กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กุสลากุสลปฏิสนฺทหนกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๔ กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา
อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา อกุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว กุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลํ น วตฺตพฺพํ ยา อกุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว กุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กุสลํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลนฺติ ฯ
สกวาที กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กุศลมูล สืบต่ออกุศลมูล
อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ อโยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ อโยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ กุสลํ โยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กุสลํ โยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลนฺติ ฯ
ส. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อกุศลย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ก็ต้องไม่กล่าวว่ากุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ ดังนี้
อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กามสญฺญาย อนนฺตรา เนกฺขมฺมสญฺญา อุปฺปชฺชติ พฺยาปาทสญฺญาย อนนฺตรา อพฺยาปาทสญฺญา อุปฺปชฺชติ วิหึสาสญฺญาย อนนฺตรา อวิหึสาสญฺญา อุปฺปชฺชติ พฺยาปาทสฺส อนนฺตรา เมตฺตา อุปฺปชฺชติ วิหึสาย อนนฺตรา กรุณา อุปฺปชฺชติ อรติยา อนนฺตรา มุทิตา อุปฺปชฺชติ ปฏิฆสฺส อนนฺตรา อุเปกฺขา อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กุศลมูลย่อมสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เนกขัมมสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกามสัญญา อัพยาปาทสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำแห่งวิหงสา-สัญญา เมตตาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งพยาบาท กรุณาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งวิหิงสา มุทิตาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอรติ อุเบกขาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งปฏิฆะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยา กุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว อกุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลํ น วตฺตพฺพํ ยา กุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ สาว อกุสลสฺส อุปฺปาทาย อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ อนาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อกุสลํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อกุสลํ อาวชฺชนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ
ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึกฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลมูล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อกุศลมูลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าอกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้
กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ โยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ โยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อกุสลํ อโยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อกุสลํ อโยนิโส มนสิกโรโต อุปฺปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ
ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อกุศลเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายก็ต้องไม่กล่าวว่า อกุศลมูล ย่อมสืบต่อกุศลมูลได้ ดังนี้
กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เนกฺขมฺมสญฺญาย อนนฺตรา กามสญฺญา อุปฺปชฺชติ อพฺยาปาท- สญฺญาย อนนฺตรา พฺยาปาทสญฺญา อุปฺปชฺชติ อวิหึสาสญฺญาย อนนฺตรา วิหึสาสญฺญา อุปฺปชฺชติ เมตฺตาย อนนฺตรา พฺยาปาโท อุปฺปชฺชติ กรุณาย อนนฺตรา วิหึสา อุปฺปชฺชติ มุทิตาย อนนฺตรา อรติ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย อนนฺตรา ปฏิฆํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อกุศลมูล สืบต่อกุศลมูลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กามสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งเนกขัมมสัญญา พยาปาทสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอัพยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอวิหิงสาสัญญา พยาบาทเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งเมตตา วิหิงสาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกรุณา อรติเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งมุทิตา ปฏิฆะเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอุเบกขา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลํ กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ยสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ รชฺชติ ตสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ วิรชฺชติ ยสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ วิรชฺชติ ตสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ รชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ยสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ รชฺชติ ตสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ วิรชฺชติ ยสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ วิรชฺชติ ตสฺมึเยว วตฺถุสฺมึ รชฺชติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อกุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ กุสลมูลํ กุสลมูลํ ปฏิสนฺทหติ อกุสลมูลนฺติ ฯ กุสลากุสลปฏิสนฺทหนกถา ฯ ------------------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. จิตกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ก็คลายกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า จิตกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็คลายกำหนัดในวัตถุนั้นเทียวคลายกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา (๑๓๖) ๑๔. จุททสมวรรค ๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา (๑๓๖) ว่าด้วยความสืบต่อแห่งกุศลและอกุศล
