ชหติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ชหติกถา
๒๘๖สกวาที ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ละได้ไม่มีเยื่อใย ละได้กับทั้งรากละได้กับทั้งตัณหา ละได้กับทั้งอนุสัย ละได้ด้วยญาณอันเป็นอริยะ ละได้ด้วยมรรคอันเป็นอริยะ แทงตลอดอกุปปธรรมละได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลละได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๘๗ส. ปุถุชนข่มกามราคะ และพยาบาทได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ข่มได้หมดสิ้น ข่มได้ไม่มีส่วนเหลือ ข่มได้ไม่มีเยื่อใย ข่มได้กับทั้งรากข่มได้กับทั้งตัณหา ข่มได้กับทั้งอนุสัย ข่มได้ด้วยญาณอันเป็นอริยะ ข่มได้ด้วยมรรคอันเป็นอริยะแทงตลอดอกุปปธรรมข่มได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๘๘ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ และบุคคลนั้นละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลละได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้ และเขาละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลละได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๘๙ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และบุคคลนั้นข่มได้หมดสิ้น ข่มได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ และเขาข่มได้หมดสิ้น ข่มได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๐ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ แต่เขาจะละได้หมดสิ้นก็หามิได้ จะละได้ไม่มีส่วนเหลือก็หามิได้ จะละได้ไม่มีเยื่อใยก็หามิได้ จะละได้กับทั้งรากก็หามิได้ จะละได้กับทั้งตัณหาก็มิได้ จะละได้กับทั้งอนุสัยก็หามิได้จะละได้ด้วยญาณอันเป็นอริยะก็หามิได้ จะละได้ด้วยมรรคอันเป็นอริยะก็หามิได้ จะแทงตลอดอกุปปธรรมละได้ก็หามิได้ จะทำให้แจ้ง อนาคามิผลละได้ก็หามิได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้แต่บุคคลนั้นจะละได้ทั้งหมดก็หามิได้ ฯลฯ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลละได้ก็หามิได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๑ส. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ แต่เขาจะข่มได้หมดสิ้นก็หามิได้ จะข่มได้ไม่มีส่วนเหลือก็หามิได้ ฯลฯ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ก็หามิได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะและพยาบาทได้แต่บุคคลนั้นจะข่มได้หมดสิ้นก็หามิได้ จะข่มได้ไม่มีส่วนเหลือก็หามิได้ ฯลฯ จะทำให้แจ้ง อนาคามิผลข่มได้ก็หามิได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๒ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ด้วยมรรคไหน ป. ด้วยมรรคส่วนรูปาวจร ส. มรรคส่วนรูปาวจรเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคส่วนรูปาวจร ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพานเป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ ของสังกิเลส มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า มรรคส่วนรูปาวจร ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชน ละกามราคะ และ พยาบาทได้ด้วยมรรคส่วนรูปาวจร
๒๙๓ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคส่วนรูปาวจร และมรรคนั้นเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๔ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรค ส่วนรูปาวจรและมรรคนั้นไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยอนาคามิมรรค แต่มรรคนั้นไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๕ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ดำรงอยู่ในอรหัตตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๖ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ยังมรรคทั้งสามให้เกิดได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยังมรรคทั้งสามให้เกิดได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้งสามได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้งสามได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะสาม แห่งเวทนาสาม แห่งสัญญาสาม แห่งเจตนาสาม แห่งจิตสาม แห่งศรัทธาสาม แห่งวิริยะสาม แห่งสติสามแห่งสมาธิสาม แห่งปัญญาสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๗ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยสกทาคามิมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. ด้วยมรรคไหน ป. ด้วยอนาคามิมรรค ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล เพราะละสัญโญชน์สาม มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล เพราะละสัญโญชน์สาม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วย อนาคามิมรรค ฯลฯ ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ได้ด้วยอนาคามิมรรคหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล เพราะความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล เพราะความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค
๒๙๘ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใดบรรลุธรรมได้ ชนเหล่านั้นทั้งหมดดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๒๙๙ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ในกาลส่วนอดีต ได้มีศาสดาทั้งหกเป็นผู้มียศ หมดความฉุนโกรธ แจ่มใสเพราะกรุณา พ้นจากความ เกี่ยวข้องในกาม คลายกามราคะแล้ว เข้าถึงพรหมโลก แม้สาวกของศาสดาเหล่านั้น อันมีจำนวนหลายร้อยก็เป็นผู้หมดความฉุนโกรธแจ่มใสเพราะกรุณา พ้นจากความเกี่ยวข้องในกาม คลายกาม ราคะแล้ว เข้าถึงพรหมโลก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็ละกามราคะและพยาบาทได้น่ะสิ
๓๐๐ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้นแล เป็นผู้มีอายุยืนอย่างนี้ ทรงชีพอยู่นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้ หลุดพ้นจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า เป็นผู้ไม่พ้นจากทุกข์ ข้อนั้นเพราะ เหตุไร? ก็เพราะไม่รู้ตาม ไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมทั้งสี่ ธรรมทั้งสี่เป็นไฉน? เพราะไม่รู้ตาม ไม่แทงตลอด ซึ่งศีลอันเป็นอริยะ ซึ่ง สมาธิอันเป็นอริยะ ซึ่งปัญญาอันเป็นอริยะ ซึ่งวิมุติอันเป็นอริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลอันเป็นอริยะ สมาธิอันเป็นอริยะ ปัญญาอันเป็นอริยะ วิมุตติอันเป็นอริยะ นี้ อันเรารู้ตามแล้ว แทงตลอดแล้ว เราจึงถอนตัณหาในภพเสียได้แล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพสิ้นไป แล้วบัดนี้ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณพจน์นี้ครั้นแล้วจึงได้ตรัสคำอันท่านประพันธ์เป็นคาถาในภายหลัง ความว่าดังนี้)@ อํ. ฉกฺก. ข้อ ๒๓๕ หน้า ๔๑๖ ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เป็นธรรมอันยอดเยี่ยม อันพระโคดมผู้มียศทรงตามรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงรู้ยิ่งด้วยประการฉะนี้แล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นศาสดาผู้กระทำ ที่สุดแห่งทุกข์ ผู้มีจักษุ ปรินิพพานแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนและกามราคะ และพยาบาทได้น่ะสิชหติกถา จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ ๑. นสุตตาหรณกถา ว่าด้วยการไม่ยกพระสูตรมาอ้าง
สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้เด็ดขาด ละได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ละได้อย่างไม่มีเยื่อใย ละได้พร้อมทั้งมูล ละได้พร้อมทั้งตัณหา ละได้พร้อมทั้งอนุสัย ละได้ด้วยอริยญาณ ละได้ด้วยอริยมรรค รู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมจึงละได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ข่มได้อย่างไม่มีเยื่อใย ข่มได้พร้อมทั้งมูล ข่มได้พร้อมทั้งตัณหา ข่มได้พร้อมทั้งอนุสัย ข่มได้ด้วยอริยญาณ ข่มได้ด้วยอริยมรรค รู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมจึงข่มได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะพยาบาทได้ และละได้เด็ดขาด ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอื่นมี สมิติยะ เป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙/๑๖๙)@ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและโทสะได้เด็ดขาด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙/๑๖๙)@ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้ เมื่อบรรลุสัจจะก็จะเป็น@พระอนาคามีได้เลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐/๑๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะพยาบาทได้ และละได้เด็ดขาด ละได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปุถุชนข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ละไม่ได้ อย่างไม่มีส่วนเหลือ ละไม่ได้อย่างไม่มีเยื่อใย ละไม่ได้พร้อมทั้งมูล ละไม่ได้พร้อมทั้งตัณหา ละไม่ได้พร้อมทั้งอนุสัย ละไม่ได้ด้วยอริยญาณ ละไม่ได้ด้วยอริยมรรคจะรู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมก็ละไม่ได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ละไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ฯลฯ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ละไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ข่มไม่ได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ข่มไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มไม่ได้เด็ดขาด ข่มไม่ได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ข่มไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้ด้วยมรรคไหน ปร. ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร สก. มรรคฝ่ายรูปาวจรนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึง ความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มรรคฝ่ายรูปาวจรไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากมรรคฝ่ายรูปาวจรไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลสไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร” สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร และมรรคนั้นนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร และมรรคนั้นไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลสไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ดำรงอยู่ในอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อม กับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้ เมื่อบรรลุสัจจะก็จะเป็น@พระอนาคามีได้เลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐/๑๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. เจริญมรรคทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจริญมรรคทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ เวทนา ๓ สัญญา ๓ เจตนา ๓ จิต ๓ สัทธา ๓ วิริยะ ๓ สติ ๓ สมาธิ ๓ ปัญญา ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อม กับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ด้วยโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ด้วยสกทาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ด้วยมรรคไหน ปร. ด้วยอนาคามิมรรค สก. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วยอนาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา ๒. สุตตาหรณกถา ว่าด้วยการยกพระสูตรมาอ้าง
สก. ปุถุชนละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ด้วย อนาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล(ว่ามี) เพราะละสังโยชน์ ๓ ประการได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล(ว่ามี) เพราะละสังโยชน์ ๓ ประการได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ด้วยอนาคามิมรรค” ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะอย่างหยาบและพยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิ- มรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละกามราคะอย่างหยาบและพยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล(ว่ามี) เพราะความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาทมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล(ว่ามี) เพราะความเบาบางแห่ง กามราคะและพยาบาท ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ละกามราคะและพยาบาทอย่าง หยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค” สก. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. เหล่าชนผู้บรรลุธรรมได้ทั้งหมด ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการ ได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ครูทั้ง ๖ ผู้มียศ ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้าลัทธิในอดีต เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ มุ่งมั่นในกรุณา ล่วงพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว แม้สาวกหลายร้อยคนของครูเหล่านั้น ก็เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ มุ่งมั่นในกรุณา ล่วงพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ปุถุชนจึงละกามราคะและพยาบาทได้ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ คำว่า กลิ่นสาบ ในที่นี้หมายถึงความโกรธ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๔/๑๓๔) @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๔/๕๓๐-๕๓๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ครูสุเนตรนั้นเป็น ผู้มีอายุยืนนานอย่างนี้ เป็นผู้ดำรงอยู่ได้นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เราจึงกล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้างคือ (๑) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล (๒) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ(๓) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา (๔) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ ภิกษุทั้งหลาย เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ เราถอนภวตัณหาได้แล้ว ภวเนตติสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก” (พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า) “พระโคดมผู้มียศ ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรม แก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อความรู้ยิ่ง พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ ปรินิพพานแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้” ชหติกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๘๖/๑๓๒-๑๓๓, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑/๒, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๖/๑๓๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปชหติกา ว่าด้วยการละกิเลส
____________________________
บาลีเป็น ชหติกถา.
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการละกิเลส.
ก็ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจนิกายสมิติยะเป็นต้น ในที่นี้ว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานพร้อมกับการตรัสรู้สัจจะย่อมเป็นผู้ชื่อว่า เป็นพระอนาคามีและในกาลที่ท่านยังเป็นปุถุชนนั่นแหละเป็นผู้ละกามราคะและพยาบาทได้แล้ว ดังนี้ เพื่อจะทำลายลัทธินั้นของชนเหล่านั้น พระสกวาทีจึงถามว่า ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้หรือ? เมื่อพระปรวาทีไม่เห็นอยู่ซึ่งปริยุฏฐานกิเลสของท่านผู้ข่มไว้ด้วยฌาน จึงตอบรับรอง.
ก็การละกิเลสได้โดยสิ้นเชิงของฌานลาภีบุคคลเหล่านั้นแม้ข่มไว้แล้วด้วยอนาคามิมรรคนั่นแหละมีอยู่ เพราะฉะนั้นคำซักถามของสกวาทีว่า ละกิเลสได้หมดสิ้น อีก การปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะไม่มีการละเช่นนั้น.
คำว่า ปุถุชนข่ม เป็นคำถามของสกวาที หมายเอาการข่มกิเลสไว้โดยไม่หมดสิ้นเท่านั้น. ต่อจากนี้ไป เป็นการเปรียบเทียบปุถุชนกับพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค คำนี้มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
เบื้องหน้าแต่นี้ถูกสกวาทีถามว่า ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลายดำรงอยู่ในอนาคามิผล?ก็ตอบรับรองหมายเอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามว่า ตั้งอยู่ในพระอรหัตตผลหรือ? ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ด้วยมรรคอันเป็นเครื่องเห็น. ถูกถามว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิดไม่ก่อนไม่หลังกันหรือ? ก็ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการเจริญเช่นนั้น. ถูกถามอีกว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิดไม่ก่อนไม่หลังหรือ? ก็ตอบรับรอง หมายเอาสภาวกิจแห่งมรรคทั้ง ๓.
แม้ในคำถามถึงสามัญญผลทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน.
ถูกถามว่า ด้วยมรรคไหน? ตอบว่า ด้วยอนาคามิมรรค ท่านกล่าวหมายเอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามถึง การละสัญโญชน์มีสักกายทิฏฐิเป็นต้นอีก ปรวาทีก็ปฏิเสธ เพราะกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นอันพระอนาคามิมรรคมิได้ละ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง หมายเอาความเป็นพระอนาคามิมรรคด้วยฌานแห่งปฐมมรรคนั่นแหละ.
คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น.
อรรถกถาปชหติกถา จบ. -----------------------------------------------------