สัญโญชนกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สญฺโญชนกถา
๑๘๓๘อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ กิญฺจิ สกฺกายทิฏฺฐึ อปฺปหาย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉํ อปฺปหาย ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาสํ อปฺปหาย ราคํ อปฺปหาย โทสํ อปฺปหาย โมหํ อปฺปหาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๘๓๙อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สราโค สโทโส สโมโห สมาโน สมกฺโข สปฬาโส สอุปายาโส สกิเลโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อรหา นีราโค นิทฺโทโส นิมฺโมโห นิมฺมาโน นิมฺมกฺโข นิปฺปฬาโส นิรุปายาโส นิกฺกิเลโสติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา นีราโค ฯเปฯ นิกฺกิเลโส โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ
๑๘๔๐น วตฺตพฺพํ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สพฺพํ พุทฺธวิสยํ ชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ สญฺโญชนกถา ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สัญโญชนกถา (๒๐๒) ว่าด้วยสังโยชน์
สก. พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโยคีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาส ฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะบางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๘๑/๓๑๕) @ เพราะมีความเห็นว่า พระอรหันต์ทั้งหลายไม่สามารถรู้พุทธวิสัย (สัพพัญญุตญาณ) ฉะนั้น จึงชื่อว่าละ@อวิชชาและวิจิกิจฉาได้ไม่หมด ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ต้องละ@สังโยชน์ได้ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับการรู้และการไม่รู้พุทธวิสัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๘๑/๓๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๑. เอกวีสติมวรรค] ๓. สัญโญชนกถา (๒๐๒) สก. พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ยังมีราคะ(ความกำหนัด) โทสะ(ความคิดประทุษร้าย) โมหะ(ความหลง) มานะ(ความถือตัว) มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) ปลาสะ(ความตีเสมอ) อุปายาส(ความคร่ำครวญ) กิเลส(สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง) อยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ มักขะ ปลาสะ อุปายาสกิเลส มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ไม่มีราคะ ฯลฯ ไม่มีกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้ว บรรลุอรหัตตผลมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระอรหันต์ย่อมรู้พุทธวิสัยได้ทั้งหมดใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลจึงมีอยู่สัญโญชนกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๑๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัญโญชนกถา ว่าด้วยสัญโญชน์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัญโญชน์.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า การบรรลุพระอรหันต์ไม่ละสัญโญชน์บางอย่างมีอยู่ โดยมีความสำคัญว่า พระอรหันต์ย่อมไม่รู้พุทธวิสัยทั้งปวง เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงว่าพระอรหันต์ละอวิชชาและวิจิกิจฉาไม่ได้ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำว่า การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่าพระอรหันต์ต้องละสัญโญชน์ได้ทั้งหมด.
ใน ๒ ปัญหาว่า พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวงหรือ สกวาทีทำการปฏิเสธ เพราะพระอรหันต์ไม่มีสัพพัญญุตญาณแต่ไม่ปฏิเสธว่าพระอรหันต์ไม่ละอวิชชาและวิจิกิจฉา. แต่ปรวาทีหมายเอาความที่พระอรหันต์ไม่รู้พุทธวิสัยว่าเป็นการไม่ละอวิชชาและวิจิกิจฉาทั้งหลายจึงได้ให้ลัทธิตั้งไว้ด้วยคำว่า ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วบรรลุอรหัตตผลก็มีอยู่นะสิ ดังนี้แต่ว่า ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะตั้งอยู่โดยไม่แยบคาย ดังนี้แล.
อรรถกถาสัญโญชนกถา จบ. -----------------------------------------------------