อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๘๖

ชหติกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘๖–๓๐๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 15 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 15 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ชหติกถา

ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อจฺจนฺตํ ชหติ อนวเสสํ ชหติ อปฺปฏิสนฺธิยํ ชหติ สมูลํ ชหติ สตณฺหํ ชหติ สานุสยํ ชหติ อริเยน ญาเณน ชหติ อริเยน มคฺเคน ชหติ อกุปฺปํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ชหติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

วิกฺขมฺเภติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อจฺจนฺตํ วิกฺขมฺเภติ อนวเสสํ วิกฺขมฺเภติ อปฺปฏิสนฺธิยํ วิกฺขมฺเภติ สมูลํ วิกฺขมฺเภติ สตณฺหํ วิกฺขมฺเภติ สานุสยํ วิกฺขมฺเภติ อริเยน ญาเณน วิกฺขมฺเภติ อริเยน มคฺเคน วิกฺขมฺเภติ อกุปฺปํ ปฏิวิชฺฌนฺโต วิกฺขมฺเภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต วิกฺขมฺเภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ชหติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล กามราคพฺยาปาทํ โส จ อจฺจนฺตํ ชหติ อนวเสสํ ชหติ ฯเปฯ อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทํ โส จ อจฺจนฺตํ ชหติ อนวเสสํ ชหติ ฯเปฯ อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

วิกฺขมฺเภติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล กามราคพฺยาปาทํ โส จ อจฺจนฺตํ วิกฺขมฺเภติ อนวเสสํ วิกฺขมฺเภติ ฯเปฯ อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต วิกฺขมฺเภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิกฺขมฺเภติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทํ โส จ อจฺจนฺตํ วิกฺขมฺเภติ อนวเสสํ วิกฺขมฺเภติ ฯเปฯ อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต วิกฺขมฺเภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทํ โส จ น อจฺจนฺตํ ชหติ น อนวเสสํ ชหติ น อปฺปฏิสนฺธิยํ ชหติ น สมูลํ ชหติ น สตณฺหํ ชหติ น สานุสยํ ชหติ น อริเยน ญาเณน ชหติ น อริเยน มคฺเคน ชหติ น อกุปฺปํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ชหติ น อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ชหติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล กามราคพฺยาปาทํ โส จ น อจฺจนฺตํ ชหติ ฯเปฯ น อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

วิกฺขมฺเภติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทํ โส จ น อจฺจนฺตํ วิกฺขมฺเภติ น อนวเสสํ วิกฺขมฺเภติ ฯเปฯ น อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต วิกฺขมฺเภตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิกฺขมฺเภติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล กามราคพฺยาปาทํ โส จ น อจฺจนฺตํ วิกฺขมฺเภติ น อนวเสสํ วิกฺขมฺเภติ ฯเปฯ น อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรนฺโต วิกฺขมฺเภตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กตเมน มคฺเคนาติ รูปาวจเรน มคฺเคนาติ ฯ รูปาวจโร มคฺโค นิยฺยานิโก ขยคามี โพธคามี อปจยคามี อนาสโว อสญฺโญชนิโย อคนฺถนิโย อโนฆนิโย อโยคนิโย อนีวรณิโย อปรามฏฺโฐ อนุปาทานิโย อสงฺกิเลสิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ รูปาวจโร มคฺโค อนิยฺยานิโก น ขยคามี น โพธคามี น อปจยคามี สาสโว สญฺโญชนิโย ฯเปฯ สงฺกิเลสิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปาวจโร มคฺโค อนิยฺยานิโก น ขยคามี น โพธคามี น อปจยคามี สาสโว สญฺโญชนิโย ฯเปฯ สงฺกิเลสิโก โน วต เร วตฺตพฺเพ ชหติ ปุถุชฺชโน รูปาวจเรน มคฺเคน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ

ชหติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิมคฺเคน กามราคพฺยาปาทํ โส จ มคฺโค นิยฺยานิโก ขยคามี โพธคามี อปจยคามี อนาสโว อสญฺโญชนิโย ฯเปฯ อสงฺกิเลสิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ชหติ ปุถุชฺชโน รูปาวจเรน มคฺเคน กามราคพฺยาปาทํ โส จ มคฺโค นิยฺยานิโก ขยคามี โพธคามี อปจยคามี อนาสโว อสญฺโญชนิโย ฯเปฯ อสงฺกิเลสิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ชหติ ปุถุชฺชโน รูปาวจเรน มคฺเคน กามราคพฺยาปาทํ โส จ มคฺโค อนิยฺยานิโก น ขยคามี น โพธคามี น อปจยคามี สาสโว สญฺโญชนิโย ฯเปฯ สงฺกิเลสิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ชหติ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล อนาคามิมคฺเคน กามราคพฺยาปาทํ โส จ มคฺโค อนิยฺยานิโก น ขยคามี น โพธคามี น อปจยคามี สาสโว สญฺโญชนิโย ฯเปฯ สงฺกิเลสิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ปุถุชฺชโน กาเมสุ วีตราโค สห ธมฺมาภิสมยา อนาคามิผเล สณฺฐาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺเต สณฺฐาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ปุถุชฺชโน กาเมสุ วีตราโค สห ธมฺมาภิสมยา อนาคามิผเล สณฺฐาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อปุพฺพํ อจริมํ ตโย มคฺเค ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๙๖.๑} อปุพฺพํ อจริมํ ตโย มคฺเค ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อปุพฺพํ อจริมํ ตีณิ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๙๖.๒} อปุพฺพํ อจริมํ ตีณิ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ ผสฺสานํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ ติสฺสนฺนํ สญฺญานํ ติสฺสนฺนํ เจตนานํ ติณฺณํ จิตฺตานํ ติสฺสนฺนํ สทฺธานํ ติณฺณํ วีริยานํ ติสฺสนฺนํ สตีนํ ติณฺณํ สมาธีนํ ติสฺสนฺนํ ปญฺญานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ปุถุชฺชโน กาเมสุ วีตราโค สห ธมฺมาภิสมยา อนาคามิผเล สณฺฐาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺเคนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กตเมน มคฺเคนาติ ฯ อนาคามิมคฺเคนาติ ฯ อนาคามิมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปหานา โสตาปตฺติผลํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปหานา โสตาปตฺติผลํ วุตฺตํ ภควตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามิมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ชหตีติ ฯเปฯ อนาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ กามราคพฺยาปาทานํ ตนุภาวา สกทาคามิผลํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กามราคพฺยาปาทานํ ตนุภาวา สกทาคามิผลํ วุตฺตํ ภควตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ชหตีติ ฯ

ปุถุชฺชโน กาเมสุ วีตราโค สห ธมฺมาภิสมยา อนาคามิผเล สณฺฐาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ ธมฺมํ อภิสเมนฺติ สพฺเพ เต สห ธมฺมาภิสมยา อนาคามิผเล สณฺฐหนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

น วตฺตพฺพํ ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อเหสุนฺเต อตีตํเส ฉ สตฺถาโร ยสสฺสิโน นิรามคนฺธา กรุเณ วิมุตฺตา กามสญฺโญชนา กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปคา อหุ อเหสุํ สาวกา เตสํ อเนกานิ สตานิปิ นิรามคนฺธา กรุเณ วิมุตฺตา กามสญฺโญชนา กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปคา อหูติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ

ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา โส หิ นาม ภิกฺขเว สุเนตฺโต สตฺถา เอวํทีฆายุโก สมาโน เอวํจิรฏฺฐิติโก อปริมุตฺโต อโหสิ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อปริมุตฺโต ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา ฯ กตเมสํ จตุนฺนํ ฯ อริยสฺส สีลสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา อริยสฺส สมาธิสฺส อริยาย ปญฺญาย อริยาย วิมุตฺติยา อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา ตยิทํ ภิกฺขเว อริยํ สีลํ อนุพุทฺธํ ปฏิวิทฺธํ อริโย สมาธิ อนุพุทฺโธ ปฏิวิทฺโธ อริยา ปญฺญา อนุพุทฺธา ปฏิวิทฺธา อริยา วิมุตฺติ อนุพุทฺธา ปฏิวิทฺธา อุจฺฉินฺนา ภวตณฺหา ขีณา ภวเนตฺติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ สีลํ สมาธิ ปญฺญา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา อนุพุทฺธา อิเม ธมฺมา โคตเมน ยสสฺสินา อิติ พุทฺโธ อภิญฺญาย ธมฺมมกฺขาสิ ภิกฺขุนํ ทุกฺขสฺสนฺตกโร สตฺถา จกฺขุมา ปรินิพฺพุโตติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ชหติ ปุถุชฺชโน กามราคพฺยาปาทนฺติ ฯ ชหติกถา ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ ๑. นสุตตาหรณกถา ว่าด้วยการไม่ยกพระสูตรมาอ้าง

ข้อ ๒๗๙

สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้เด็ดขาด ละได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ละได้อย่างไม่มีเยื่อใย ละได้พร้อมทั้งมูล ละได้พร้อมทั้งตัณหา ละได้พร้อมทั้งอนุสัย ละได้ด้วยอริยญาณ ละได้ด้วยอริยมรรค รู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมจึงละได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ข่มได้อย่างไม่มีเยื่อใย ข่มได้พร้อมทั้งมูล ข่มได้พร้อมทั้งตัณหา ข่มได้พร้อมทั้งอนุสัย ข่มได้ด้วยอริยญาณ ข่มได้ด้วยอริยมรรค รู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมจึงข่มได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะพยาบาทได้ และละได้เด็ดขาด ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอื่นมี สมิติยะ เป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙/๑๖๙)@ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและโทสะได้เด็ดขาด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙/๑๖๙)@ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้ เมื่อบรรลุสัจจะก็จะเป็น@พระอนาคามีได้เลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐/๑๖๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะพยาบาทได้ และละได้เด็ดขาด ละได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปุถุชนข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ละไม่ได้ อย่างไม่มีส่วนเหลือ ละไม่ได้อย่างไม่มีเยื่อใย ละไม่ได้พร้อมทั้งมูล ละไม่ได้พร้อมทั้งตัณหา ละไม่ได้พร้อมทั้งอนุสัย ละไม่ได้ด้วยอริยญาณ ละไม่ได้ด้วยอริยมรรคจะรู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมก็ละไม่ได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ละไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ฯลฯ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ละไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ข่มไม่ได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ข่มไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มไม่ได้เด็ดขาด ข่มไม่ได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ข่มไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้ด้วยมรรคไหน ปร. ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร สก. มรรคฝ่ายรูปาวจรนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึง ความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มรรคฝ่ายรูปาวจรไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากมรรคฝ่ายรูปาวจรไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลสไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร” สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร และมรรคนั้นนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร และมรรคนั้นไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลสไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๘๐

สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ดำรงอยู่ในอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อม กับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้ เมื่อบรรลุสัจจะก็จะเป็น@พระอนาคามีได้เลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐/๑๖๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. เจริญมรรคทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจริญมรรคทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ เวทนา ๓ สัญญา ๓ เจตนา ๓ จิต ๓ สัทธา ๓ วิริยะ ๓ สติ ๓ สมาธิ ๓ ปัญญา ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อม กับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ด้วยโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ด้วยสกทาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ด้วยมรรคไหน ปร. ด้วยอนาคามิมรรค สก. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วยอนาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา ๒. สุตตาหรณกถา ว่าด้วยการยกพระสูตรมาอ้าง

