อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๗

สุทธิกสังสันทนา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗–๒๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สุทธิกสังสันทนา

ข้อ ๑๗

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๑๗.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๑๗.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถ-ปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ-*ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่นดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิ-*กัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ

ข้อ ๑๘

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เวทนา จ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๑๘.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๑๘.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนา โดยสัจฉิ-*กัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่นบุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่นดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ผิด ฯลฯ

ข้อ ๑๙

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน จกฺขายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ โสตายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สทฺทายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ คนฺธายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รสายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มนายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูปายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัททายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นคันธายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรสายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ

ข้อ ๒๐

จกฺขุธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ โสตธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหาธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สทฺทธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ คนฺธธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รสธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โสตวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ

... ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหาธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูปธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัททธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นคันธธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรสธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหาวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโนธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโน-*วิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมธาตุ ฯลฯ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ

ข้อ ๒๑

จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ โสตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ กายินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มนินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สุขินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ทุกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สทฺทินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ วิริยินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๑.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐ- ปรมฏฺเฐน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๒๑.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐ- ปรมฏฺเฐนาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ

... ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นฆานินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นกายินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นชีวิตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอิตถิน-*ทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นปุริสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสุขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นทุกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอุเปกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัทธินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิริยินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสมาธินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นปัญญินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ป. ถูกแล้ว ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตา-*วินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตา-*วินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ

ข้อ ๒๒

ปุคฺคโล นูปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๒.๑} อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๒๒.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน รูปญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๒๒.๓} ปุคฺคโล นูปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน เวทนา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สญฺญา จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ สงฺขารา จ อุปลพฺภนฺติ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๒.๔} อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๒๒.๕} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน วิญฺญาณญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ วิญฺญาณํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ

ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มี@ อํ. จตุกฺก หน้า ๑๒๕ ข้อ ๙๖, อภิ. ป. หน้า ๑๓๖ ข้อ ๑๐ พระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิ-*กัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่ารูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่าพึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ผิด ฯลฯ ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นเวทนา ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ

ข้อ ๒๓

ปุคฺคโล นูปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน จกฺขายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ โสตายตนญฺจ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมายตนญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ

ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นธัมมายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ

ข้อ ๒๔

.. จกฺขุธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ กายธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ รูปธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ จกฺขุวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณธาตุ จ อุปลพฺภติ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ จ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ

... ท่านก็หยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นกายธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นรูปธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นโผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นจักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นธัมมาธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ

ข้อ ๒๕

.. จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ โสตินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน ฯเปฯ ปุคฺคโล นูปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๒๕.๑} อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ หญฺจิ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๒๕.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ สุทฺธิกสํสนฺทนา ฯ

... และท่านก็หยั่งเห็นจักขุนทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นโสตินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัตฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่นบุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่นก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพ-*เจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลอื่นก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ สุทธิกสังสันทนา จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ๕. สุทธิกสังสันทนะ การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรมล้วนๆ

ข้อ ๑๗

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐ-ปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

ข้อ ๑๘

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้เวทนาได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงตอนที่ว่าด้วยการซักถามถึงการเปรียบเทียบบุคคลกับสภาวธรรมแต่ละอย่างในสภาวธรรม ๕๗@ประการ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๗/๑๓๘-๑๓๙) @ เพราะมีความเห็นว่า ถ้าตอบรับก็จะขัดกับลัทธิของตนที่ว่ามีสภาพบางอย่างที่เป็นบุคคลซึ่งถือว่าเหมือน@กับรูปก็มิใช่ ต่างกับรูปก็มิใช่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๗/๑๓๘-๑๓๙, อภิ.มูลฏีกา ๓/๑๗-๒๗/๖๑-๖๒,@อภิ.อนุฏีกา ๓/๑๗-๒๗/๘๕-๘๖) และขัดกับพระสูตรที่ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหาในเรื่องนี้@(สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๔๑๖/๔๘๔-๔๘๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐ-ปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่าวิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

ข้อ ๑๙

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูปายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัททายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้คันธายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รสายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มนายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

ข้อ ๒๐

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุธาตุได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหาธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รูปธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัททธาตุฯลฯ ดุจหยั่งรู้คันธธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้รสธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ฆานวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหาวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มโนธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

ข้อ ๒๑

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้จักขุนทรีย์ได้โดย สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ฆานินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชิวหินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้กายินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้มนินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ชีวิตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อิตถินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ปุริสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สุขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ทุกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้โทมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สัทธินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้วิริยินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้สมาธินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้ปัญญินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งรู้อัญญินทรีย์ ฯลฯ สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”คำนั้นของท่านผิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจหยั่งรู้อัญญาตา-วินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

