อปรินิปผันนกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อปรินิปฺผนฺนกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อปรินิปผันนกถา
รูปํ อปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ นานิจฺจํ น สงฺขตํ น ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ น ขยธมฺมํ น วยธมฺมํ น วิราคธมฺมํ น นิโรธธมฺมํ น วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ รูปํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ อปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ
สกวาที รูปเป็นอปรินิปผันนะ หรือ ปรวาที ถูกแล้ว ส. รูปมิใช่ของไม่เที่ยง มิใช่สังขตะ มิใช่ธรรมชาติที่อิงอาศัยเกิดขึ้น มิใช่ธรรมชาติมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความคลายไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความดับไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อิงอาศัยเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ดังนี้
ทุกฺขญฺเญว ปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา รูปํ อนิจฺจนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา รูปํ อนิจฺจํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ทุกฺขญฺเญว ปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ
ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ) รูปก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ)รูปก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ
เวทนา ฯเปฯ สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ ฯเปฯ จกฺขายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ ฯเปฯ จกฺขุธาตุ ฯเปฯ ธมฺมธาตุ ฯเปฯ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ จักขายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ ฯลฯ จักขุธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ จักขุนทรีย์ ฯลฯ
อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ นานิจฺจํ ฯเปฯ น วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ
ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อัญญาตาวินทรีย์ มิใช่ธรรมชาติที่ไม่เที่ยง ฯลฯ มิใช่ธรรมชาติที่มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อิงอาศัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ
ทุกฺขญฺเญว ปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อนิจฺจนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อนิจฺจํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ทุกฺขญฺเญว ปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ อปรินิปฺผนฺนกถา ฯ เตวีสติโม วคฺโค ฯ ตสฺส อุทฺทานํ เอกาธิปฺปาเยน เมถุโน ธมฺโม ปฏิเสวิตพฺโพ อรหนฺตานํ วณฺเณน อมนุสฺสา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺติ โพธิสตฺโต อิสฺสริยกามการิกาเหตุ วินิปาตํ คจฺฉติ คพฺภเสยฺยํ โอกฺกมติ ทุกฺกรการิกํ อกาสิ อปรนฺตปํ อกาสิ อญฺญํ สตฺถารํ อุทฺทิสิ อตฺถิ นราโค ราคปฏิรูปโก อตฺถิ นโทโส โทสปฏิรูปโก อตฺถิ นโมโห โมหปฏิรูปโก อตฺถิ นกิเลโส กิเลสปฏิรูปโก รูปํ อปรินิปฺผนฺนํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ นวํกตํ นิพฺพุติ เอกาธิปฺปาโย รูปํ อปรินิปฺผนฺนํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อปรินิปฺผนฺนนฺติ ฯ มหา นิยาโม อนุสยา นิคฺคโห ขุทฺทกปญฺจมา ปรปฺปวาท มทฺทนา สุตฺตมูล สมาหิตา อุชฺโชตนา สตฺถุสมเย กถาวตฺถุปฺปกรเณ ฯ ปญฺจตฺตึสภาณวารํ กถาวตฺถุปฺปกรณํ นิฏฺฐิตํ
ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ) อัญญา-ตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ)อัญญาตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะอปรินิปผันนกถา จบ วรรคที่ ๒๓ จบ ขุททกปัณณาสก์ จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อปรินิปผันนกถา (๒๒๖) ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ(มาจากเหตุ)
สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่ใช่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ใช่อิงอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ใช่มีความสิ้นไป ไม่ใช่มีความเสื่อมไป ไม่ใช่มีความคลายไป ไม่ใช่มีความดับไปไม่ใช่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะและนิกายเหตุวาท (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๗/๓๒๕)@ เพราะมีความเห็นว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สิ่งเหล่านี้ เรียกว่าสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จมาจากเหตุ@เพราะตั้งอยู่โดยปราศจากการเกิดดับ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า สภาวธรรมเหล่านั้นเรียกว่า@สภาวธรรมที่สำเร็จมาจากเหตุ เพราะมีการเกิดดับตามสภาวะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑๗/๓๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๔๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๒. พาวีสติมวรรค] ๙. อปรินิปผันนกถา (๒๒๖) สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากรูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปเป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ” สก. ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” รูปไม่เที่ยง มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” รูปไม่เที่ยงท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จ”
สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ ฯลฯ จักขุธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ จักขุนทรีย์ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ เป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อัญญาตาวินทรีย์ไม่ใช่ไม่เที่ยง ฯลฯ ไม่ใช่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อัญญาตาวินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ฯลฯ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๔๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๒. พาวีสติมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค สก. หากอัญญาตาวินทรีย์ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อัญญาตาวินทรีย์เป็นสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ” สก. ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” อัญญาตา-วินทรีย์ ไม่เที่ยงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นทุกข์” อัญญาตา-วินทรีย์ไม่เที่ยง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทุกข์เท่านั้นเป็นสภาวธรรมที่สำเร็จ”อปรินิปผันนกถา จบ เตวีสติมวรรค จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เอกาธิปปายกถา ๒. อรหันตวัณณกถา ๓-๗. อิสสริยกามการิกากถา ๘. ปฏิรูปกถา ๙. อปรินิปผันนกถา ขุททกอัฑฒปัณณาสก์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ รวมปัณณาสก์ที่มีในกถาวัตถุปกรณ์ รวมวรรคที่มีในขุททกอัฑฒปัณณาสก์นี้ คือ วรรคที่ ๒๑ เริ่มด้วยสาสนกถา วรรคที่ ๒๒ เริ่มด้วยปรินิพพานกถา วรรคที่ ๒๓ เริ่มด้วยเอกาธิปปายกถา
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอปรินิปผันนกถา ว่าด้วยอปรินิปผันนะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอปรินิปผันนะ คือธรรมที่ไม่สำเร็จแล้ว หมายถึงธรรมที่ไม่เกิดขึ้นมาเพราะปัจจัยปรุงแต่ง.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายบางพวก และเหตุวาทะว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ คือเป็นธรรมที่สำเร็จแล้วหรือเกิดขึ้นแล้ว. ส่วนธรรมที่เหลือ คือขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์เป็นอปรินิปผันนะ คือไม่สำเร็จแล้ว ไม่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาศัยพระพุทธพจน์ว่าก็ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่ด้วย ย่อมดับไปด้วย นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะหรือ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า รูปมิใช่ของไม่เที่ยงเป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้ารูปเป็นอปรินิปผันนะไซร้ รูปนั้นก็พึงมิใช่เป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
ปรวาที เมื่อไม่เห็นรูปเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ.
สกวาทีปฏิเสธลัทธิหนึ่งของปรวาทีนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า รูปเป็นของไม่เที่ยง...มิใช่หรือ? เมื่อจะถามปัญหาที่ ๒ จึงกล่าวคำว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะหรือ ดังนี้.
ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะปฏิเสธลัทธิของปรวาทีแม้นั้นอีก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์...มิใช่หรือ.
ในข้อนั้น มีอธิบายว่า สัจจะที่หนึ่งเท่านั้นเป็นทุกข์อย่างเดียวก็หาไม่ ก็ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เที่ยง ธรรมนั้นก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ทั้งรูปก็เป็นของไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น รูปแม้นั้นจึงเป็นปรินิปผันนะเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ ดังนี้.
การประกอบแม้ในธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้แล.
อนึ่ง ในธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย เว้นพระนิพพานแล้ว บัณฑิตพึงทราบว่าธรรมที่เหลือทั้งหมดเป็นอนิจจัง. อินทรีย์ทั้งหลายก็เป็นอนิจจังทั้งนั้นแล. อรรถกถาอปรินิปผันนกถา จบ.
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. เอกาธิปปายกถา
๒. อรหันตวัณณกถา
๓. อิสสริยกามการิกากถา
๔. ราคปฏิรูปกาทิกถา
๕. อปรินิปผันนกถา.
วรรคที่ ๒๓ จบ. ขุททกปัณณาสก์ จบ. -----------------------------------------------------
อุทาน
มหา นิยาโม อนุสยา นิคฺคโห ขุทฺทกปญฺจมา ปรปฺปวาทมทฺทนา สุตฺตมูลสมาหิตา อุชโชตนา สตฺถุสมเย กถาวตฺถุปปกรเณ
กถาวัตถุปกรณ์ มี ๕ ปัณณาสก์ คือ :-
(๑) มหาปัณณาสก์
(๒) นิยามปัณณาสก์
(๓) อนุสยปัณณาสก์
(๔) นิคคหปัณณาสก์
(๕) ขุททกปัณณาสก์
อันพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทำพระสูตรให้เป็นมูลตั้งไว้ให้เป็นเครื่องย่ำยีปรับปวาท รุ่งเรืองอยู่ในพระพุทธศาสนา. กถาวัตถุปกรณ์ ๓๕ ภาณวาร จบ.
นิคมคาถา
ก็ด้วยถ้อยคำมีประมาณเท่านี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้รวบรวมกถาทั้งปวง จากปัณณาสก์ทั้ง ๔ และวรรคทั้ง ๓ เท่านั้น แล้วจำแนกเป็นประเภทออกไปได้จำนวน ๓๐๐ หย่อน.
พระชินพุทธเจ้าผู้ฉลาดในกถามรรคทั้งหลาย ทรงแสดงแล้วซึ่งกถาวัตถุปกรณ์ใด การพรรณนาเนื้อความแห่งกถาวัตถุปกรณ์นั้นสำเร็จแล้ว.
ข้าพเจ้าร้อยกรองคัมภีร์นี้ไว้ มีประมาณ ๑๓ ภาณวาร จากจำนวน ๓๕ ภาณวาร เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม เพื่อเป็นแบบแผน ฉะนี้แล.
กุศลใดที่ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ถึงพร้อมแล้วมีอยู่ ด้วยอำนาจแห่งกุศลนั้นขอสัตว์โลก คือเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จงรับรสแห่งพระสัทธรรมของพระธรรมราชานั้น เทอญ.
____________________________
ในโยชนาว่าได้จำนวน ๒๓๐ ประเภท คือในปัณณาสก์ทั้ง ๔ ปัณณาสก์ละ ๕๐ เป็น ๒๐๐ และในวรรคทั้ง ๓ เป็นกถาอีก ๓๐ รวม ๒๓๐ ประเภท.
อรรถกถาแห่งกถาวัตถุปกรณ์ จบบริบูรณ์. -----------------------------------------------------