาย สญฺญาย สญฺญากรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถิ ตาย สญฺญาย สญฺญากรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๖อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ อสญฺญภโว อสญฺญคติ อสญฺญสตฺตาวาโส อสญฺญสํสาโร อสญฺญโยนิ อสญฺญตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺเสสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ อสญฺญภโว ฯเปฯ อสญฺญตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๗อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ เอกโวการภโว คติ สตฺตาวาโส สํสาโร โยนิ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺเสสุ สญฺญา อตฺถิ โส จ เอกโวการภโว ฯเปฯ อตฺตภาวปฏิลาโภติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๘อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถิ น จ ตาย สญฺญาย สญฺญากรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺเสสุ สญฺญา อตฺถิ น จ ตาย สญฺญาย สญฺญากรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๔๙น วตฺตพฺพํ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สนฺติ ภิกฺขเว อสญฺญสตฺตา นาม เทวา สญฺญุปฺปาทา จ ปน เต เทวา ตมฺหา กายา จวนฺตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ
๘๕๐อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา อตฺถีติ ฯ กญฺจิ กาเล อตฺถิ กญฺจิ กาเล นตฺถีติ ฯ กญฺจ กาเล สญฺญสตฺตา กญฺจิ กาเล อสญฺญสตฺตา กญฺจิ กาเล สญฺญภโว กญฺจิ กาเล อสญฺญภโว กญฺจิ กาเล ปญฺจโวการภโว กญฺจิ กาเล เอกโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๘๕๑อสญฺญสตฺเตสุ สญฺญา กญฺจิ กาเล อตฺถิ กญฺจิ กาเล นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กํ กาลํ อตฺถิ กํ กาลํ นตฺถีติ ฯ จุติกาเล อุปปตฺติกาเล อตฺถิ ฐิติกาเล นตฺถีติ ฯ จุติกาเล จ อุปปตฺติกาเล สญฺญสตฺตา ฐิติกาเล อสญฺญสตฺตา จุติกาเล อุปปตฺติกาเล สญฺญภโว ฐิติกาเล อสญฺญภโว จุติกาเล อุปปตฺติกาเล ปญฺจโวการภโว ฐิติกาเล เอกโวการภโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อสญฺญกถา ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. อสัญญกถา (๓๑) ว่าด้วยอสัญญสัตว์
สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ภพแห่งอสัญญสัตว์ เป็นภพที่มีสัญญา เป็นคติที่มีสัญญา เป็น สัตตาวาสที่มีสัญญา เป็นสงสารที่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่มีสัญญา เป็นการได้ อัตภาพที่มีสัญญาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ภพแห่งอสัญญสัตว์ เป็นภพที่ไม่มีสัญญา เป็นคติที่ไม่มีสัญญา เป็น สัตตาวาสที่ไม่มีสัญญา เป็นสงสารที่ไม่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่ไม่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญามิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๘๑/๒๐๐) @ เพราะมีความเห็นว่า อสัญญสัตว์มีสัญญาได้เฉพาะในขณะจุติและปฏิสนธิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๘๑/๒๐๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๑. อสัญญกถา (๓๑) สก. หากภพแห่งอสัญญสัตว์ เป็นภพที่ไม่มีสัญญา เป็นคติที่ไม่มีสัญญา เป็นสัตตาวาสที่ไม่มีสัญญา เป็นสงสารที่ไม่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่ไม่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในหมู่ อสัญญสัตว์” สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ภพแห่งอสัญญสัตว์ เป็นภพที่มีขันธ์ ๕ เป็นคติ ... เป็นสัตตาวาส ... เป็นสงสาร ... เป็นกำเนิด ... เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ภพแห่งอสัญญสัตว์ เป็นภพที่มีขันธ์ ๕ เป็นคติ ... เป็นสัตตาวาส ... เป็นสงสาร ... เป็นกำเนิด ... เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๑ มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากภพแห่งอสัญญสัตว์ เป็นภพที่มีขันธ์ ๑ เป็นคติ ... เป็นสัตตาวาส... เป็นสงสาร ... เป็นกำเนิด ... เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๑ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์” สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อสัญญสัตว์ทำกิจที่ควรทำด้วยสัญญาได้ด้วยสัญญานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ อัตภาพที่มีขันธ์ ๕ หมายถึงกามภพ รูปภพ (เว้นอสัญญสัตว์) (ขุ.ป.อ. ๑/๕/๙๗)@ อัตภาพที่มีขันธ์ ๑ หมายถึงอสัญญสัตว์ (ขุ.ป.อ. ๑/๕/๙๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๑. อสัญญกถา (๓๑)
สก. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ และโลกของมนุษย์นั้นก็เป็นภพที่มีสัญญา เป็นคติที่มีสัญญา เป็นสัตตาวาสที่มีสัญญา เป็นสงสารที่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่มีสัญญาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ และภพแห่งอสัญญสัตว์นั้นก็เป็นภพที่มี สัญญา เป็นคติที่มีสัญญา เป็นสัตตาวาสที่มีสัญญา เป็นสงสารที่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่มีสัญญาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ และโลกของมนุษย์นั้นก็เป็นภพที่มีขันธ์ ๕ เป็นคติ ... เป็นสัตตาวาส ... เป็นสงสาร ... เป็นกำเนิด ... เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ และภพแห่งอสัญญสัตว์นั้นเป็นภพที่มี ขันธ์ ๕ เป็นคติ ... เป็นสัตตาวาส ... เป็นสงสาร ... เป็นกำเนิด ... เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ทำกิจที่ควรทำด้วยสัญญาได้ ด้วย สัญญานั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ อสัญญสัตว์ทำกิจที่ควรทำด้วยสัญญาได้ ด้วยสัญญานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๑. อสัญญกถา (๓๑) สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ และภพแห่งอสัญญสัตว์นั้นก็เป็นภพที่ไม่ มีสัญญา เป็นคติที่ไม่มีสัญญา เป็นสัตตาวาสที่ไม่มีสัญญา เป็นสงสารที่ไม่มีสัญญาเป็นกำเนิดที่ไม่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ และโลกของมนุษย์นั้นก็เป็นภพที่ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ และภพแห่งอสัญญสัตว์นั้นก็เป็นภพที่มี ขันธ์ ๑ เป็นคติ ... เป็นสัตตาวาส ... เป็นสงสาร ... เป็นกำเนิด ... เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ และโลกของมนุษย์นั้นก็เป็นภพที่มีขันธ์ ๑ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพที่มีขันธ์ ๑ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ แต่อสัญญสัตว์ไม่ทำกิจที่ควรทำด้วย สัญญาได้ ด้วยสัญญานั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ แต่มนุษย์ไม่ทำกิจที่ควรทำด้วยสัญญาได้ ด้วยสัญญานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๑. อสัญญกถา (๓๑)
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย มีเทพชื่ออสัญญ-สัตว์ จุติ(เคลื่อน)จากชั้นนั้น เพราะเกิดสัญญาขึ้น” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น สัญญาจึงมีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ สก. สัญญามีอยู่ในหมู่อสัญญสัตว์ใช่ไหม ปร. บางคราวมี บางคราวไม่มี สก. อสัญญสัตว์บางคราวเป็นสัญญสัตว์ บางคราวเป็นอสัญญสัตว์ ภพแห่งอสัญญสัตว์บางคราวเป็นภพที่มีสัญญา บางคราวเป็นภพที่ไม่มีสัญญา บางคราวเป็นภพที่มีขันธ์ ๕ บางคราวเป็นภพที่มีขันธ์ ๑ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บางคราวสัญญามีในหมู่อสัญญสัตว์ บางคราวไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คราวไหนมี คราวไหนไม่มี ปร. ในจุติกาล ในปฏิสนธิกาลมี แต่ในฐิติกาล(ปวัตติกาล)ไม่มี @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๔๖/๓๓ @ จุติกาล หมายถึงเวลาหลังจากตายแล้วจิตเคลื่อนไปสู่อีกภพหนึ่ง @ ปฏิสนธิกาล หมายถึงเวลาเกิด @ ฐิติกาล หมายถึงเวลาที่จิตดำรงอยู่ระหว่างปฏิสนธิกาลกับจุติกาล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา (๓๒) สก. อสัญญสัตว์ ในจุติกาล ในปฏิสนธิกาล เป็นสัญญสัตว์ ในฐิติกาล เป็นอสัญญสัตว์ ในจุติกาล ในปฏิสนธิกาล เป็นภพที่มีสัญญา ในฐิติกาล เป็นภพที่ไม่มีสัญญา ในจุติกาล ในปฏิสนธิกาล เป็นภพที่มีขันธ์ ๕ ในฐิติกาล เป็นภพที่มีขันธ์ ๑ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อสัญญกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอสัญญกถา อรรถกถาอสัญญกถา
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัญญา.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า สัญญามีอยู่ในขณะแห่งจุติและปฏิสนธิแม้ของอสัญญสัตว์ทั้งหลายว่าขึ้นชื่อว่าปฏิสนธิ เว้นจากวิญญาณย่อมไม่มี เพราะคำว่า วิญญาณมีสังขารเป็นปัจจัย ดังนี้ และคำว่า ก็แล อสัญญีเทพเหล่านั้นย่อมจุติจากกายนั้น เพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ต่อจากนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงปรวาทีด้วยคำเป็นต้นว่า ที่นั้นเป็นภพมีสัญญาตามลัทธิของท่านหรือ จึงกล่าวคำว่า เป็นสัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นต้น.
คำนั้นทั้งปวงและคำอื่นจากคำนั้นพึงทราบโดยนัยแห่งพระบาลีนั่นแล.
____________________________
เรื่องนี้ในคัมภีร์ยมกอธิบายว่า
สัตว์ในปัญจโวการภพและจตุโวการภพ ขณะปฏิสนธิมีสัญญาเกิดขึ้น ในขณะจุติไม่มีสัญญา เพราะสัญญากำลังดับ ผู้เข้านิโรธสมาบัติในขณะนิโรธ สัญญาไม่มี ส่วนสัตว์ที่เป็นเอกโวการภพ คืออสัญญีสัตว์ทั้งหลาย ขณะเกิดก็ดี ขณะตั้งอยู่ก็ดี ขณะจุติก็ดี ไม่มีสัญญาเกิดเลย.
อรรถกถาอสัญญกถา จบ. -----------------------------------------------------