สมันนาคตกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สมนฺนาคตกถา
๙๐๓อรหา จตูหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา จตูหิ ผสฺเสหิ จตูหิ เวทนาหิ จตูหิ สญฺญาหิ จตูหิ เจตนาหิ จตูหิ จิตฺเตหิ จตูหิ สทฺธาหิ จตูหิ วิริเยหิ จตูหิ สตีหิ จตูหิ สมาธีหิ จตูหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐๔อนาคามี ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ตีหิ ผสฺเสหิ ฯเปฯ ตีหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐๕สกทาคามี ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี ทฺวีหิ ผสฺเสหิ ฯเปฯ ทฺวีหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐๖อรหา โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา โสตาปนฺโน สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อนาคามี อนฺตราปรินิพฺพายี อุปหจฺจปรินิพฺพายี อสงฺขารปรินิพฺพายี สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐๗อนาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี โสตาปนฺโน สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามี สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐๘สกทาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี โสตาปนฺโน สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๐๙โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโต โสตาปนฺโนติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อรหา โส โสตาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๐สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโต สกทาคามีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อรหา โส สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๑อนาคามิผเลน สมนฺนาคโต อนาคามีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อรหา โส อนาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๒โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโต โสตาปนฺโนติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อนาคามี โส โสตาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๓สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโต สกทาคามีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว อนาคามี โส สกทาคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๔โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโต โสตาปนฺโนติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว สกทาคามี โส โสตาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๕อรหา โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อรหา โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๑๖อรหา โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา โสตาปตฺติมคฺคํ วีติวตฺโต สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ อปายคมนิยํ ราคํ อปายคมนิยํ โทสํ อปายคมนิยํ โมหํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๗อรหา สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา สกทาคามิผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อรหา สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๑๘อรหา สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สกทาคามิมคฺคํ วีติวตฺโต โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๑๙อรหา อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา อนาคามิผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา อนาคามิผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อรหา อนาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๒๐อรหา อนาคามิผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อนาคามิมคฺคํ วีติวตฺโต อณุสหคตํ กามราคํ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๒๑อนาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคามี โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคามี โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๒๒อนาคามี โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี โสตาปตฺติมคฺคํ วีติวตฺโต สกฺกายทิฏฺฐึ ฯเปฯ อปายคมนิยํ โมหํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๒๓อนาคามี สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคามี สกทาคามิผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคามี สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามี สกทาคามิผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๒๔อนาคามี สกทาคามิผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี สกทาคามิมคฺคํ วีติวตฺโต โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๒๕สกทาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สกทาคามี โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สกทาคามี โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ สกทาคามี โสตาปตฺติผเลน สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๒๖สกทาคามี โสตาปตฺติผลํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี โสตาปตฺติมคฺคํ วีติวตฺโต สกฺกายทิฏฺฐึ ฯเปฯ อปายคมนิยํ โมหํ วีติวตฺโต เตน สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๒๗น วตฺตพฺพํ อรหา จตูหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหตา จตฺตาริ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหตา จตฺตาริ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อรหา จตูหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๒๘น วตฺตพฺพํ อนาคามี ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคามินา ตีณิ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคามินา ตีณิ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามี ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๒๙น วตฺตพฺพํ สกทาคามี ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สกทาคามินา เทฺว ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สกทาคามินา เทฺว ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ สกทาคามี ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ
๙๓๐อรหตา จตฺตาริ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อรหา จตูหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตา จตฺตาโร มคฺคา ปฏิลทฺธา เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อรหา จตูหิ มคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๓๑อนาคามินา ตีณิ ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อนาคามี ตีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามินา ตโย มคฺคา ปฏิลทฺธา เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ อนาคามี ตีหิ มคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๓๒สกทาคามินา เทฺว ผลานิ ปฏิลทฺธานิ เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ สกทาคามี ทฺวีหิ ผเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามินา เทฺว มคฺคา ปฏิลทฺธา เตหิ จ อปริหีโนติ ฯ สกทาคามี ทฺวีหิ มคฺเคหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมนฺนาคตกถา ฯ ----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. สมันนาคตกถา (๓๖) ว่าด้วยผู้บริบูรณ์
สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ ด้วยผล ๔ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยผัสสะ ๔ ฯลฯ เวทนา ๔ ฯลฯ สัญญา ๔ ฯลฯ เจตนา ๔ ฯลฯ จิต ๔ ฯลฯ ศรัทธา ๔ ฯลฯ วิริยะ ๔ ฯลฯ สติ ๔ ฯลฯ สมาธิ ๔ ฯลฯ ปัญญา ๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ บริบูรณ์ โดยทั่วไปหมายถึงความบริบูรณ์ ๒ อย่างคือ (๑) ความบริบูรณ์ที่เกิดแก่จิตในขณะหนึ่งๆ@(สมงฺคีภาวสมนฺนาคม) เช่น ในขณะที่มัคคจิตหรือผลจิตเกิดขึ้น ก็ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยมัคคจิตหรือผลจิต@(๒) ความบริบูรณ์ที่เกิดจากการได้รับภูมิธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดารูปฌานหรืออรูปฌาน (ปฏิลาภ-@สมนฺนาคม) ความบริบูรณ์นี้จะดำรงอยู่ตราบเท่าที่ภูมิธรรมนั้นๆ ยังไม่เสื่อม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๙๓/๒๐๓)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๘๗/๒๐๑) @ เพราะมีความเห็นว่า นอกจากความบริบูรณ์ ๒ อย่างดังกล่าวแล้ว ยังมีความบริบูรณ์อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า@ปัตติธรรม หมายถึงคุณวิเศษใดๆ ที่บรรลุแล้ว คุณวิเศษนั้นๆ จะคงมีอยู่ตลอดไป แม้จะบรรลุคุณธรรม@ที่สูงขึ้นไปแล้วก็ตาม ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่ไม่ยอมรับปัตติธรรมเช่นนั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๙๓/๒๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๓ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยผัสสะ ๓ ฯลฯ ปัญญา ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยผัสสะ ๒ ฯลฯ ปัญญา ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เป็นพระสกทาคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายีสสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. พระอนาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเป็นพระสกทาคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผู้บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระโสดาบัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์กับพระโสดาบันเป็นองค์เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ผู้บริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระสกทาคามี” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. พระอรหันต์กับพระสกทาคามีเป็นองค์เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ผู้บริบูรณ์ด้วยอนาคามิผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระอนาคามี” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์กับพระอนาคามีเป็นองค์เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ผู้บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระโสดาบัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีกับพระโสดาบันเป็นองค์เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ผู้บริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระสกทาคามี” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีกับพระสกทาคามีเป็นองค์เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. ผู้บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผล ท่านยอมรับว่า “เป็นพระโสดาบัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีกับพระโสดาบันเป็นองค์เดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผล” สก. พระอรหันต์ล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ล่วงเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว ล่วงเลยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยสภาวธรรมมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ล่วงเลยสกทาคามิผลไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. หากพระอรหันต์ล่วงเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผล” สก. พระอรหันต์ล่วงเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ล่วงเลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว ล่วงเลยกามราคะอย่างหยาบพยาบาทอย่างหยาบได้แล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยกามราคะและพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ล่วงเลยอนาคามิผลไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ล่วงเลยอนาคามิผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยอนาคามิผล” สก. พระอรหันต์ล่วงเลยอนาคามิผลไปแล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยอนาคามิผลนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ล่วงเลยอนาคามิมรรคไปแล้ว ล่วงเลยกามราคะอย่างละเอียดพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยกามราคะและพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. หากพระอนาคามีล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผล” สก. พระอนาคามีล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีล่วงเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว ล่วงเลยสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ล่วงเลยโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยสภาวธรรมมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีล่วงเลยสกทาคามิผลไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอนาคามีล่วงเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผล” สก. พระอนาคามีล่วงเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผลนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีล่วงเลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว ล่วงเลยกามราคะอย่างหยาบพยาบาทอย่างหยาบได้แล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยกามราคะและพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) สก. พระสกทาคามีล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระสกทาคามีล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผล” สก. พระสกทาคามีล่วงเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีล่วงเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว ล่วงเลยสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ล่วงเลยโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้ว ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยสภาวธรรมมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยผล ๔” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากพระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระอรหันต์บริบูรณ์ด้วยผล ๔” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๓” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากพระอนาคามีได้ผล ๓ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๓”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๔. จตุตถวรรค] ๔. สมันนาคตกถา (๓๖) ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๒” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสกทาคามีได้ผล ๒ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากพระสกทาคามีได้ผล ๒ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระสกทาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๒” สก. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ดังนั้น จึงชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยผล ๔ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้วยังไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น ดังนั้น จึงชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยมรรค ๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ดังนั้น จึงชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยผล ๓ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีได้มรรค ๓ แล้วยังไม่เสื่อมจากมรรค ๓ นั้น ดังนั้น จึงชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยมรรค ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีได้ผล ๒ แล้วยังไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ดังนั้น จึง ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยผล ๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีได้มรรค ๒ แล้วยังไม่เสื่อมจากมรรค ๒ นั้น ดังนั้นจึงชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยมรรค ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมันนาคตกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้ประกอบ
____________________________
คำว่า "สมนฺนาคตกถา" แปลว่า เรื่องผู้ประกอบ หรือเรื่องผู้ถึงพร้อมแล้ว.
