ปัญญัตตานุโยค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ปัญญัตตานุโยค
รูปธาตุยา รูปี ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ กามธาตุยา กามี ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปธาตุยา รูปิโน สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ กามธาตุยา กามิโน สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูปธาตุยา อรูปี ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ กามธาตุยา กามี ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรูปธาตุยา อรูปิโน สตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ กามธาตุยา กามิโน สตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปธาตุยา รูปี ปุคฺคโล อรูปธาตุยา อรูปี ปุคฺคโล อตฺถิ จ โกจิ รูปธาตุยา จุโต อรูปธาตุํ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปี ปุคฺคโล อุจฺฉินฺโน อรูปี ปุคฺคโล ชาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุและมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลมีรูป ขาดสูญไปแล้ว บุคคลไม่มีรูป เกิดขึ้นใหม่ หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปธาตุยา รูปิโน สตฺตา อรูปธาตุยา อรูปิโน สตฺตา อตฺถิ จ โกจิ รูปธาตุยา จุโต อรูปธาตุํ อุปปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปี สตฺโต อุจฺฉินฺโน อรูปี สตฺโต ชาโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัตว์มีรูป ขาดสูญไปแล้ว สัตว์ไม่มีรูปเกิดขึ้นใหม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๗๔.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ มิจฺฉา {๗๔.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล โน จ วตฺตพฺเพ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ มิจฺฉา ฯเปฯ
ส. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคลบัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากันเหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือกายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่าพึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ
กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโนติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ {๗๕.๑} อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ หญฺจิ กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน เตน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา {๗๕.๒} โน เจ ปน วตฺตพฺเพ อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ โน วต เร วตฺตพฺเพ กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโนติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข กาโยติ วา สรีรนฺติ วา สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สภาเค ตชฺชาเต วุตฺตํ ภควตา อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน โน จ วตฺตพฺเพ อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ มิจฺฉา ฯเปฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ปญฺญตฺตานุโยโค ฯ
ป. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากันเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าบัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดีรวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากันเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกายบัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ ปัญญัตตานุโยค จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงบัญญัติ
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นบุคคลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ผู้มีรูปเป็นนามบัญญัติที่ได้มาเพราะเกี่ยวข้องกับรูปภูมิ และรูปกายเป็นสิ่งที่มีปรากฏ@จริงในรูปภูมิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑-๖๖/๑๔๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นบุคคลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นบุคคล ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นบุคคล และบางคนจุติจากรูปธาตุแล้วเข้าถึงอรูปธาตุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้มีรูปขาดสูญ บุคคลผู้ไม่มีรูปเกิดได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นสัตว์ ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นสัตว์ และบาง คนจุติจากรูปธาตุแล้วเข้าถึงอรูปธาตุมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ผู้มีกามเป็นนามบัญญัติที่มิใช่ได้มาเพราะเกี่ยวข้องกับกามภูมิ แต่เป็นบัญญัติที่ได้มา@เพราะเกี่ยวข้องกับกิเลสกาม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑-๖๖/๑๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. สัตว์มีรูปขาดสูญ สัตว์ไม่มีรูปเกิดได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มี ความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มี ความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่ากาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระหรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากันมีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน แต่ไม่ยอมรับว่า ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกันมีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กายโดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากันมีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน แต่ไม่ยอมรับว่า ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ
ปร. เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มี ความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้ เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่ากาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน”ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่ากายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกันมีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่าเมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กายโดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากันมีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’แต่ไม่ยอมรับว่า กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด (ย่อ)ปัญญัตตานุโยคะ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปัญญัตตานุโยค ว่าด้วยการซักถามเรื่องบัญญัติ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการซักถามบัญญัติ.
