อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๔๐๐

ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๐๐–๑๔๐๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ทฺวีหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา

ข้อ ๑๔๐๐

มคฺคสมงฺคี ทฺวีหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี ทฺวีหิ ผสฺเสหิ ทฺวีหิ เวทนาหิ ทฺวีหิ สญฺญาหิ ทฺวีหิ เจตนาหิ ทฺวีหิ จิตฺเตหิ ทฺวีหิ สทฺธาหิ ทฺวีหิ วิริเยหิ ทฺวีหิ สตีหิ ทฺวีหิ สมาธีหิ ทฺวีหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒อย่าง หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ อย่างด้วยเวทนา ๒ อย่าง ด้วยสัญญา ๒ อย่าง ด้วยเจตนา ๒ อย่าง ด้วยจิต ๒ อย่าง ด้วยศรัทธา ๒ อย่าง ด้วยวิริยะ ๒ อย่าง ด้วยสติ ๒อย่าง ด้วยสมาธิ ๒ อย่าง ด้วยปัญญา ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๐๑

มคฺคสมงฺคี โลกิเยน สีเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน ผสฺเสน โลกิยาย เวทนาย โลกิยาย สญฺญาย โลกิยาย เจตนาย โลกิเยน จิตฺเตน โลกิยาย สทฺธาย โลกิเยน วิริเยน โลกิยาย สติยา โลกิเยน สมาธินา โลกิยาย ปญฺญาย สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันเป็นโลกิยะหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะอันเป็นโลกิยะ ด้วยเวทนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยสัญญาอันเป็นโลกิยะ ด้วยเจตนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยจิตอันเป็นโลกิยะ ด้วยศรัทธาอันเป็นโลกิยะด้วยวิริยะอันเป็นโลกิยะ ด้วยสติอันเป็นโลกิยะ ด้วยสมาธิอันเป็นโลกิยะ ด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๐๒

มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สีเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ ผสฺเสน สมนฺนาคโต ฯเปฯ โลกิยาย จ โลกุตฺตราย จ ปญฺญาย สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน สีเลน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี ปุถุชฺชโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ประกอบด้วยศีลอันเป็นโลกิยะหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นปุถุชน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๐๓

มคฺคสมงฺคี โลกิยาย สมฺมาวาจาย สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิยาย สมฺมาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสมงฺคี โลกิยาย สมฺมาวาจาย สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน สมฺมาสงฺกปฺเปน ฯเปฯ โลกิเยน สมฺมาวายาเมน ฯเปฯ โลกิยาย สมฺมาสติยา ฯเปฯ โลกิเยน สมฺมาสมาธินา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน สมฺมากมฺมนฺเตน ฯเปฯ โลกิเยน สมฺมาอาชีเวน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิยาย สมฺมาทิฏฺฐิยา ฯเปฯ โลกิเยน สมฺมาสมาธินา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วย สัมมาสติอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาอาชีวะอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๐๔

มคฺคสมงฺคี โลกิยาย จ โลกุตฺตราย จ สมฺมาวาจาย สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิยาย จ โลกุตฺตราย จ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสมงฺคี โลกิยาย จ โลกุตฺตราย จ สมฺมาวาจาย สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาสงฺกปฺเปน ฯเปฯ โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาวายาเมน ฯเปฯ โลกิยาย จ โลกุตฺตราย จ สมฺมาสติยา ฯเปฯ โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาสมาธินา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมากมฺมนฺเตน ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสติทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ฯลฯ

ข้อ ๑๔๐๕

มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาอาชีเวน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิยาย จ โลกุตฺตราย จ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาอาชีเวน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคสมงฺคี โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาสงฺกปฺเปน ฯเปฯ โลกิเยน จ โลกุตฺตเรน จ สมฺมาสมาธินา สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๔๐๖

น วตฺตพฺพํ มคฺคสมงฺคี ทฺวีหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิเย สีเล นิรุทฺเธ มคฺโค อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุสฺสีโล ขณฺฑสีโล ฉิทฺทสีโล มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ มคฺคสมงฺคี ทฺวีหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ ทฺวีหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติกถา ฯ ------------

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว มรรคจึงเกิดขึ้นหรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลขาด มีศีลทะลุ ยังมรรคให้เกิดได้หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง นะสิ ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) ว่าด้วยศีล ๒ อย่าง

ข้อ ๕๘๗

สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีล ๒ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยผัสสะ ๒ เวทนา ๒ สัญญา ๒ เจตนา ๒ จิต ๒ สัทธา ๒ สติ ๒ สมาธิ ๒ ปัญญา ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยโลกิยศีลใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๘๗/๒๕๓) @ เพราะมีความเห็นว่า ในขณะที่บรรลุมรรค โลกิยศีลสามารถเกิดร่วมกับโลกุตตรศีลได้ ซึ่งต่างกับความ@เห็นของสกวาทีที่เห็นว่า โลกุตตรศีลเท่านั้นเกิดขึ้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๘๗/๒๕๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๔๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค] ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยผัสสะที่เป็นโลกิยะ เวทนาที่เป็นโลกิยะ สัญญาที่เป็นโลกิยะ เจตนาที่เป็นโลกิยะ จิตที่เป็นโลกิยะสัทธาที่เป็นโลกิยะ วิริยะที่เป็นโลกิยะ สติที่เป็นโลกิยะ สมาธิที่เป็นโลกิยะปัญญาที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีลที่เป็นโลกิยะและ โลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยผัสสะที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยปัญญาที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีลที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นปุถุชนใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๘๘

สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาวาจาที่เป็น โลกิยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาวาจาที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๔๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค] ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาสังกัปปะที่เป็น โลกิยะ ฯลฯ สัมมาวายามะที่เป็นโลกิยะ ฯลฯ สัมมาสติที่เป็นโลกิยะ ฯลฯ สัมมาสมาธิที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมากัมมันตะที่เป็น โลกิยะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะฯลฯ สัมมาสมาธิที่เป็นโลกิยะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาวาจาที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาวาจาที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาสังกัปปะที่เป็น โลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ สัมมาวายามะที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ สัมมาสติที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ สัมมาสมาธิที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค] ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมากัมมันตะที่เป็น โลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ สัมมาอาชีวะที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาอาชีวะที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัมมาสังกัปปะที่เป็น โลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ สัมมาสมาธิที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๘๙

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค เป็นผู้บริบูรณ์ ด้วยศีล ๒” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เมื่อโลกิยศีลดับไปแล้ว มรรคจึงเกิดขึ้นใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลขาด มีศีลทะลุ เจริญมรรคได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคจึงเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีล ๒ ทวีหิสีเลหิกถา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๔๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยศีล ๒

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง บุคคลผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง.

ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายนั่นแหละว่า บุคคลผู้มีศีลย่อมให้โลกุตตรมรรคเกิดด้วยโลกียศีลได้พระพระบาลีว่า นรชนผู้มีศีล ตั้งอยู่เฉพาะแล้วในศีล ดังนี้เป็นต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่างคือด้วยโลกียศีลที่เกิดก่อนและโลกุตตรศีลที่ในขณะแห่งมรรค ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค หมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ อย่างเป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าบุคคลนั้นประกอบด้วยศีล ๒ คือโลกียศีลและโลกุตตรศีลในขณะเดียวกันได้ไซร้ เขาผู้นั้นก็พึงเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างละ ๒ มีผัสสะ ๒ เป็นต้นได้ ดังนี้.

ปรวาทีเมื่อไม่เห็นนัยอันมีอย่างนั้นเป็นรูป จึงตอบปฏิเสธ.

ในปัญหาว่า เป็นผู้ประกอบด้วยศีลทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ปรวาทีจึงตอบรับรองหมายเอาโลกียศีลที่สมาทานแล้วในกาลก่อน และโลกุตตรศีลอันมีสัมมาวาจาเป็นต้น ที่เกิดขึ้นในขณะแห่งมรรค.

คำถามว่า เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว เป็นของปรวาที คำตอบรับรองของสกวาทีหมายเอาความดับ คือการดับในขณะ คือภังคขณะ ปรวาทีนั้น เมื่อกำหนดคำว่าศีลดับนั้นคล้ายกับมีการล่วงศีลอีก จึงถามว่า บุคคลผู้ทุศีล เป็นต้น.

อนึ่ง การตั้งลัทธิของปรวาทีนั้นย่อมแสดงซึ่งความที่บุคคลเป็นผู้มีศีลไม่ขาดมาก่อนเท่านั้น ไม่ได้แสดงซึ่งความที่บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง เพราะฉะนั้น ลัทธินั้นจึงตั้งอยู่ไม่ได้แล.

อรรถกถาทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา