อัฏฐมกกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อัฏฐมกกถา
๗๖๓สกวาที บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึงแล้ว ได้เฉพาะแล้ว บรรลุแล้วกระทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๖๔ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึงแล้ว ฯลฯ ถูกแล้ว ด้วยกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๖๕ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ?@ บุคคลที่ ๘ คือ พระอริยบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๖๖ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือทิฏฐิ ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๖๗ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาไม่ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาสไม่ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ยังละสีลัพพตปรามาสไม่ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาไม่ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๖๘ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังมรรคให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังสัมมัปปธาน ฯลฯ ยังโพช-ฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๖๙ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๐ส. บุคคลที่ ๘ ไม่ได้ยังมรรคให้เกิดเพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิอันบุคคลที่ ๘ ละได้แล้ว ด้วยธรรมที่มิใช่มรรคเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ไม่ได้ยังสติปัฏฐาน ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิอันบุคคลที่ ๘ ละได้แล้ว ด้วยธรรมที่มิใช่มรรคเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๑ส. บุคคลที่ ๘ ไม่ได้ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ไม่ได้ยังสติปัฏฐาน ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา อันบุคคลที่ ๘ ละได้แล้วด้วยธรรมที่มีใช่มรรคเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๒ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิยังจักเกิดขึ้น หรือ? ส. จักไม่เกิดขึ้น ป. หากว่า จักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าบุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว
๗๗๓ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉายังจักเกิดขึ้น หรือ? ส. จักไม่เกิดขึ้น ป. หากว่า จักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ และเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว
๗๗๔ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๕ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้วเพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๖ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้วเพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๗ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้โคตรภู ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
๗๗๘ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้โคตรภู ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว เพราะทำอธิ-บายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัฏฐมกกถา จบ.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อัฏฐมกกถา (๒๕) ว่าด้วยบุคคลที่ ๘
สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่สัมผัสโสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ บุคคลที่ ๘ หมายถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๘/๑๙๕)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๘/๑๙๕)@ เพราะมีความเห็นว่า ก่อนที่โสดาปัตติมรรคจิตจะเกิด อนุโลมญาณและโคตรภูญาณได้ละทิฏฐิและวิจิกิจฉา@ไปแล้ว ดังนั้น ในขณะโสดาปัตติมรรคจะบอกว่ากำลังละทิฏฐิและวิจิกิจฉาไม่ได้ แต่จะต้องบอกว่าได้ละ@ทิฏฐิและวิจิกิจฉาไปแล้ว (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๘/๑๙๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๖๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๕. อัฏฐมกกถา (๒๕) สก. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ฯลฯ สัมผัสโสดาปัตติผลด้วย กายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐานุสัยได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐานุสัยไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐิปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๕. อัฏฐมกกถา (๒๕) สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐานุสัยไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละทิฏฐิปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละสีลัพพตปรามาสไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ยังละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ เจริญมรรคเพื่อละทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์ เพื่อละทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๖๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๕. อัฏฐมกกถา (๒๕) สก. บุคคลที่ ๘ เจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ เพื่อละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญมรรคเพื่อละทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วด้วยสภาวธรรมที่มิใช่มรรค เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ ไม่เจริญโพชฌงค์ เพื่อละ ทิฏฐิปริยุฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้วด้วยสภาวธรรมที่มิใช่มรรค เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญมรรค ฯลฯ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ ไม่เจริญโพชฌงค์ เพื่อละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้วด้วยสภาวธรรมที่มิใช่มรรคเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๕. อัฏฐมกกถา (๒๕) ปร. ทิฏฐิปริยุฏฐานจักเกิดขึ้นใช่ไหม สก. จักไม่เกิดขึ้น ปร. หากจักไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละ ทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักเกิดขึ้นใช่ไหม สก. จักไม่เกิดขึ้น ปร. หากจักไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละ วิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐานุสัยจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า“บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐานุสัยได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๕. อัฏฐมกกถา (๒๕) สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘”จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาส จักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘” จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “ทิฏฐิปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่โคตรภูบุคคล”จึงยอมรับว่า “โคตรภูบุคคลละทิฏฐิปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ ๘”จึงยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “วิจิกิจฉาปริยุฏฐานจักไม่เกิดขึ้นแก่โคตรภูบุคคล”จึงยอมรับว่า “โคตรภูบุคคลละวิจิกิจฉาปริยุฏฐานได้แล้ว” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัฏฐมกกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๖๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัฏฐมกกถา ว่าด้วยบุคคลที่ ๘
____________________________
ในคัมภีร์นี้ ท่านลำดับพระอริยบุคคลอย่างนี้ คือ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล เป็นที่ ๑ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค เป็นที่ ๒ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล เป็นที่ ๓ ฯลฯ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค เป็นที่ ๘.
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบุคคลที่ ๘ คือพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค.
ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดดุจลัทธิของนิกายอันธกะ และสมิติยะทั้งหลายในขณะนี้ว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคซึ่งเป็นบุคคลที่ ๘ ละปริยุฏฐานกิเลสทั้ง ๒ แล้วคือทิฏฐิและวิจิกิจฉา เพราะไม่มีกิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นในขณะแห่งอนุโลม โคตรภูและมรรค ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายชนพวกใดพวกหนึ่งเหล่านั้นคำตอบรับรองของปรวาที หมายเอาความไม่เกิดขึ้นแห่งทิฏฐิ จำเดิมแต่ขณะแห่งมรรค.
ธรรมดาว่า ทิฏฐินี้ พระโสดาบันเป็นผู้ละแล้ว มิใช่บุคคลที่ ๘ เหตุในเพราะเหตุนั้น ลำดับนั้น สกวาทีจึงซักว่า บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบันหรือ ดังนี้เป็นต้น. แม้ในปัญหาว่าด้วย วิจิกิจฉา ก็นัยนี้นั่นแหละ.
ในปัญหาว่าด้วย อนุสัย ลัทธิท่านว่า อนุสัยเป็นอย่างอื่นนอกจากปริยุฎฐาน เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ในปัญหาว่าด้วย สีลัพพตปรามาส ปรวาทีไม่เห็นโวหารว่า สีลัพพตปรามาสเป็นปริยุฏฐาน จึงตอบปฏิเสธ. ลัทธิว่า บุคคลที่ ๘ ละปริยุฏฐานได้แล้วเท่านั้น.
ในปัญหาว่า บุคคลที่ ๘ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ความว่า ในขณะนั้นกำลังเจริญมรรค มิใช่เจริญเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงตอบปฏิเสธ. ในคำซักถามว่า ละได้แล้วด้วยธรรมที่มิใช่มรรค เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความที่กิเลสเหล่านั้นท่านละได้แล้วด้วยมรรคที่ ๑ นั่นแหละ. ลัทธิของท่านว่า ก็ถ้าว่าบุคคลพึงละกิเลสด้วยธรรมที่มิใช่มรรคได้ไซร้ บุคคลแม้ผู้โคตรภูบุคคลเป็นต้น ก็พึงละกิเลสได้
คำถามของปรวาทีว่า เครื่องกลุ้มรุม คือทิฏฐิยังจักเกิดขึ้นหรือ คำวิสัชชนาเป็นของสกวาที.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
อรรถกถาอัฏฐมกกถา จบ. -----------------------------------------------------