ฉคติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๘ ฉคติกถา
๑๑๙๓สกวาที คติมี ๖ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคติไว้ ๕ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน ปิตติวิสัยมนุษย์ เทวดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคติไว้ ๕ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉานปิตติวิสัย มนุษย์ เทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖
๑๑๙๔ส. คติมี ๖ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสูรพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกันมีอาหารอย่างเดียวกัน อายุเท่ากัน กับพวกเปรต ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยเปรต มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อสูรพวกการกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากันกับเปรตทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเปรต ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖
๑๑๙๕ส. คติมี ๖ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากัน กับพวกเทวดา ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเทวดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกันมี การเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากันกับพวกเทวดา ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖
๑๑๙๖ส. คติมี ๖ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ เคยเป็นเทวดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ เคยเป็นเทวดาก็ต้องไม่กล่าวว่าคติมี ๖
๑๑๙๗ป. ไม่พึงกล่าวว่า คติมี ๖ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. มีอสุรกาย มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่ามีอสุรกาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า คติมี ๖ฉคติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๑. ฉคติกถา (๗๓) ๘. อัฏฐมวรรค ๑. ฉคติกถา (๗๓) ว่าด้วยคติ ๖
สก. คติมี ๖ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คติ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต มนุษย์ เทวดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากคติพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต มนุษย์ เทวดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖” สก. คติมี ๖ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อสูรจำพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสพกามเหมือนกัน มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเปรตทั้งหลาย และแต่งงานกับเปรตทั้งหลายได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอสูรจำพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสพกามเหมือนกันมีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเปรตทั้งหลาย และแต่งงานกับเปรต ทั้งหลายได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖” @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๓/๒๓๒)@ เพราะมีความเห็นว่า คติมี ๖ คือ (๑) เทวคติ (๒) มนุสสคติ (๓) เปตคติ (๔) อสุรกายคติ (แยก@มาจากนิรยคติ) (๕) ติรัจฉานคติ (๖) นิรยคติ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า คติมีเพียง ๕@โดยไม่แยกอสุรกายออกเป็นคติหนึ่งต่างหาก แต่จัดพวกอสุรกายฝ่ายชั่วเข้าในเปตคติ และจัดพวกอสุรกาย@ฝ่ายดีเข้าในเทวคติ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐๓/๒๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๑. ฉคติกถา (๗๓) สก. คติมี ๖ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พวกอสูรที่เป็นบริวารของท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มีการ เสพกามเหมือนกัน มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเทวดาทั้งหลาย และแต่งงานกับเทวดาทั้งหลายได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพวกอสูรที่เป็นบริวารท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสพกามเหมือนกัน มีอาหารเหมือนกัน มีอายุเหมือนกันกับเทวดาทั้งหลาย และแต่งงานกับเทวดาทั้งหลายได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖” สก. คติมี ๖ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พวกอสูรที่เป็นบริวารของท้าวเวปจิตติเป็นเทวดามาก่อนมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพวกอสูรที่เป็นบริวารของท้าวเวปจิตติเป็นเทวดามาก่อน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คติมี ๖”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “คติมี ๖” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. อสุรกายมีมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากอสุรกายมี ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “คติมี ๖” ฉคติกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๓๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฉคติกถา ว่าด้วยคติ ๖
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องคติ ๖.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะและอุตตราปถกะทั้งหลายว่า คติมี ๖ รวมทั้งอสุรกาย ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งคติทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดไว้ในเรื่องโลมหังสนสูตรว่า ดูก่อนสารีบุตร คติ ๕ เหล่านี้แลมีอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคติไว้ ๕ มิใช่หรือ เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองเพราะกลัวผิดจากพระสูตร.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร สกวาทีจึงไม่รับรองคติ ๖ แม้อสุรกาย ท่านก็สงเคราะห์เข้าในอบายภูมิ ดังคำนี้ว่า พระอริยเจ้าพ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ดังนี้ มิใช่หรือ?
แก้ว่า ท่านสงเคราะห์อสุรกายไว้ในข้อนั้น ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ไม่จัดเป็นคติ.
ถามว่า เพราะเหตุไร? แก้ว่า เพราะไม่มีคติส่วนหนึ่งต่างหาก.
จริงอยู่ พวกอสูรชื่อว่ากาลกัญชิกาในจำพวกอสุรกาย ท่านสงเคราะห์เข้าในคติแห่งเปรต. บริษัทของท้าวเวปจิตติ ท่านสงเคราะห์เข้าในคติแห่งพวกเทพ. คำว่า อสุรกาย นี้ ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งต่างหากย่อมไม่มี.
บัดนี้ สกวาทีจึงเริ่มคำว่า อสูรพวกกาลกัญชิกา เป็นต้น เพื่อจะแสดงอรรถอย่างเดียวกันนั้นนั่นแหละ.
ในคำเหล่านั้น คำว่า สมานวณฺณา ได้แก่ มีรูปร่างสัณฐานอย่างเดียวกัน.
คำว่า มีรูปร่างน่าเกลียด ได้แก่ มีรูปพิการ มีลักษณะชั่ว.
คำว่า มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน ได้แก่ มีการประพฤติในเมถุนธรรมเช่นเดียวกัน.
คำว่า มีอาหารอย่างเดียวกัน ได้แก่ มีอาหาร มีน้ำลาย น้ำมูก น้ำเหลืองและเลือดเป็นต้นอย่างเดียวกัน.
คำว่า มีอายุเท่ากัน ได้แก่ มีการกำหนดอายุเหมือนกัน.
คำว่า อาวาหะและวิวาหะ ได้แก่ การรับหญิงสาวและการให้หญิงสาว.
ในฝ่ายเทพเจ้า สุกฺกปกฺเข ในพวกคุณงามความดี คำว่า มีรูปร่างเหมือนกัน ได้แก่ เป็นผู้มีรูปร่างสวยงามเช่นเดียวกัน ถึงพร้อมด้วยรัศมีอันนำมาซึ่งความเลื่อมใสน่าทัศนา คือน่ารักน่าดู.
คำว่า มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน ได้แก่ มีการบริโภคกามคุณ ๕ เหมือนกัน.
คำว่า มีอาหารอย่างเดียวกัน ได้แก่ อาหารมีสุธาโภชน์เป็นต้นเหมือนกัน.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
คำว่า มีอสุรกายมิใช่หรือ นี้ เป็นการสำเร็จประโยชน์แต่เพียงว่าอสูรกายมีอยู่เท่านั้น แต่ไม่สำเร็จว่าเป็นคติของอสูรกายนั้น เพราะไม่มีการกำหนดคติของอสุรกายไว้ส่วนหนึ่งดังนี้แล.
อรรถกถาฉคติกถา จบ. -----------------------------------------------------