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้ประกอบ.
ในเรื่องนั้น การประกอบมี ๒ อย่าง คือ การประกอบในความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันในขณะแห่งปัจจุบัน ๑. การประกอบคือการได้เฉพาะโดยบรรลุภูมิใดภูมิหนึ่งมีรูปาวจรเป็นต้น ๑. การประกอบคือการบรรลุภูมิใดภูมิหนึ่งนั้นยังไม่เสื่อมจากคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้วเพียงใด ก็ชื่อว่าเป็นผู้ได้คุณวิเศษอยู่เพียงนั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า ยกเว้นการประกอบ ๒ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าการประกอบอย่างอื่นอันหนึ่งมีอยู่ด้วยสามารถแห่งปัตติธรรม คือธรรมที่บรรลุ ดังนี้เพื่อให้ชนเหล่านั้นเข้าใจตามว่า ชื่อว่าปัตติธรรม คือธรรมเป็นเครื่องบรรลุของพระอรหันต์ อะไรๆ มีอยู่ ปัตติธรรมอะไรๆ ไม่มีอยู่จึงถามว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ คำตอบรับรองหมายเอาการบรรลุผลเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงเริ่มคำเป็นต้นว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ หรือ เพื่อท้วงว่า ถ้าพระอรหันต์ประกอบด้วยผลทั้ง ๔ ดุจถึงพร้อมด้วยนามขันธ์ ๔ ไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ธรรมทั้งหลายเหล่าใดอย่างละ ๔ ในผลทั้ง ๔ เป็นต้น ธรรมเหล่านั้นก็ย่อมถึงพร้อมแก่พระอรหันต์เพราะการประกอบแล้วด้วยธรรมอย่างละ ๔ นั้น ดังนี้. คำทั้งปวงนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธแล้วเพราะความไม่มีผัสสะ เป็นต้น อย่างละ ๔ ในขณะเดียวกัน.
____________________________
คำว่า ผัสสะ ๔ คือ ผัสสะเจตสิกที่เกิดกับโสดาปัตติผลจิต สกทาคามิผลจิต อนาคามิผลจิตและอรหัตตผลจิต.
แม้ในปัญหาว่าด้วยพระอนาคามีก็นัยนี้เหมือนกัน.
คำว่า พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ. อธิบายว่า ก็สกวาทีย่อมถามว่า พระอรหันต์เลย เพราะการไม่เกิดขึ้นอีกไม่เหมือนทุติยฌานลาภีบุคคลผู้ผ่านเลยปฐมฌานไปแล้ว.
คำว่า โสดาปัตติมรรค เป็นต้นที่สกวาทีปรารภแล้ว ก็เพื่อแสดงถึงความไม่เกิดขึ้นอีกของมรรคนั้น เพราะปฏิบัติผ่านเลยไปแล้ว.
ในปัญหาว่า ไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ความว่า ธรรมคือโลกียฌานทั้งหลายย่อมเสื่อมด้วยธรรมอันเป็นข้าศึก ฉันใด โลกุตตรธรรมจะเป็นฉันนั้นก็หาไม่.
จริงอยู่ กิเลสเหล่าใดที่มรรคละอยู่ กิเลสเหล่านั้นย่อมสงบระงับไปด้วยผล ทั้งกิเลสเหล่านั้นท่านก็ละแล้ว เป็นธรรมชาติสงบระงับไปแล้ว. เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตอบรับรองว่า ใช่.
เนื้อความนี้นั่นแหละ ท่านอธิบายไว้แล้วในคำทั้งหลายข้างหน้าซึ่งมีคำว่า พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้นเป็นต้น.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น แล.
อรรถกถาสมันนาคตกถา จบ. -----------------------------------------------------