ปัตติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปตฺติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ปัตติกถา
ปตฺติ อสงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ ตาณํ เลณํ สรณํ ปรายนํ อจฺจุตํ อมตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปตฺติ อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การได้ เป็นอสังขตะ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้ เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่งก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะก็เป็น๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จีวรสฺส ปตฺติ อสงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ ฯเปฯ อมตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จีวรสฺส ปตฺติ อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปิณฺฑปาตสฺส ฯเปฯ เสนาสนสฺส ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสฺส ปตฺติ อสงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ ฯเปฯ อมตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสฺส ปตฺติ อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จีวรสฺส ปตฺติ อสงฺขตา ปิณฺฑปาตสฺส ฯเปฯ เสนาสนสฺส ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสฺส ปตฺติ อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจ อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปญฺจ อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจ ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การได้จีวร เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้จีวร เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่งก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะก็เป็น ๒ อย่างนิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้จีวรเป็นอสังขตะ การได้บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ การได้คิลาน-ปัจจยเภสัชชบริขาร ก็เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ที่ต้านทานเป็น ๕ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๕ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐมสฺส ฌานสฺส ปตฺติ อสงฺขตา เอวํ สพฺพํ วิตฺถาเรตพฺพํ ทุติยสฺส ฌานสฺส ตติยสฺส ฌานสฺส จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อากาสานญฺจายตนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส ฯเปฯ โสตาปตฺติมคฺคสฺส โสตาปตฺติผลสฺส สกทาคามิมคฺคสฺส สกทาคามิผลสฺส อนาคามิมคฺคสฺส อนาคามิผลสฺส อรหตฺตมคฺคสฺส อรหตฺตผลสฺส ปตฺติ อสงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ ฯเปฯ อจฺจุตํ อมตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตฺตผลสฺส ปตฺติ อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปตฺติมคฺคสฺส ปตฺติ อสงฺขตา โสตาปตฺติผลสฺส ปตฺติ อสงฺขตา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคสฺส ปตฺติ อสงฺขตา อรหตฺตผลสฺส ปตฺติ อสงฺขตา นิพฺพานํ อสงฺขตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นว อสงฺขตานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นว อสงฺขตานีติ ฯ อามนฺตา ฯ นว ตาณานิ ฯเปฯ อนฺตริกา วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การได้ปฐมฌานเป็นอสังขตะ หรือ พึงให้พิสดารเหมือนกันทุกอย่างการได้ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญา-ณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฯลฯ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้อรหัตผล เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้โสดาปัตติมรรค เป็นอสังขตะ การได้โสดาปัตติผลเป็นอสังขตะฯลฯ การได้อรหัตมรรค เป็นอสังขตะ การได้อรหัตผลเป็นอสังขตะนิพพานเป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อสังขตะเป็น ๙ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๙ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ที่ต้านทานเป็น ๙ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๙ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ ปตฺติ อสงฺขตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปตฺติ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ ปตฺติ อสงฺขตาติ ฯ ปตฺติกถา ฯ ---------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การได้เป็นอสังขตะ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. การได้ เป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น การได้เป็นอสังขตะ น่ะสิ ปัตติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๔. ปัจตติกถา (๑๘๙) ๔. ปัตติกถา (๑๘๙) ว่าด้วยการได้
สก. การได้ เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(เป็นอสังขตะ)ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การได้เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่ระลึก เป็นที่หมายเป็นที่มั่น เป็นอมตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การได้เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๒ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. การได้จีวรเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การได้เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ การได้ แปลมาจากศัพท์ว่า “ปตฺติ” อรรถกถา แก้เป็น ปฏิลาโภ ซึ่งหมายถึงการบรรลุก็ได้@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๓๗-๘๔๐/๓๐๖) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๓๗-๘๔๐/๓๐๖) @ เพราะมีความเห็นว่า การบรรลุฌาน มรรค ผล และการได้ทรัพย์สินจัดเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๓๗-๘๔๐/๓๐๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๔. ปัจตติกถา (๑๘๙) สก. การได้จีวรเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๒ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การได้บิณฑบาต ฯลฯ การได้เสนาสนะ ฯลฯ การได้คิลานปัจจัย- เภสัชบริขารเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การได้เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นที่มั่น เป็นอมตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๒ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๔. ปัจตติกถา (๑๘๙) สก. การได้จีวรเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ การได้บิณฑบาต ฯลฯ การได้เสนาสนะ ฯลฯ การได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๕ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๕ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๕ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๕ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. การได้ปฐมฌานเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ (ควรให้พิสดารทั้งหมดโดยนัยที่กล่าวมาแล้ว) การได้ทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... อากาสานัญจายตนะ ... วิญญาณัญจายตนะ ... อากิญจัญญายตนะ... เนวสัญญานาสัญญายตนะ ... โสดาปัตติมรรค ... โสดาปัตติผล ... สกทาคามิมรรค ... สกทาคามิผล ... อนาคามิมรรค ... อนาคามิผล ... อรหัตตมรรค ... การได้อรหัตตผลเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การได้เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นที่มั่น เป็นอมตะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การได้อรหัตตผลเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๔. ปัจตติกถา (๑๘๙) สก. ที่ต้านทานมี ๒ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๒ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การได้โสดาปัตติมรรคเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง การได้โสดาปัตติผลเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ การได้อรหัตตมรรคเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง การได้อรหัตตผลเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งนิพพานก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๙ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งมี ๙ อย่างใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ต้านทานมี ๙ อย่าง ฯลฯ ช่องว่างแห่งนิพพานมี ๙ อย่างใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “การได้เป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. การได้เป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น การได้จึงเป็นสภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ปัตติกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๗๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปัตติกถา ว่าด้วยปัตติ คือการได้
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการได้. ในเรื่องนั้น บุคคลย่อมได้ซึ่งสิ่งใดๆ การได้ซึ่งสิ่งนั้นๆ ชื่อว่าปัตติ.
ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า การได้เป็นอสังขตะ ดังนี้ ดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายนั่นแหละ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำที่เหลือในที่นี้พึงทราบตามพระบาลี เพราะมีนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
คำว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น ปรวาทีกล่าวคำบัญญัติว่า ปัตติคือการได้จัดเป็นอสังขตะของลัทธิใดเพื่อประกาศลัทธินั้น.
ในปัญหานั้น สกวาทีปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น คือไม่รับรองซึ่งความที่การได้ทั้งสิ้นว่าเป็นสภาวธรรมมีรูปเป็นต้น.
จริงอยู่ ธรรมอะไรๆ ชื่อว่าปัตติ คือการได้หามีไม่ ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิทรงบัญญัติซึ่งความที่การได้นั้นเป็นอสังขตะ. แต่ว่าปรวาทีได้ให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ว่า ปัตติ คือการได้นั้นเป็นอสังขตะด้วยเพียงการปฏิเสธสภาพธรรมดังกล่าวนั่นแหละ. ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะความเป็นลัทธิอันตั้งอยู่แล้วโดยไม่พิจารณา ดังนี้แล.
อรรถกถาปัตติกถา จบ. -----------------------------------------------------