ข้อ ๒๒

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และ ท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้ หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และท่านหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่าพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”คำนั้นของท่านผิด @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙๖/๑๔๕, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๗๓/๒๐๕@ ความข้อนี้แปลต่างกับข้อ ๑๗-๒๑ หน้า ๑๖-๑๘ เพราะข้อความข้างหน้าใช้ในความหมายเปรียบเทียบ@ความเหมือน ส่วนในที่นี้ใช้ในความหมายเปรียบเทียบความแตกต่าง @ เพราะมีความเห็นว่า ปัญหานี้เกี่ยวกับความเหมือนและความต่างระหว่างสมมติ(บุคคล) กับปรมัตถ์ (รูป)@ซึ่งเป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ แต่ต่างกับเหตุผลที่ฝ่ายปรวาทียกขึ้นมาอ้าง@(ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๗ หน้า ๑๖ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๗/๑๓๙, อภิ.มูลฏีกา ๒/๑๗-๒๗/๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้รูปได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

ข้อ ๒๓

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้เวทนา ฯลฯ หยั่งรู้สัญญา ฯลฯ หยั่งรู้สังขาร ฯลฯ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้ หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และท่านหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู’่ และข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’และข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้วิญญาณได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า วิญญาณกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

ข้อ ๒๔

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่”และท่านหยั่งรู้จักขายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้โสตายตนะ ฯลฯ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้ธัมมายตนะได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

ข้อ ๒๕

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขุธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้กายธาตุฯลฯ หยั่งรู้รูปธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้โผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ หยั่งรู้ธัมมธาตุได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

ข้อ ๒๖

ปร. ท่านหยั่งรู้จักขุนทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้โสตินทรีย์ ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ หยั่งรู้อัญญินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ฯลฯ

ข้อ ๒๗

ปร. ท่านหยั่งรู้บุคคลไม่ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา หากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า“อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่าอัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ และข้าพเจ้าหยั่งรู้อัญญาตาวินทรีย์ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า อัญญาตาวินทรีย์กับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ สุทธิกสังสันทนะ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสุทธิกสังสันทนา ว่าด้วยการเทียบเคียงสุทธิกะ

บัดนี้ เป็นการเทียบเคียงสัจฉิกัตถะกับรูปเป็นต้น.

ในคำเหล่านั้น คำว่า รูป เป็นคำถามของสกวาที โดยหมายเอาด้วยคำว่า ท่านหยั่งเห็นรูปได้โดยปรมัตถะฉันใด แม้บุคคลท่านก็หยั่งเห็นตามลัทธิของท่านฉันนั้นหรือ ดังนี้.

คำรับรองถือเอาเพียงคำว่า บุคคลมีอยู่ ดังนี้ เป็นของปรวาที.

การซักถามของสกวาทีว่า ถ้าว่าบุคคลมีอยู่จากรูปปรมัตถะราวกะรูปตามลัทธิของท่านไซร้ ความเป็นอย่างอื่น คือการเกิดดับ แม้แห่งบุคคลก็ย่อมปรากฏราวกะธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ดังนี้

การปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะเห็นผิดจากพระสูตรที่เป็นลัทธิ.

คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วโดยอรรถนั่นเทียว.

ก็ในที่นี้เมื่อว่าโดยธรรม ท่านแสดงอนุโลมปัญจกะ ๕๗ ประเภท ในอนุโลมปัญจกะที่เป็นมูลในฝ่ายสกวาที ด้วยสามารถแห่งสัจฉิกัตถปรมัตถะ ๕๗ ประเภท ฯ หมวด ๔ แห่งปฏิกัมมะ ท่านย่อไว้. และท่านแสดงปฏิโลมปัญจกะ ๕๗ ประเภท ในอนุโลมแห่งปัจจนิกแม้อันเป็นมูลฝ่ายปรวาทีอีก. หมวด ๔ แห่งปฏิกัมมะเป็นต้น ท่านย่อไว้.

คำซักถามของปรวาทีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเป็นต้น เพื่อแสดงถึงความที่บุคคลเป็นของมีอยู่ ด้วยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้แล้วด้วย ซึ่งความที่รูปเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ด้วยสามารถแห่งสัจฉิกัตถะและปรมัตถะด้วย แล้วจึงให้สกวาทีรับรองซึ่งความเป็นอย่างอื่น คนละอย่างแห่งธรรมทั้ง ๒.

คำปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะความที่ปัญหาอันมีอรรถอย่างเดียวกันและมีอรรถต่างกันแห่งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะทั้งหลาย ควรงดตอบ.

คำที่เหลือแม้ในที่นี้ก็ปรากฏชัดเจนแล้วโดยอรรถทั้งนั้น ดังนี้แล.

อรรถกถาสุทธิกสังสันทนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา