สัจจกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สจฺจกถา
๑๐๙๐จตฺตาริ สจฺจานิ อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตฺตาริ ตาณานิ จตฺตาริ เลณานิ จตฺตาริ สรณานิ จตฺตาริ ปรายนานิ จตฺตาริ อจฺจุตานิ จตฺตาริ อมตานิ จตฺตาริ นิพฺพานานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จตฺตาริ นิพฺพานานีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ จตุนฺนํ นิพฺพานานํ อุจฺจนีจตา หีนปฺปณีตตา อุกฺกํสาวกํโส สีมา วา เภโท วา ราชิ วา อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๙๑ทุกฺขสจฺจํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขํ อสงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺขสจฺจํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กายิกํ ทุกฺขํ เจตสิกํ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา อสงฺขตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยสจฺจํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทโย อสงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยสจฺจํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา อสงฺขตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสจฺจํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโค อสงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสจฺจํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ อสงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๙๒ทุกฺขํ สงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขสจฺจํ สงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ เจตสิกํ ทุกฺขํ โสกปริเทว- ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขสจฺจํ สงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทโย สงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ สงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา สงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ สงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺโค สงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสจฺจํ สงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมา สมาธิ สงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสจฺจํ สงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๙๓นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ นิโรโธ อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขสจฺจํ อสงฺขตํ ทุกฺขํ อสงฺขตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ นิโรโธ อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ อสงฺขตํ สมุทโย อสงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ นิโรโธ อสงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสจฺจํ อสงฺขตํ มคฺโค อสงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๙๔ทุกฺขสจฺจํ อสงฺขตํ ทุกฺขํ สงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ นิโรโธ สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยสจฺจํ อสงฺขตํ สมุทโย สงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ นิโรโธ สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสจฺจํ อสงฺขตํ มคฺโค สงฺขโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ นิโรโธ สงฺขโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๙๕น วตฺตพฺพํ จตฺตาริ สจฺจานิ อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ จตฺตาริ สจฺจานิ อสงฺขตานีติ ฯ สจฺจกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สัจจกถา (๕๕) ว่าด้วยสัจจะ
สก. สัจจะ ๔ เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(เป็นอสังขตะ)ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๔ อย่าง ที่เร้นมี ๔ อย่าง ที่พึ่งมี ๔ อย่าง ที่หมาย มี ๔ อย่าง ที่มั่นมี ๔ อย่าง อมตะมี ๔ อย่าง นิพพานมี ๔ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๕๒/๒๑๘) @ เพราะมีความเห็นว่า อริยสัจ ๔ เป็นสภาวธรรมที่เที่ยงแท้ ถาวร ไม่เป็นอย่างอื่น โดยถือตามพระพุทธพจน์@ที่ว่า “สัจจะ ๔ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น อย่างไม่รอบคอบ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า@สัจจะ ๔ เป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๕๒/๒๑๘, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๐๙๐/๖๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๓. สัจจกถา (๕๕) สก. นิพพานมี ๔ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิพพานทั้ง ๔ อย่าง ยังมีความสูงต่ำ ความเลวและความประณีต ความยิ่งและหย่อน เขตแดน ความแตกต่าง ร่องรอย ช่องว่างอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุกขสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกข์เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุกขสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ ความโศก ความคร่ำครวญ ความลำบากกาย ความลำบากใจ ความคับแค้นใจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สมุทยสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สมุทัยเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สมุทยสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มัคคสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๓. สัจจกถา (๕๕) สก. มรรคเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มัคคสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุกข์เป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกขสัจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ ความโศก ความคร่ำครวญ ความลำบากกาย ความลำบากใจ ความคับแค้นใจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกขสัจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สมุทัยเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สมุทยสัจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สมุทยสัจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มรรคเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๓. สัจจกถา (๕๕) สก. มัคคสัจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มัคคสัจเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. นิโรธสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทุกขสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ทุกข์ก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. นิโรธสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สมุทยสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สมุทัยก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. นิโรธสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มัคคสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง มรรคก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทุกขสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แต่ทุกข์เป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๖. ฉัฏฐวรรค] ๓. สัจจกถา (๕๕) สก. นิโรธสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แต่นิโรธเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สมุทยสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แต่สมุทัยเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิโรธสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แต่นิโรธเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มัคคสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แต่มรรคเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิโรธสัจเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง แต่นิโรธเป็นสภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัจจะ ๔ เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุง แต่ง” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ อย่างนี้เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น สัจจะ ๔ อย่างอะไรบ้าง คือ (๑) คำว่า นี้ทุกข์เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น (๒) คำว่า นี้สมุทัย ... (๓) คำว่า นี้ทุกขนิโรธ ... (๔) คำว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ภิกษุทั้งหลายสัจจะ ๔ อย่างนี้ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น สัจจะ ๔ จึงเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สัจจกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๐๙๐/๖๐๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัจจะ.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่าสัจจะทั้ง ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะและมรรคสัจจะ เป็นอสังขตะ เพราะอาศัยพระสูตรว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ อย่างนี้แท้ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น เป็นต้น ดังนี้.
คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ก็พึงทราบคำอธิบายปัญหานั้นว่า
บรรดาทุกข์ สมุทัยและมรรคทั้งหลาย ชื่อว่าวัตถุสัจจะ เป็นสังขตะ ลักขณสัจจะ คือนิพพาน เป็นอสังขตะ ชื่อว่าวัตถุสัจจะย่อมไม่มีในนิโรธ นิโรธนั้นเป็นอสังขตะอย่างเดียว. เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองว่าใช่ แต่การตอบรับรองนั้นสักแต่ว่าเป็นลัทธิของท่านเท่านั้น.
จริงอยู่ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาทุกข์ว่าเป็นวัตถุสัจจะ ทั้งปรารถนาสมุทัยและมรรคก็เช่นนั้น. ส่วนธรรมเหล่าใดมีการนำออกจากทุกข์อันเป็นเครื่องเบียดเบียน และเหตุให้เกิดทุกข์แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นลักษณะ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าลักขณสัจจะ. อนึ่ง ชื่อว่าธรรมมีทุกข์เป็นต้น เว้นจากพาธนลักษณะเป็นต้น ย่อมไม่มี.
บรรดาคำทั้งหลายว่า ตาณะ คือที่ต้านทานเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบอธิบายโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ในปัญหาว่า ทุกขสัจจะ ปรวาทีตอบรับรอง เพราะหมายเอาลักขณสัจจะ ด้วยสามารถแห่งลัทธิ. ในปัญหาว่า ทุกข์ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาวัตถุสัจจะ.
เบื้องหน้าแต่นี้สุทธิกปัญหาก็ดี ปัญหาว่าด้วยการเปรียบเทียบก็ดีทั้งหมด บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ. ในอวสาน พระสูตรที่ปรวาทีนำมาเพื่อตั้งไว้เป็นลัทธิ พระสูตรนั้นไม่เป็นเช่นกับที่นำมานั่นแหละ เพราะความที่อรรถนั้นท่านถือเอาผิดด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาสัจจกถา จบ. -----------------------------------------------------