สก. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลนั้นก็เพื่อ ความเกิดขึ้นแห่งกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลนั้นก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กุศลเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้” @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๘๖-๖๙๐/๒๗๓) @ เพราะมีความเห็นว่า กุศลและอกุศลสามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องกันได้ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า@กุศลและอกุศลไม่สามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องกันได้ จะต้องมีสภาวธรรมอื่นหรือกาลเวลามาคั่น จึงจะเกิดขึ้นได้@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๘๖-๖๙๐/๒๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา (๑๓๖)
สก. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยไม่แยบคายใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยไม่แยบคายใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยแยบคายมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยแยบคาย ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้” สก. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เนกขัมมสัญญาเกิดขึ้นในลำดับแห่งกามสัญญา อัพยาปาทสัญญาเกิดขึ้นในลำดับแห่งพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญาเกิดขึ้นในลำดับแห่งวิหิงสาสัญญาเมตตาเกิดขึ้นในลำดับแห่งพยาบาท กรุณาเกิดขึ้นในลำดับแห่งวิหิงสา มุทิตาเกิดขึ้นในลำดับแห่งอรติ อุเบกขาเกิดขึ้นในลำดับแห่งปฏิฆะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลนั้นก็เพื่อ ความเกิดขึ้นแห่งอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา (๑๓๖) สก. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึกถึง ฯลฯ ความตั้งใจ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลนั้นก็เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้”
สก. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยแยบคายใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยแยบคายใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการอยู่โดยไม่แยบคายมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้มนสิการโดยไม่แยบคาย ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้” สก. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๔. จุททสมวรรค] ๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา (๑๓๖) สก. กามสัญญาเกิดขึ้นในลำดับแห่งเนกขัมมสัญญา พยาปาทสัญญาเกิดขึ้น ในลำดับแห่งอัพยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญาเกิดขึ้นในลำดับแห่งอวิหิงสาสัญญาพยาบาทเกิดขึ้นในลำดับแห่งเมตตา วิหิงสาเกิดขึ้นในลำดับแห่งกรุณา อรติเกิดขึ้นในลำดับแห่งมุทิตา ปฏิฆะเกิดขึ้นในลำดับแห่งอุเบกขาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูลสืบต่อ กุศลมูลได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. จิตคลายกำหนัดในวัตถุที่ตนกำหนัด กำหนัดในวัตถุที่ตนคลายกำหนัด เท่านั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากจิตคลายกำหนัดในวัตถุที่ตนกำหนัด กำหนัดในวัตถุที่ตนคลายกำหนัด ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูลก็สืบต่อกุศลมูลได้”กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ว่าด้วยการสืบต่อของกุศลและอกุศล
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการสืบต่อกุศลและอกุศล.
ในเรื่องนั้น กุศลชื่อว่าเกิดขึ้นในลำดับแห่งอกุศล หรือว่าอกุศลชื่อว่าเกิดขึ้นในลำดับแห่งกุศล ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น การสืบต่อของกุศลและอกุศลเหล่านั้นจึงไม่ประกอบซึ่งกันและกัน คือไม่ปนกัน.
อนึ่ง ชนเหล่าใดถือลัทธิดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ความกำหนัดและความคลายกำหนัดมีในวัตถุเดียวกันนั่นแหละ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสืบต่อซึ่งกันและกัน ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำทั้ง ๒ คือ อาวชฺชนา คือความนึก ปณิธิ คือความตั้งใจ เป็นชื่อของอาวัชชนจิตนั่นแหละ.
จริงอยู่ ชื่อว่าอาวัชชา เพราะอรรถว่ายังภวังคจิตนั้นให้เคลื่อนไป. ชื่อว่าปณิธิ เพราะอรรถว่าย่อมดำรง คือตั้งจิตไว้ในอารมณ์อื่นนอกจากอารมณ์ของภวังค์.
คำว่า กุศลเกิดขึ้น ได้แก่ ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ความว่า สกวาทีย่อมถามด้วยคำว่า กุศลที่เกิดสืบต่อในลำดับแห่งอกุศลนั้นใด กุศลนั้นย่อมเกิดแก่ผู้ไม่นึกหรือ ฝ่ายปรวาที เมื่อไม่เห็นความเกิดขึ้นแห่งกุศลโดยเว้นจากการนึก จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า กุศลเกิดขึ้นได้แก่ผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายหรือ ดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า กุศลพึงเกิดในลำดับแห่งอกุศลไซร้ กุศลนั้นก็พึงเกิดเพราะมนสิการโดยอุบายอันไม่แยบคายด้วยอาวัชชนะของอกุศลทีเดียว ดังนี้.
คำที่เหลือในที่นี้พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ.
คำว่า ความกำหนัดในวัตถุใด ความคลายกำหนัดในวัตถุนั้น เป็นต้นนั้น ย่อมแสดงซึ่งความเกิดขึ้นแห่งจิตมีราคะและจิตที่ปราศจากราคะในอารมณ์อันเดียวกัน มิใช่แสดงซึ่งความที่กุศลและอกุศลมีในลำดับซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่ากุศลมีในลำดับอกุศล หรือว่าอกุศลมีในลำดับกุศล ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ. -----------------------------------------------------