ข้อ ๒๘๑

สก. ปุถุชนละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ด้วย อนาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล(ว่ามี) เพราะละสังโยชน์ ๓ ประการได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล(ว่ามี) เพราะละสังโยชน์ ๓ ประการได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ด้วยอนาคามิมรรค” ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะอย่างหยาบและพยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิ- มรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละกามราคะอย่างหยาบและพยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล(ว่ามี) เพราะความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาทมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล(ว่ามี) เพราะความเบาบางแห่ง กามราคะและพยาบาท ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ละกามราคะและพยาบาทอย่าง หยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค” สก. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. เหล่าชนผู้บรรลุธรรมได้ทั้งหมด ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการ ได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ครูทั้ง ๖ ผู้มียศ ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้าลัทธิในอดีต เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ มุ่งมั่นในกรุณา ล่วงพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว แม้สาวกหลายร้อยคนของครูเหล่านั้น ก็เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ มุ่งมั่นในกรุณา ล่วงพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ปุถุชนจึงละกามราคะและพยาบาทได้ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ คำว่า กลิ่นสาบ ในที่นี้หมายถึงความโกรธ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๔/๑๓๔) @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๔/๕๓๐-๕๓๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ครูสุเนตรนั้นเป็น ผู้มีอายุยืนนานอย่างนี้ เป็นผู้ดำรงอยู่ได้นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เราจึงกล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้างคือ (๑) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล (๒) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ(๓) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา (๔) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ ภิกษุทั้งหลาย เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ เราถอนภวตัณหาได้แล้ว ภวเนตติสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก” (พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า) “พระโคดมผู้มียศ ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรม แก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อความรู้ยิ่ง พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ ปรินิพพานแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้” ชหติกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๘๖/๑๓๒-๑๓๓, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑/๒, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๖/๑๓๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปชหติกา ว่าด้วยการละกิเลส

____________________________

บาลีเป็น ชหติกถา.

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการละกิเลส.

ก็ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจนิกายสมิติยะเป็นต้น ในที่นี้ว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานพร้อมกับการตรัสรู้สัจจะย่อมเป็นผู้ชื่อว่า เป็นพระอนาคามีและในกาลที่ท่านยังเป็นปุถุชนนั่นแหละเป็นผู้ละกามราคะและพยาบาทได้แล้ว ดังนี้ เพื่อจะทำลายลัทธินั้นของชนเหล่านั้น พระสกวาทีจึงถามว่า ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้หรือ? เมื่อพระปรวาทีไม่เห็นอยู่ซึ่งปริยุฏฐานกิเลสของท่านผู้ข่มไว้ด้วยฌาน จึงตอบรับรอง.

ก็การละกิเลสได้โดยสิ้นเชิงของฌานลาภีบุคคลเหล่านั้นแม้ข่มไว้แล้วด้วยอนาคามิมรรคนั่นแหละมีอยู่ เพราะฉะนั้นคำซักถามของสกวาทีว่า ละกิเลสได้หมดสิ้น อีก การปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะไม่มีการละเช่นนั้น.

คำว่า ปุถุชนข่ม เป็นคำถามของสกวาที หมายเอาการข่มกิเลสไว้โดยไม่หมดสิ้นเท่านั้น. ต่อจากนี้ไป เป็นการเปรียบเทียบปุถุชนกับพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค คำนี้มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

เบื้องหน้าแต่นี้ถูกสกวาทีถามว่า ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลายดำรงอยู่ในอนาคามิผล?ก็ตอบรับรองหมายเอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามว่า ตั้งอยู่ในพระอรหัตตผลหรือ? ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ด้วยมรรคอันเป็นเครื่องเห็น. ถูกถามว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิดไม่ก่อนไม่หลังกันหรือ? ก็ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการเจริญเช่นนั้น. ถูกถามอีกว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิดไม่ก่อนไม่หลังหรือ? ก็ตอบรับรอง หมายเอาสภาวกิจแห่งมรรคทั้ง ๓.

แม้ในคำถามถึงสามัญญผลทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน.

ถูกถามว่า ด้วยมรรคไหน? ตอบว่า ด้วยอนาคามิมรรค ท่านกล่าวหมายเอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามถึง การละสัญโญชน์มีสักกายทิฏฐิเป็นต้นอีก ปรวาทีก็ปฏิเสธ เพราะกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นอันพระอนาคามิมรรคมิได้ละ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง หมายเอาความเป็นพระอนาคามิมรรคด้วยฌานแห่งปฐมมรรคนั่นแหละ.

คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น.

อรรถกถาปชหติกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา