ผลญาณกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ผลญาณกถา
๑๐๗๕สกวาที พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การบัญญัติขันธ์ การบัญญัติอายตนะ การบัญญัติธาตุ การบัญญัติสัจจะการบัญญัติอินทรีย์ การบัญญัติบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสาวก เป็นพระชินะ เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธะเป็นพระสัพพัญญู เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งธรรม เป็นที่อาศัย เป็นไปแห่งธรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใครๆ ยังไม่กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๑๐๗๖ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น พระสาวกก็มีความรู้ในผลน่ะสิผลญาณกถา จบ วรรคที่ ๕ จบ มหาปัณณาสก์ จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๑๐. ผลญาณกถา (๕๒) ๑๐. ผลญาณกถา (๕๒) ว่าด้วยผลญาณ
สก. พระสาวกมีผลญาณ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสาวกกำหนดผลอันเป็นคุณสมบัติของตนได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสาวกมีผลญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งผล การรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์การรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสาวกมีผลญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การบัญญัติขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ บุคคล ของพระสาวกมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสาวกมีผลญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสาวกเป็นพระชินเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็นพระธัมมัสสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสาวกมีผลญาณใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ผลญาณ หมายถึงญาณหยั่งรู้ผลแห่งกรรมของสัตว์ทั้งหลาย ปรวาทีเห็นว่า พระสาวกก็สามารถมี@ผลญาณเหมือนกับพระพุทธเจ้า ส่วนสกวาทีเห็นว่าไม่เหมือนกัน @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๔๓/๒๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค สก. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ให้กำเนิดแก่มรรคที่ยังไม่มีผู้ให้กำเนิด เป็นผู้บอกมรรคที่ยังไม่มีผู้บอก เป็นผู้รู้มรรค เข้าใจมรรค ฉลาดในมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระสาวกมีผลญาณ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีญาณใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น พระสาวกจึงมีผลญาณ ฯลฯ ผลญาณกถา จบ ปัญจมวรรค จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. วิมุตติกถา ๒. อเสกขญาณกถา ๓. วิปรีตกถา ๔. นิยามกถา ๕. ปฏิสัมภิทากถา ๖. สมมติญาณกถา ๗. จิตตารัมมณกถา ๘. อนาคตญาณกถา ๙. ปัจจุปปันนญาณกถา ๑๐. ผลญาณกถา มหาปัณณาสก์ จบ รวมวรรคที่มีในมหาปัณณาสก์นี้ คือ วรรคที่ ๑ เริ่มด้วยปุคคลกถา วรรคที่ ๒ เริ่มด้วยปรูปหารกถา วรรคที่ ๓ เริ่มด้วยพลกถา วรรคที่ ๔ เริ่มด้วยคิหิสสอรหาติกถา วรรคที่ ๕ เริ่มด้วยวิมุตติกถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาผลญาณกถา ว่าด้วยผลญาณ
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องผลญาณ คือความรู้ในผล.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ผลญาณอันสัตว์นั้นๆ พึงบรรลุแม้ของพระสาวกทั้งหลาย ดุจของพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยสามัญนี้ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระสาวกทั้งหลายก็ดี ย่อมแสดงธรรมเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยผลของสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้. พระสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า พระสาวกมีความรู้ในผลเป็นต้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงปรวาทีนั้นด้วยคำว่า ผิว่า ผลญาณของพระสาวกมีอยู่เหมือนพระพุทธเจ้าไซร้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงบัญญัติการทำผลในโสดาปัตติผลแม้มีอยู่ว่า พระโสดาบันรูปนี้เป็นเอกพีชี รูปนี้เป็นโกลังโกละ รูปนี้เป็นสัตตักขัตตุปรมะได้ด้วยญาณพละของพระองค์ ฉันใดแม้พระสาวกตามลัทธิของท่านก็บัญญัติการทำผลเช่นนั้นหรือ ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้หรือ ปรวาทีย่อมตอบปฏิเสธ.
คำว่า การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผลของพระสาวกมีอยู่หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อถามถึงปัจจัยเพราะผลญาณมีปัจจัยของผลก็ต้องมี ดังนี้.
ในปัญหานั้นอธิบายว่า
ผลทั้งหลายอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่า การรู้ความสูงและต่ำแห่งผลทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนี้ว่าสภาวะนี้เป็นผลอันนี้ สภาวะนี้เป็นผลอันอื่น สภาวะนี้เป็นผลที่ปราศจากไปแล้ว ดังนี้ ชื่อว่าปโรปริยัตติ หรือผลปโรปริยัตติการรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล อินทรียปโรปริยัตติและปุคคลปโรปริยัตติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็มีอยู่โดยทำนองนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมรู้ซึ่งผลนั้นๆด้วยความสามารถแห่งการรู้บุคคลนั้นๆ หรือว่า ด้วยความสามารถแห่งการรู้อินทรีย์เหล่านั้น เพราะความที่ญาณเหล่านั้นมีอยู่ ปโรปริยัตติญาณทั้งหลายเหล่านี้ แม้ของพระสาวกมีอยู่หรือ.
คำทั้งหลาย แม้มีคำว่า การบัญญัติขันธ์ของพระสาวกมีหรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วก็เพื่อท้วงว่าผิว่า ผลญาณของพระสาวกมีอยู่เหมือนของพระพุทธเจ้าไซร้ พระสาวกก็พึงบัญญัติธรรมเหล่านี้ได้บัญญัติเหล่านี้ของพระสาวกย่อมมี พระสาวกย่อมอาจเพื่อรู้ หรือเพื่อบัญญัติซึ่งบัญญัติเหล่านี้ด้วยกำลังของตนหรือ ดังนี้.
คำว่า พระสาวกเป็นพระชินะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า ผลญาณของพระสาวกมีเหมือนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ไซร้ เมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ พระสาวกนั้นนั่นแหละก็เป็นพระชินพุทธเจ้า.
แม้ในปัญหาว่า พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในปัญหาว่า พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้หรือ สกวาทีตอบปฏิเสธ เพราะว่าความไม่รู้คืออวิชชาอันพระสาวกขจัดได้แล้ว แต่ว่าผลญาณของพระสาวกมีอยู่เหมือนพระพุทธเจ้าก็หาไม่ เพราะฉะนั้น วาทะคือลัทธิของปรวาที จึงเป็นการตั้งอยู่ไม่ได้เลยดังนี้แล.
อรรถกถาผลญาณกถา จบ. -----------------------------------------------------