อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ไทย · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๗๕

วจีเภทกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๗๕–๖๒๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 47 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 47 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วจีเภทกถา

สกวาที การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในภพทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในกาลทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจามีอยู่ในสมาบัติทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การไหวกายของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การไหวกายไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเปล่งวาจาก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การไหวกายก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การไหวกายไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การเปล่งวาจาไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ย่อมเปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ย่อมเปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ย่อมเปล่งวาจาว่ามรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ก็ไม่เปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ก็ไม่เปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ก็ไม่เปล่งวาจาว่ามรรค หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณ (ความรู้) มีอะไรเป็นโคจร ป. ญาณมีสัจจะเป็นโคจร ส. โสตวิญญาณมีสัจจะเป็นโคจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตวิญญาณมีอะไรเป็นโคจร ป. โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร ส. ญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การประชุมแห่งผัสสะ ๒ แห่งเวทนา ๒ แห่งสัญญา ๒ แห่งเจตนา ๒แห่งจิต ๒ เป็นได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็น อารมณ์ ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ที่ มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติมีอยู่ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่มีแก่ผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานา-สัญญายตนสมาบัติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตตุถฌาน ที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าจตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร (ธรรมชาติผู้ปรุงแต่งวาจา) และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากพระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึงมีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีปีติกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และ วิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่

ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้เข้าทุติยฌานก็มีอยู่ วิตก วิจาร ของผู้เข้าทุติยฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจาย-ตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ก็มีอยู่ วิตก วิจาร ของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น จึงยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว @ สํ. สฬา. ข้อ ๓๙๒ หน้า ๒๖๘ ส. คำว่า วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น วิตก วิจารของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า ปีติของผู้เข้าตติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ฯลฯ อัสสาสะปัสสาสะ ของผู้เข้าจตุตถฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว อากา- สานัญจายตน สัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้นสัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานยังมีอยู่

ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ฉะนั้นการเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานจึงมีอยู่ หรือ? @ สํ. สฬา. ข้อ ๓๙๒ หน้า ๒๖๘ ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นข้าศึกของทุติยฌาน ฯลฯ ตรัสปีติว่า เป็นข้าศึกของตติยฌาน ตรัสอัสสาสะ ปัสสาสะว่า เป็นข้าศึกของจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าอากาสานัญจายตน-สมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าวิญญา-ณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของ ผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นข้าศึกของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญา-เวทยิตนิโรธนั้น จึงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สาวกชื่ออภิภู ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ได้ประกาศกะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้นจงบากบั่น จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัด เสนาของพระยามัจจุราช ดุจกุญชรรื้อเรือนที่มุงบังด้วยไม้อ้อ ฉะนั้นด้วยว่า ผู้ที่ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ จักละชาติสงสารแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานก็มีอยู่ น่ะสิวจีเภทกถา จบ. -----------------------------------------------------@ สํ. สคา. ข้อ ๖๑๘ หน้า ๒๓๐

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. วจีเภทกถา (๑๔) ว่าด้วยการเปล่งวาจา

ข้อ ๓๒๖

สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ในโอกาสทั้งปวง ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ในกาลทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๖/๑๘๓) @ เพราะมีความเห็นว่า ในขณะที่บุคคลบรรลุโสดาปัตติผล จะมีการเปล่งเสียงว่า ทุกข์@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๖/๑๘๓) @ โอกาสทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงภพ ๓ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๖/๑๘๓)@ เพราะหมายเอารูปภพอย่างเดียว จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๖/๑๘๓)@ เพราะหมายเอากาลที่เข้าสมาบัติอื่นนอกจากการเข้าปฐมฌานในขณะโสดาปัตติมรรค จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๖/๑๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจามีอยู่ในสมาบัติทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเคลื่อนไหวกายของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเคลื่อนไหวกายของผู้เข้าฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเปล่งวาจาก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเคลื่อนไหวกายก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเคลื่อนไหวกายไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ (แต่)การเปล่งวาจาไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะหมายเอาผู้เข้าโลกิยสมาบัติเท่านั้น จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๖/๑๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔)

ข้อ ๓๒๗

สก. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ย่อมเปล่งวาจาว่าสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อรู้ว่านิโรธ ย่อมเปล่งวาจาว่านิโรธใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อรู้ว่ามรรค ย่อมเปล่งวาจาว่ามรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อรู้ว่าสมุทัย แต่ไม่เปล่งวาจาว่าสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อรู้ว่าทุกข์ แต่ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อรู้ว่านิโรธ แต่ไม่เปล่งวาจาว่านิโรธใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อรู้ว่าทุกข์ แต่ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อรู้ว่ามรรค แต่ไม่เปล่งวาจาว่ามรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อรู้ว่าทุกข์ แต่ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔)

