นิยามกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นิยามกถา
๑๐๔๖อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิยตสฺส อนิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๔๗นิยตสฺส อนิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๔๘อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๔๙นิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๐อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส อนิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๑อนิยตสฺส อนิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๒อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ นิยาโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๓อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ สติปฏฺฐานา ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา อิทฺธิปาทา อินฺทฺริยา พลา โพชฺฌงฺคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๔อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ นิยาโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ นิยาโม โน วต เร วตฺตพฺเพ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ
๑๐๕๕อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ สติปฏฺฐานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ โพชฺฌงฺคา โน วต เร วตฺตพฺเพ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ
๑๐๕๖อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โคตฺรภุโน ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติมคฺเค ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๗โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อรหตฺเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕๘น วตฺตพฺพํ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา ชานาติ อยํ ปุคฺคโล สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมิสฺสติ ภพฺโพ อยํ ปุคฺคโล ธมฺมํ อภิสเมตุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภควา ชานาติ อยํ ปุคฺคโล สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมิสฺสติ ภพฺโพ อยํ ปุคฺคโล ธมฺมํ อภิสฺเมตุํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ นิยามกถา ฯ -------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๔. นิยามกถา (๔๖) ๔. นิยามกถา (๔๖) ว่าด้วยนิยาม
สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอน มีญาณเพื่อไปสู่นิยาม ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้แน่นอน มีญาณเพื่อไปสู่อนิยาม ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่อนิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ บุคคลผู้ไม่แน่นอน ในที่นี้หมายถึงปุถุชนผู้มีคติไม่แน่นอน อาจไปเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งในภูมิ ๓ คือ@กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๓-๖๖๔/๒๖๙) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๔๐๓ หน้า ๔๒๘ ในเล่มนี้ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๒๘/๒๑๐) @ เพราะมีความเห็นว่า แม้ปุถุชนก็มีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๒๘/๒๑๐)@ บุคคลผู้แน่นอน ในที่นี้หมายถึงพระอริยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๒๘/๒๑๐) @ อนิยาม ในที่นี้หมายถึงมิจฉัตตนิยาม คืออนันตริยกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๓-๖๖๔/๒๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๔. นิยามกถา (๔๖) สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่อนิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่อนิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีนิยามเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีสติปัฏฐาน ฯลฯ มีสัมมัปปธาน ฯลฯ มีอิทธิบาท ฯลฯ มีอินทรีย์ ฯลฯ มีพละ ฯลฯ มีโพชฌงค์ เพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีนิยามเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีนิยามเพื่อไปสู่นิยาม ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้” สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีสติปัฏฐาน ฯลฯ ไม่มีโพชฌงค์ เพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๔. นิยามกถา (๔๖) สก. หากบุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีโพชฌงค์เพื่อไปสู่นิยาม ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้”
สก. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โคตรภูบุคคลมีญาณในโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลมีญาณในโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผล มีญาณในอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระผู้มีพระภาคทรงทราบได้ว่า “บุคคลนี้จักก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ควรเพื่อบรรลุธรรมได้” มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากพระผู้มีพระภาคทรงทราบได้ว่า “บุคคลนี้จักก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามควรเพื่อบรรลุธรรมได้” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่นิยามได้” นิยามกถา จบ @เชิงอรรถ : @ สัมมัตตนิยาม ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๓-๖๖๔/๒๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิยามกถา ว่าด้วยนิยาม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องนิยาม คือทางอันแน่นอนได้แก่อริยมรรค.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลใดจักหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม คือมรรคอันถูกต้อง บุคคลนั้นควรเพื่อจะตรัสรู้ธรรมนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น ญาณเพื่อการบรรลุนิยามคือทางอันแน่นอน ของอนิยตบุคคลผู้เป็นปุถุชนนั่นแหละมีอยู่ ดังนี้.
คำถามว่า อนิยตคือบุคคลผู้ไม่แน่นอน เป็นต้นของพระสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น.
คำว่า เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน ในปัญหานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรียกมรรคว่านิยาม. อธิบายว่า เพื่อการบรรลุมรรค เพื่อการหยั่งลงสู่มรรค.
ก็คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้ควรเพื่อบรรลุนิยาม เพราะเห็นญาณอันใดของบุคคลนั้น พระปรวาทีหมายญาณนั้น จึงตอบรับรอง.
ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อแสดงว่า วาทะของปรวาทีนั้นไม่ถูกต้อง จึงซักถามถึงเนื้อความอันตรงกันข้ามด้วยคำว่า บุคคลผู้แน่นอน เป็นต้น.
____________________________
บาลีอรรถกถาไทย ใช้คำว่า อยุตฺตนฺติ หมายถึง คำไม่ถูกต้อง. ของพม่า ใช้คำว่า อยุตฺตวาทีตีติปิ หมายถึง มีวาทะอันไม่ถูกต้อง. คือใช้ได้ด้วยกันทั้ง ๒ นัย.
บรรดาปัญหาเหล่านั้น ในปัญหาแรก ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะชื่อว่าญาณเพื่อการบรรลุนิยามของบุคคลผู้แน่นอนไม่มีด้วยมรรค. ในปัญหาที่ ๒ ย่อมตอบรับรองเพราะความไม่มี. ปัญหาที่ ๓ ตอบปฏิเสธ เพราะถูกถามด้วยคำว่า ผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน โดยผิดจากลัทธิ.
สกวาทีทำปัญหาแรกนั่นแหละให้เป็นปัญหาที่ ๔ อีก แล้วทำ ๓ ปัญหาของนิยตบุคคลด้วยสามารถแห่งการบรรลุนิยามเป็นต้น.
ในปัญหาเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะญาณ เพื่อการบรรลุนิยามนั้นอีกของนิตยบุคคลไม่มีด้วยมรรคต้น. ในปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองเพราะความไม่มีนั่นแหละ. ในปัญหาที่ ๓ ย่อมตอบปฏิเสธเพราะผิดจากลัทธิ.
สกวาทีทำปัญหาแรกนั่นแหละให้เป็นปัญหาที่ ๘ อีก แล้วทำ ๓ ปัญหาของอนิยตบุคคลด้วยสามารถแห่งการไม่บรรลุนิยามเป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้นโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. สกวาทีทำปัญหาแรกนั่นแหละให้เป็นปัญหาที่ ๑๒ อีก แล้วทำ ๓ ปัญหามีคำว่า มีทางอันแน่นอน เป็นต้นจากมูลนั้น.
ในปัญหาทั้งหลายเหล่านั้น มัคคญาณเท่านั้น ชื่อว่าญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีหมายญาณนั้น จึงว่า มีทางอันแน่นอน ดังนี้ ครั้นเมื่อคำว่า มีทางอันแน่นอนอันสกวาทีกล่าวแล้ว ปรวาทีก็ตอบปฏิเสธ. เมื่อสกวาทีกล่าวว่า มีญาณ ปรวาทีก็ตอบรับรอง.
แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า สติปัฏฐาน เป็นต้นก็นัยนี้. คำปัจจนิกมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
คำว่า โคตรภูบุคคล เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ญาณใดอันบุคคลใดไม่บรรลุแล้ว ญาณนั้นของบุคคลนั้นย่อมไม่มี.
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบด้วยญาณพละของพระองค์เอง ไม่ใช่ทรงทราบจากสภาพการบรรลุนิยามธรรมของผู้นั้น เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ ปรวาทีแม้ตั้งลัทธิไว้แล้วก็ตั้งอยู่ไม่ได้เลย ดังนี้แล.
อรรถกถานิยามกถา จบ. -----------------------------------------------------