จริงอยู่ ปุคคลวาทีบุคคล ย่อมบัญญัติบุคคลมีรูปด้วยรูปธาตุ โดยทำนองเดียวกัน ย่อมบัญญัติบุคคลไม่มีด้วยอรูปธาตุ. คำถามแม้ทั้งปวงของพระสกวาทีก็เพื่อมุ่งทำลายลัทธิของปุคคลวาทีบุคคลนั้น.
คำตอบรับรองด้วย คำปฏิเสธด้วยเป็นของพระปรวาที ครั้นเมื่อสกวาทีถามว่า บุคคลชื่อว่ามีรูปเป็นต้น ปรวาทีก็ตอบรับรอง เพราะสภาพแห่งรูปกายและบัญญัติเช่นนั้น มีอยู่. ครั้นเมื่อคำว่า มีกาม อันสกวาทีถามแล้ว ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะสภาพแห่งวีตราคะและบัญญัติเช่นนั้นไม่มีอยู่.
แม้เมื่อสกวาทีกล่าวถามว่า สัตว์ชื่อว่าไม่มีรูป ปรวาทีตอบรับรอง เพราะสภาพแห่งอรูปขันธ์และบัญญัติเช่นนั้นเป็นสภาพมีอยู่.
คำว่า สัตว์ ในนัยแม้ทั้ง ๒ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งคำเป็นไวพจน์ของบุคคล.
บัดนี้ ท่านปรารถนาคำว่า กายเป็นอย่างอื่น บุคคลก็เป็นอย่างอื่น ในพระบาลีที่มาแล้วว่า กาเย กายานุปสฺสี แปลว่า พิจารณาเห็นกายในกาย ดังนี้ เพราะฉะนั้น เพื่อจะทำลายลัทธิอันนั้น สกวาทีจึงถามว่า บัญญัติว่ากาย หรือว่าสรีระ เป็นต้น.
ในคำเหล่านั้น คำว่า รวมเพ่งถึงกาย อธิบายว่า ข้าพเจ้าถามถึงกายอันเป็นฆนะ อันสัตว์ยึดถือไว้ อันน้อมไปสู่ความเป็นเอกีภาพ อันไม่พึงจำแนก.
คำว่า เอเส เส ได้แก่ เอโส โสเยว แปลว่า บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็เป็นอย่างเดียวกันนั่นแหละ พระบาลีว่า เอเส เอเส ดังนี้บ้าง แปลว่า บัญญัติศัพท์เหล่านั้นๆ.
อธิบายว่า บัญญัติศัพท์เหล่านั้นนั่นแหละ.
คำว่า มีอรรถอันเดียวกัน ได้แก่ อรรถอย่างเดียวกัน.
คำว่า เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน ในที่นี้ต่างกันแต่เพียงถ้อยคำเท่านั้น.
ก็เมื่อว่าโดยอรรถแล้ว สกวาทีย่อมถามว่า กายก็อันนั้นนั่นแหละ ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นความแตกต่างกัน จึงตอบรับรองว่า ใช่. แม้ในคำถามว่าบุคคล หรือว่าชีพ ก็นัยนี้นั่นเทียว.
อนึ่ง ถูกสกวาทีถามว่า กายเป็นอื่น ปรวาทีก็ตอบรับรอง เพราะทำกายานุปัสสนาให้เป็นลัทธิอย่างนี้. เมื่อถูกถามว่า ชีพเป็นอื่น ปรวาทีเมื่อไม่อาจปฏิเสธพระสูตรที่ยึดถือไว้สำหรับกล่าว จึงปฏิเสธ.
คำว่า จงรับรู้นิคคหะ เป็นต้นข้างหน้าแต่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
ในฝ่ายปรวาที ท่านถามว่า กายเป็นอย่างอื่น บุคคลก็เป็นอย่างอื่นหรือ สกวาทีปฏิเสธ เพราะความเป็นปัญหาที่ควรงดเว้น. ปรวาทีจึงทำปฏิกรรม คือการทำนิคคหะตอบแก่สกวาทีด้วยสามารถแห่งเลศนัย. แม้คำนั้นก็มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
อรรถกถาปัญญัตตานุโยค จบ. -----------------------------------------------------