ข้อ ๓๒๘

สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌาน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณ มีอะไรเป็นโคจร ปร. ญาณมีสัจจะเป็นโคจร สก. โสตะ มีสัจจะเป็นโคจรใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสตะมีอะไรเป็นโคจร ปร. โสตะมีเสียงเป็นโคจร สก. ญาณมีเสียงเป็นโคจรใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตะมีเสียงเป็นโคจรใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตะมีเสียงเป็นโคจร ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตะมีเสียงเป็นโคจรใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ญาณ ในที่นี้หมายถึงสัจจญาณ ๔ ซึ่งเป็นโลกุตตระ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๘/๑๘๔)@ โสตะ ในที่นี้หมายถึงโสตวิญญาณ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๘/๑๘๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. การประชุมแห่งผัสสะ ๒ เวทนา ๒ สัญญา ๒ เจตนา ๒ จิต ๒ มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๒๙

สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีอาโปกสิณ ฯลฯ มีเตโชกสิณ ฯลฯ มีวาโยกสิณ ฯลฯ มีนีลกสิณ ฯลฯ มีปีตกสิณ ฯลฯ มีโลหิตกสิณ ฯลฯ มีโอทาตกสิณ ฯลฯ มีอากาสานัญจายตนะ ฯลฯ มีวิญญาณัญจายตนะ ฯลฯ มีอากิญจัญญายตนะ ฯลฯ มีเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากการเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีอาโปกสิณ ฯลฯ มีเตโชกสิณ ฯลฯ มีวาโยกสิณ ฯลฯ มีนีลกสิณ ฯลฯ มีปีตกสิณ ฯลฯ มีโลหิตกสิณ ฯลฯ มีโอทาตกสิณ ฯลฯ มีอากาสานัญจายตนะ ฯลฯ มีวิญญาณัญจายตนะ ฯลฯ มีอากิญจัญญายตนะ ฯลฯ มีเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. หากการเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากการเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยปฐมฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากการเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยปฐมฌานไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากการเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยจตุตถฌานไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”

ข้อ ๓๓๐

สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยปฐมฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔)

ข้อ ๓๓๑

สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรทุติยฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรทุติยฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถ-ฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกุตตรปฐมฌานไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๓๒

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร (เครื่องปรุงแต่งวาจา) วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม สก. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) ปร. หากพระผู้มีพระภาคตรัสว่าวิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ เพราะเหตุนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ การ เปล่งวาจาของผู้นั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวิตกและวิจารเป็นวจีสังขาร วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ เพราะเหตุนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานที่มีอาโปกสิณ ฯลฯ มีเตโชกสิณ ฯลฯ มีวาโยกสิณ ฯลฯ มีนีลกสิณ ฯลฯ มีปีตกสิณ ฯลฯ มีโลหิตกสิณ ฯลฯ มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้นั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวาจามีวิตกเป็นสมุฏฐาน วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. หากพระผู้มีพระภาคตรัสว่าวาจามีวิตกเป็นสมุฏฐาน วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวาจามีวิตกเป็นสมุฏฐาน วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ เพราะเหตุนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวาจามีสัญญาเป็นสมุฏฐาน สัญญาของผู้เข้า ทุติยฌานมีอยู่ วิตกและวิจารของผู้นั้นจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระผู้พระภาคตรัสว่าวาจามีวิตกเป็นสมุฏฐาน วิตกและวิจารของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่ เพราะเหตุนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวาจามีสัญญาเป็นสมุฏฐาน สัญญาของผู้เข้า ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน ฯลฯ อากาสานัญจายตนะ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนะฯลฯ อากิญจัญญายตนะ มีอยู่ วิตกและวิจารของผู้นั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๓๓

สก. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระสูตรที่ว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป” มีอยู่จริงท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. พระสูตรที่ว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป” มีอยู่จริง เพราะเหตุนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๖๓/๒๘๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๐๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. พระสูตรที่ว่า “วิตกและวิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป” มีอยู่จริง เพราะเหตุนั้น วิตกและวิจารของผู้นั้นจึงมีอยู่ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสูตรที่ว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป” มีอยู่จริง เพราะเหตุนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนะดับไป อากาสานัญจา-ยตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนะดับไป วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนะดับไป อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานา- สัญญายตนะดับไป สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธดับไป” มีอยู่จริงเพราะเหตุนั้น สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นจึงมีอยู่ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เสียงพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน เพราะเหตุนั้นท่านจึงควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน เพราะเหตุนั้นการเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานจึงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๖๓/๒๘๙ @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๗๒/๑๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๐๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าวิตกและวิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อทุติยฌาน ฯลฯ ตรัสว่าปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อตติยฌาน ตรัสว่าลมอัสสาสะปัสสาสะเป็นปฏิปักษ์ต่อจตุตถฌาน ตรัสว่ารูปสัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าอากาสานัญจายตนะ ตรัสว่าอากาสานัญจายตนสัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าวิญญาณัญจายตนะ ตรัสว่า วิญญาณัญจายตนสัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าอากิญจัญญายตนะ ตรัสว่า อากิญจัญญายตนสัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ตรัสว่าสัญญาและเวทนาเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “อานนท์ สาวกชื่อว่าอภิภูของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลกได้ประกาศให้หมื่นจักรวาลทราบด้วยเสียงว่า “ท่านทั้งหลายจงปรารภความเพียร จงทำความเพียรอย่าหยุดยั้ง จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดกองทัพแห่งมัจจุ เหมือนช้างกำจัดเรือนต้นอ้อ ฉะนั้น ผู้ที่ไม่ประมาทอยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ละการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานจึงมีอยู่ วจีเภทกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๘๕/๒๕๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๐๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาวจีเภทกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจา

บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการเปล่งวาจา.

ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิคือความเห็นผิด ดุจนิกายทั้งหลายมีกายปุพพเสลิยะเป็นต้น ในขณะนี้ว่า เมื่อบุคคลเข้าปฐมฌานในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคเกิด เขาย่อมเปล่งวาจาว่า ทุกข์ ดังนี้สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ.

ถูกถามหมายเอาภพทั้ง ๓ ด้วยคำว่า ในภพทั้งปวงอีก ปรวาทีปฏิเสธหมายเอาอรูปภพ.

ถูกถามถึงกาลด้วยคำว่า ในกาลทั้งปวง ปรวาทีปฏิเสธโดยหมายเอากาลเป็นที่เข้าฌานทั้งปวงอื่นนอกจากการเข้าฌานอันประกอบด้วยปฐมฌานในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค.

ถูกถามด้วยคำว่า ของผู้เข้าฌานทั้งปวง ปรวาทีปฏิเสธหมายเอาผู้เข้าโลกียสมาบัติ.

ถูกถามว่า ในสมาบัติทั้งปวงหรือ? ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาโลกุตตรอันสัมปยุตด้วยทุติยฌาน และโลกิยสมาบัติทั้งปวง ฯ

คำว่า การไหวกาย ได้แก่ กายวิญญัติคือการเคลื่อนไหวทางกาย อันเป็นไปด้วยสามารถแห่งอิริยาบถทั้งหลายมีการก้าวไปข้างหน้า เป็นต้น. สกวาทีนั้นย่อมถามเพื่อท้วงด้วยคำว่า จิตเหล่าใด ย่อมยังวจีวิญญัติให้เกิดขึ้น จิตเหล่านั้นนั่นแหละย่อมยังกายวิญญัติให้เกิดขึ้นเช่นกัน ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ เพราะเหตุไร แม้การไหวกายจึงไม่มี. ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วยด้วยสามารถแห่งลัทธิ.

บัดนี้ ท่านกล่าวปัญหาทั้งหลายมีคำว่า เมื่อรู้ว่าทุกข์เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าบุคคลนั้นย่อมกล่าววาจาในขณะแห่งมรรคว่า ทุกข์ ดังนี้ไซร้เขาก็พึงกล่าวแม้ซึ่งคำว่า สมุทัยเป็นต้น หรือว่าถ้าเขาย่อมไม่กล่าวคำนั้นไซร้ เขาก็ไม่พึงกล่าวคำแม้นอกนี้ ดังนี้ฝ่ายปรวาทีตอบรับรองด้วย ตอบปฏิเสธด้วย ด้วยสามารถแห่งลัทธิของตน.

จริงอยู่ ลัทธิของเขาว่า บุคคลเข้าโลกุตตรปฐมฌานแล้วย่อมเห็นแจ้งซึ่งทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ดังนี้.

คำว่า ญาณ ได้แก่ สัจจญาณ ๔ อันเป็นโลกุตตระ.

คำว่า โสตํ ท่านประสงค์เอาโสตวิญญาณ. อธิบายว่า ย่อมฟังเสียงนั้นด้วยจิตใด.

คำว่า การประชุมแห่งผัสสะทั้ง ๒ ได้แก่ แห่งโสตสัมผัสและมโนสัมผัส.

ข้อว่า ก็ต้องไม่กล่าวว่า อธิบายว่า ถ้าว่าการเปล่งวาจามีแก่ผู้เข้าฌานอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจามีแก่ผู้เข้าฌานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย. คำที่เหลือในที่นี้ พร้อมทั้งการชำระพระสูตรมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

อนึ่ง พระสูตรที่ปรวาทีนำมาในที่สุดแห่งปัญหาว่า ดูก่อนอานนท์ สาวกชื่อว่าอภิภู ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ได้ประกาศกะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้น จงบากบั่น จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาของพระยามัจจุราช ฯลฯ

ในพระสูตรนั้น การเปล่งวาจานั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยจิตแห่งสมาบัติใด แม้กายเภทคือการไหวกายก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยจิตแห่งสมาบัตินั้นนั่นแหละ แต่จิตที่ทำให้วจีวิญญัติและกายวิญญัติเกิดนั้น ไม่ใช่ปฐมฌานจิตที่เป็นโลกุตตระ เพราะฉะนั้น พระสูตรที่ปรวาทีนำมานั้นจึงไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนี้แล.

อรรถกถาวจีเภทกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา