รูปธาตุยา อายตนะกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
รูปธาตุยา อายตนกถา
๑๒๒๑อตฺถิ สฬายตนิโก อตฺตภาโว รูปธาตุยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ คนฺธายตนนฺติ ฯ ตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ รสายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๒นตฺถิ ตตฺถ คนฺธายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถิ ตตฺถ รสายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถิ ตตฺถ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ ตตฺถ กายายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๓อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๔อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนนฺติ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๕อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ นตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ นตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ นตฺถิ คนฺธายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ นตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ นตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๖อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ นตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ นตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ นตฺถิ รูปายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ นตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ นตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ นตฺถิ ธมฺมายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๗อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ตาย ชิวฺหาย ตํ รสํ สายติ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๘อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๒๙อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ น จ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ น จ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ น จ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ น จ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๓๐อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ น จ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ จกฺขายตนํ อตฺถิ รูปายตนํ น จ เตน จกฺขุนา ตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ น จ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ โสตายตนํ อตฺถิ สทฺทายตนํ ฯเปฯ อตฺถิ ตตฺถ มนายตนํ อตฺถิ ธมฺมายตนํ น จ เตน มเนน ตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๓๑อตฺถิ ตตฺถ ฆานายตนํ อตฺถิ คนฺธายตนํ เตน ฆาเนน ตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ มูลคนฺโธ สารคนฺโธ ตจคนฺโธ ปตฺตคนฺโธ ปุปฺผคนฺโธ ผลคนฺโธ อามคนฺโธ วิสคนฺโธ สุคนฺโธ ทุคฺคนฺโธติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๓๒อตฺถิ ตตฺถ ชิวฺหายตนํ อตฺถิ รสายตนํ ตาย ชิวฺหาย ตํ รสํ สายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ มูลรโส ขนฺธรโส ตจรโส ปตฺตรโส ปุปฺผรโส ผลรโส อมฺพิลํ มธุรํ ติตฺติกํ กฏุกํ โลณิยํ ขาริยํ ลมฺพิลํ กสาโว สาทุ อสาทูติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๓๓อตฺถิ ตตฺถ กายายตนํ อตฺถิ โผฏฺฐพฺพายตนํ เตน กาเยน ตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ กกฺขฬํ มุทุกํ สณฺหํ ผรุสํ สุขสมฺผสฺสํ ทุกฺขสมฺผสฺสํ ครุกํ ลหุกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๒๓๔น วตฺตพฺพํ สฬายตนิโก อตฺตภาโว รูปธาตุยาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ ตตฺถ ฆานนิมิตฺตํ ชิวฺหานิมิตฺตํ กายนิมิตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตตฺถ ฆานนิมิตฺตํ ชิวฺหานิมิตฺตํ กายนิมิตฺตํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สฬายตนิโก อตฺตภาโว รูปธาตุยาติ ฯ รูปธาตุยา อายตนกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) ว่าด้วยอายตนะในรูปธาตุ
สก. อัตภาพประกอบด้วยอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีคันธายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีรสายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีคันธายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีฆานายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๑๙/๒๓๗)@ เพราะมีความเห็นว่า รูปพรหมมีอายตนะครบทั้ง ๖ มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาที@ที่เห็นว่า รูปพรหมมีอายตนะเพียง ๓ เท่านั้น คือ (๑) จักขายตนะ (๒) โสตายตนะ (๓) มนายตนะ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๑๙/๒๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) สก. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีรสายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีชิวหายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีกายายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะและรูปายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะและรูปายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะและรสายตนะ ฯลฯ มีกายายตนะและ โผฏฐัพพายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะและสัททายตนะ ฯลฯ มีมนายตนะและ ธัมมายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะและธัมมายตนะใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะและรสายตนะ ฯลฯ มีกายายตนะและ โผฏฐัพพายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ แต่ไม่มีรสายตนะ ฯลฯ มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะและรูปายตนะ บุคคลเห็นรูปนั้น ทางตาใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะ บุคคลดมกลิ่นนั้นทางจมูกนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะและรูปายตนะ บุคคลเห็นรูปนั้นทางตาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะและรสายตนะ บุคคลลิ้มรสนั้นทางลิ้น ฯลฯ มีกายายตนะและโผฏฐัพพายตนะ บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นทางกายใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะและสัททายตนะ ฯลฯ มีมนายตนะและ ธัมมายตนะ บุคคลรู้ธรรมารมณ์นั้นทางใจใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะ บุคคลดมกลิ่นนั้นทางจมูกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะและธัมมายตนะ บุคคลรู้ธรรมารมณ์นั้นทางใจใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะและรสายตนะ ฯลฯ มีกายายตนะและ โผฏฐัพพายตนะ บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นทางกายใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะ แต่บุคคลไม่ได้ดมกลิ่นนั้นทางจมูกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะและรูปายตนะ แต่บุคคลไม่เห็นรูปนั้นทางตาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๖๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะ แต่บุคคลไม่ได้ดมกลิ่นนั้นทางจมูกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะและสัททายตนะ ฯลฯ มีมนายตนะและ ธัมมายตนะ แต่บุคคลไม่รู้ธรรมารมณ์นั้นทางใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะและรสายตนะ ฯลฯ มีกายายตนะและ โผฏฐัพพายตนะ แต่บุคคลไม่ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นทางกายใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะและรูปายตนะ แต่บุคคลไม่เห็นรูปนั้นทางตาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะและโผฏฐัพพายตนะ แต่บุคคลไม่ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นทางกายใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะและสัททายตนะ ฯลฯ มีมนายตนะและ ธัมมายตนะ แต่บุคคลไม่รู้ธรรมารมณ์นั้นทางใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะและคันธายตนะ บุคคลดมกลิ่นนั้น ทางจมูกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นที่เกิดจากราก เกิดจากแก่น เกิดจากเปลือก เกิดจากใบ เกิดจากดอก เกิดจากผล มีกลิ่นคาว กลิ่นฉุน กลิ่นหอม กลิ่นเหม็นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๘. อัฏฐมวรรค] ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา (๗๙) สก. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะและรสายตนะ บุคคลลิ้มรสนั้นทางลิ้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีรสที่เกิดจากราก เกิดจากลำต้น เกิดจากเปลือก เกิดจากใบ เกิดจากดอก เกิดจากผล มีรสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ด รสเค็มรสพร่า รสหวานอมเปรี้ยว รสฝาด รสกลมกล่อม รสไม่กลมกล่อมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะและโผฏฐัพพายตนะ บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในรูปธาตุนั้น มีสัมผัสที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ สบาย ไม่สบายหนัก เบาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อัตภาพที่ประกอบด้วยอายตนะ ๖ มีอยู่ใน รูปธาตุนั้น” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต และกายนิมิตมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต และกายนิมิต ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อัตภาพที่ประกอบด้วยอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุ” รูปธาตุยาอายตนกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๖๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถารูปธาตุยา อายตนกถา ว่าด้วยอายตนะในรูปธาตุ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอายตนะในรูปธาตุ.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลายว่า อัตภาพของหมู่พรหมเหล่านั้นมีอายตนะครบทั้ง ๖เพราะอาศัยพระสูตรว่า พวกพรหมที่มีรูป มีความสำเร็จได้ด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง มีอินทรีย์อันไม่บกพร่อง คือมีอัตภาพสมบูรณ์ ดังนี้จึงสำคัญว่า แม้ฆานนิมิตคือรูปร่างของจมูก ของพวกพรหมเหล่านั้นว่า เป็นอายตนะเทียว คือหมายความว่าเป็นฆานายตนะนั่นแหละ ดังนี้คำถามของสกวาทีว่า อัตภาพของพวกพรหมมีอายตนะทั้ง ๖ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
ทีนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งอายตนะที่ไม่มีอยู่ในพวกพรหมนั้น จึงเริ่มกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ในรูปธาตุนั้นมีฆานายตนะหรือ เป็นต้น. ลำดับนั้น ปรวาทีก็ตอบรับรองด้วยลัทธิว่า สัณฐานนิมิตของอายตนะทั้ง ๓ คือฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะที่เป็นภายในมีฆานายตนะเป็นต้น อันใดมีอยู่ในรูปธาตุนั้น สัณฐานนิมิตนั้นนั่นแหละเป็นอายตนะ ดังนี้.
ถูกถามด้วยสามารถแห่งคันธายตนะเป็นต้นซึ่งเป็นของภายนอก ปรวาที เมื่อเสพคุ้นอยู่ซึ่งอารมณ์แห่งฆานายตนะเป็นต้นนั้นจึงไม่ปรารถนาฆานปสาทเป็นต้นในรูปธาตุนั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ.
ในปัญหาปฏิโลมและปัญหาว่าด้วยการเปรียบเทียบทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้แหละ.
คำว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะและสูดกลิ่นนั้นด้วย ฆานะนั้นหรือ ดังนี้ สกวาทีกล่าวหมายถึงอาจารย์บางพวกในลัทธิอื่นเท่านั้น.
ได้ยินว่า อาจารย์บางพวกเหล่านั้นมีความสำคัญว่า ในรูปธาตุนั้นมีอายตนะภายในครบทั้ง ๖ บริบูรณ์ แต่ชื่อว่าอายตนะก็พึงทำกิจของตน คือรับอารมณ์ได้ตามหน้าที่ เพราะฉะนั้น อายตนะเหล่านั้นจึงสูดกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องซึ่งกลิ่นเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยฆานะเป็นต้นเหล่านั้น ดังนี้.
ปรวาทีอาศัยลัทธินั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่.
ก็ถูกถามคำว่า ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นเกิดแต่รากไม้ ดังนี้ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่อาจยังความเป็นอายตนะภายนอกให้ปรากฏได้ จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า ในรูปธาตุนั้นมีฆานนิมิตมิใช่หรือ เป็นต้น คำนั้นสำเร็จแต่เพียงเป็นรูปร่างสัณฐานเท่านั้น หาได้สำเร็จเป็นอายตนะไม่ เพราะฉะนั้น คำนั้น แม้ท่านปรวาทีนำมาตั้งเป็นลัทธิไว้แล้วก็เหมือนมิได้นำมา ดังนี้แล.
อรรถกถารูปธาตุยา อายตนกถา จบ. -----------------------------------------------------