อุปาทาปัญญัตตานุโยค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๒รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๒.๑} เวทนํ อุปาทาย ฯเปฯ สญฺญํ อุปาทาย ฯเปฯ สงฺขาเร อุปาทาย ฯเปฯ วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๓รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นีลํ รูปํ อุปาทาย นีลกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปีตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ โลหิตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ โอทาตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ สนิทสฺสนํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ อนิทสฺสนํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ สปฺปฏิฆํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ อปฺปฏิฆํ รูปํ อุปาทาย อปฺปฏิฆสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๔เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ เวทนํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ เวทนํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลา เวทนา สผลา สวิปากา อิฏฺฐผลา กนฺตผลา มนุญฺญผลา อเสจนกผลา สุขุทฺรยา สุขวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๕เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ เวทนํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลํ เวทนํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลา เวทนา สผลา สวิปากา อนิฏฺฐผลา อกนฺตผลา อมนุญฺญผลา เสจนกผลา ทุกฺขุทฺรยา ทุกฺขวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อนิฏฺฐผโล อกนฺตผโล อมนุญฺญผโล เสจนกผโล ทุกฺขุทฺรโย ทุกฺขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๖เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ เวทนํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อพฺยากตํ เวทนํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตา เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา วิปริณามธมฺมาติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากโตปิ ปุคฺคโล อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๖.๑} สญฺญํ อุปาทาย ฯเปฯ สงฺขาเร อุปาทาย ฯเปฯ วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ วิญฺญาณํ สผลํ สวิปากํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๗วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ สผลํ สวิปากํ อนิฏฺฐผลํ อกนฺตผลํ อมนุญฺญผลํ เสจนกผลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อนิฏฺฐผโล อกนฺตผโล อมนุญฺญผโล เสจนกผโล ทุกฺขุทฺรโย ทุกฺขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๘วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากโตปิ ปุคฺคโล อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๙๙จกฺขุํ อุปาทาย จกฺขุมา ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุมฺหิ นิรุทฺเธ จกฺขุมา ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตํ อุปาทาย ฯเปฯ ฆานํ อุปาทาย ฯเปฯ ชิวฺหํ อุปาทาย ฯเปฯ กายํ อุปาทาย ฯเปฯ มนํ อุปาทาย มนวา ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มนมฺหิ นิรุทฺเธ มนวา ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๐มิจฺฉาทิฏฺฐึ อุปาทาย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา นิรุทฺธาย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๑มิจฺฉาสงฺกปฺปํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาวาจํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉากมฺมนฺตํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาอาชีวํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาวายามํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาสตึ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาสมาธึ อุปาทาย มิจฺฉาสมาธิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มิจฺฉาสมาธิมฺหิ นิรุทฺเธ มิจฺฉาสมาธิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๒สมฺมาทิฏฺฐึ อุปาทาย สมฺมาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาทิฏฺฐิยา นิรุทฺธาย สมฺมาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาสงฺกปฺปํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาวาจํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาอาชีวํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาวายามํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาสตึ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาสมาธึ อุปาทาย สมฺมาสมาธิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาสมาธิมฺหิ นิรุทฺเธ สมฺมาสมาธิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๓รูปํ อุปาทาย เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ขนฺธานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ อุปาทาย เวทนํ อุปาทาย สญฺญํ อุปาทาย สงฺขาเร อุปาทาย วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุปาทาย ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๔จกฺขายตนํ อุปาทาย โสตายตนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ อายตนานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๕จกฺขายตนํ อุปาทาย โสตายตนํ อุปาทาย ฯเปฯ ธมฺมายตนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทสนฺนํ อายตนานํ อุปาทาย ทฺวาทสนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๖จกฺขุธาตุํ อุปาทาย โสตธาตุํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ธาตูนํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๗จกฺขุธาตุํ อุปาทาย โสตธาตุํ อุปาทาย ฯเปฯ ธมฺมธาตุํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อฏฺฐารสนฺนํ ธาตูนํ อุปาทาย อฏฺฐารสนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๘จกฺขุนฺทฺริยํ อุปาทาย โสตินฺทฺริยํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ อินฺทฺริยานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๐๙จกฺขุนฺทฺริยํ อุปาทาย โสตินฺทฺริยํ อุปาทาย ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ พาวีสตีนํ อินฺทฺริยานํ อุปาทาย พาวีสตีนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๐เอกโวการภวํ อุปาทาย เอกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุโวการภวํ อุปาทาย จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๑เอกโวการภวํ อุปาทาย เอกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภวํ อุปาทาย ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๒เอกโวการภเว เอโกว ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุโวการภเว จตฺตาโรว ปุคฺคลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๓เอกโวการภเว เอโกว ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภเว ปญฺเจว ปุคฺคลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๔ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ รุกฺโขปิ อนิจฺโจ ฉายาปิ อนิจฺจา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ รูปมฺปิ อนิจฺจํ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๑} ยถา คามํ อุปาทาย คามิยสฺส ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา คามํ อุปาทาย คามิยสฺส ปญฺญตฺติ อญฺโญ คาโม อญฺโญ คามิโย เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๒} ยถา รฏฺฐํ อุปาทาย รญฺโญ ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา รฏฺฐํ อุปาทาย รญฺโญ ปญฺญตฺติ อญฺญํ รฏฺฐํ อญฺโญ ราชา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๓} ยถา น นิคโฬ เนคฬิโก ยสฺส นิคโฬ โส เนคฬิโก เอวเมว น รูปํ รูปวา ยสฺส รูปํ โส รูปวาติ ฯ ยถา น นิคโฬ เนคฬิโก ยสฺส นิคโฬ โส เนคฬิโก อญฺโญ นิคโฬ อญฺโญ เนคฬิโก เอวเมว น รูปํ รูปวา ยสฺส รูปํ โส รูปวา อญฺญํ รูปํ อญฺโญ รูปวาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๑๕จิตฺเต จิตฺเต ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จิตฺเต จิตฺเต ปุคฺคโล ชายติ ชิยฺยติ มิยฺยติ จวติ อุปปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ ฯ วตฺตพฺพํ ฯ {๑๑๕.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ มิจฺฉา {๑๑๕.๒} หญฺจิ วา ปน ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ มิจฺฉา ฯ
๑๑๖ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ อิตฺถีติ วา ปุริโสติ วา คหฏฺโฐติ วา ปพฺพชิโตติ วา เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ ฯ วตฺตพฺพํ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ มิจฺฉา {๑๑๖.๑} หญฺจิ วา ปน ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ มิจฺฉา ฯเปฯ
๑๑๗น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย ปสฺสติ ยํ ปสฺสติ เยน ปสฺสติ โส ปสฺสติ ตํ ปสฺสติ เตน ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย ปสฺสติ ยํ ปสฺสติ เยน ปสฺสติ โส ปสฺสติ ตํ ปสฺสติ เตน ปสฺสติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
๑๑๘น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย สุณาติ ฯเปฯ โย ฆายติ ฯเปฯ โย สายติ ฯเปฯ โย ผุสติ ฯเปฯ โย วิชานาติ ยํ วิชานาติ เยน วิชานาติ โส วิชานาติ ตํ วิชานาติ เตน วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย วิชานาติ ยํ วิชานาติ เยน วิชานาติ โส วิชานาติ ตํ วิชานาติ เตน วิชานาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
๑๑๙ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย น ปสฺสติ ยํ น ปสฺสติ เยน น ปสฺสติ โส น ปสฺสติ ตํ น ปสฺสติ เตน น ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย น ปสฺสติ ยํ น ปสฺสติ เยน น ปสฺสติ โส น ปสฺสติ ตํ น ปสฺสติ เตน น ปสฺสติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
๑๒๐ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย น สุณาติ ฯเปฯ โย น ฆายติ ฯเปฯ โย น สายติ ฯเปฯ โย น ผุสติ ฯเปฯ โย น วิชานาติ ยํ น วิชานาติ เยน น วิชานาติ โส น วิชานาติ ตํ น วิชานาติ เตน น วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย น วิชานาติ ยํ น วิชานาติ เยน น วิชานาติ โส น วิชานาติ ตํ น วิชานาติ เตน น วิชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ
๑๒๑น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปสฺสามหํ ภิกฺขเว ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๒๑.๑} วุตฺตํ ภควตา ปสฺสามหํ ภิกฺขเว ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามีติ กตฺวา เตเนว การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ รูปํ ปสฺสติ ฯ รูปํ ปุคฺคโล รูปํ จวติ รูปํ อุปปชฺชติ รูปํ ยถากมฺมูปคนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๒๑.๒} ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ ปุคฺคลํ ปสฺสติ ฯ ปุคฺคโล รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ นีลํ ปีตกํ โลหิตํ โอทาตํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญติ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๒๑.๓} ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ อุโภ ปสฺสติ ฯ อุโภ รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ อุโภ นีลา อุโภ ปีตกา อุโภ โลหิตกา อุโภ โอทาตา อุโภ จกฺขุวิญฺเญยฺยา อุโภ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญนฺติ อุโภ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ อุโภ จวนฺติ อุโภ อุปปชฺชนฺติ อุโภ ยถากมฺมูปคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อุปาทาปญฺญตฺตานุโยโค ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ
สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน หมายถึง นิพพานคือภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ถ้าถือว่าบุคคลเที่ยงเหมือนนิพพาน@ก็จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๔/๑๔๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓ ในเล่มนี้ @ ปรวาทียังยึดถือความเห็นเดิมของตนที่ว่า บุคคลเที่ยง จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๕/๑๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. เพราะอาศัยเวทนา ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยรูปสีเขียว จึงบัญญัติบุคคลสีเขียวใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยรูปสีเหลือง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปสีแดง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปสีขาว ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบไม่ได้ จึงบัญญัติบุคคลที่กระทบไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยเวทนาจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เวทนาที่เป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดี มีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดี มีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยเวทนาจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เวทนาที่เป็นอกุศลมีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดีมีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดี มีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เวทนาที่เป็นอัพยากฤตไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นกุศลมีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดี มีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดีมีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยวิญญาณจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอกุศลมีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดีมีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดี มีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอัพยากฤตไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. เพราะอาศัยจักษุ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลมีจักษุ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อจักษุดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้มีจักษุดับ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยโสตะ ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯลฯ เพราะอาศัยกาย ฯลฯ เพราะอาศัยมโน ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้มีมโน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมโนดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้มีมโนดับ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
สก. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิดับ”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลเป็นมิจฉาสมาธิ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมิจฉาสมาธิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นมิจฉาสมาธิดับ”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิดับ”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมา-วายามะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาสมาธิ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อสัมมาสมาธิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาสมาธิดับ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัยสัญญา เพราะอาศัยสังขาร เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา
สก. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอายตนะ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมายตนะ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอายตนะ ๑๒ จึงบัญญัติบุคคล ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยธาตุ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมธาตุจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยธาตุ ๑๘ จึงบัญญัติบุคคล ๑๘ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ ฯลฯ เพราะอาศัยอัญญาตาวินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยจตุโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยปัญจโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในเอกโวการภพมีบุคคลเพียง ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในจตุโวการภพมีบุคคลเพียง ๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในเอกโวการภพมีบุคคลเพียง ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เอกโวการภพ หมายถึงภพของสัตว์ที่มีขันธ์ ๑ คือรูปขันธ์ ได้แก่ อสัญญีภพ (อภิ.วิ.อ. ๒๓๔/๑๙๘-๒๒๐)@ จตุโวการภพ หมายถึงภพของสัตว์ที่มีขันธ์ ๔ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์@ได้แก่ สัญญีภพ (อภิ.วิ.อ. ๒๓๔/๑๙๘-๒๒๐, ขุ.ป.อ. ๑/๕/๙๗) @ ปัญจโวการภพ หมายถึงภพของสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ ได้แก่ กามภพและรูปภพ (อภิ.วิ.อ. ๒๓๔/๑๙๘-๒๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ในปัญจโวการภพมีบุคคลเพียง ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยต้นไม้จึงบัญญัติเงาไม้ ฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยต้นไม้จึงบัญญัติเงาไม้ แม้ต้นไม้ก็ไม่เที่ยง แม้เงาไม้ก็ไม่เที่ยงฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล แม้รูปก็ไม่เที่ยง แม้บุคคลก็ไม่เที่ยงฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยต้นไม้จึงบัญญัติเงาไม้ ต้นไม้กับเงาไม้เป็นคนละอย่างกัน ฉันใดเพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยบ้านจึงบัญญัติชาวบ้าน ฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยบ้านจึงบัญญัติชาวบ้าน บ้านกับชาวบ้านเป็นคนละอย่างกันฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เพราะอาศัยรัฐจึงบัญญัติพระราชา ฉันใด เพราะอาศัยรูปจึง บัญญัติบุคคล ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยรัฐจึงบัญญัติพระราชา รัฐกับพระราชาเป็นคนละอย่างกัน ฉันใดเพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ตรวนมิใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้ถูกจำตรวนฉันใด รูปมิใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีรูป ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตรวนมิใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้ถูกจำตรวน ตรวนกับผู้ถูกจำตรวนเป็นคนละอย่างกัน ฉันใด รูปมิใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีรูป รูปกับผู้มีรูปเป็นคนละอย่าง ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. มีการบัญญัติบุคคลในจิตแต่ละดวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิ ในจิตแต่ละดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นเด็กชายหรือเป็น เด็กหญิง” ใช่ไหม ปร. ข้าพเจ้ายอมรับ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลในจิตดวงที่ ๑ กับบุคคลในจิตดวงที่ ๒ จะกล่าวว่าเป็นคนเดียวกันหรือเป็นคน@ละคนกันก็ไม่ได้ เพราะถ้ายอมรับว่าเป็นคนเดียวกัน ก็เกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นสัสสตทิฏฐิ และถ้ายอม@รับว่าเป็นคนละคนกันก็เกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นอุจเฉททิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๖/๑๕๑)@ เพราะมีความเห็นว่า จะเป็นการขัดกับภาษาที่ชาวโลกใช้พูดกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น หากท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกันหรือเป็น คนละคนกัน” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า เป็นเด็กชายหรือเป็นเด็กหญิง” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน’ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเด็กชายหรือเป็นเด็กหญิง” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น หากท่านยอมรับว่า “เป็นเด็กชายหรือเป็น เด็กหญิง” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน’ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเด็กชายหรือเป็นเด็กหญิง” คำนั้นของท่านผิด
สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกัน หรือเป็นคนละคนกัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นสตรีหรือเป็นบุรุษเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” ใช่ไหม ปร. ข้าพเจ้ายอมรับ สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากเมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน’ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” คำนั้นของท่านผิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น หากท่านยอมรับว่า “เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์”ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นคนเดียวกันหรือว่าเป็นคนละคนกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือว่าเป็นคนละคนกัน เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้นเห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากบุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้นเห็นด้วยจักษุนั้น ดังนั้น ท่านจึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐ-ปรมัตถ์”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลใดฟัง ฯลฯ บุคคลใดดม ฯลฯ บุคคลใดลิ้มรส ฯลฯ บุคคลใดถูกต้อง ฯลฯ บุคคลใดรู้ รู้ธรรมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นรู้ รู้ธรรมารมณ์นั้นรู้ด้วยมโนนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ คำถามนี้ มีใจความว่า ผู้เห็นมีอยู่จริง รูปที่ถูกเห็นก็มีอยู่จริง ตาที่เห็นก็มีอยู่จริง@ เพราะมุ่งถึงสมมติสัจจึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๘/๑๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. หากบุคคลใดรู้ รู้ธรรมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นรู้ รู้ธรรมารมณ์นั้น รู้ด้วยมโนนั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลใดไม่เห็น ไม่เห็นรูปใด ไม่เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นไม่เห็นไม่เห็นรูปนั้น ไม่เห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากบุคคลใดไม่เห็น ไม่เห็นรูปใด ไม่เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นไม่เห็นไม่เห็นรูปนั้น ไม่เห็นด้วยจักษุนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลใดไม่ฟัง ฯลฯ บุคคลใดไม่ดม ฯลฯ บุคคลใดไม่ลิ้มรส ฯลฯ บุคคลใดไม่ถูกต้อง ฯลฯ บุคคลใดไม่รู้ ไม่รู้ธรรมารมณ์ใด ไม่รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นไม่รู้ไม่รู้ธรรมารมณ์นั้น ไม่รู้ด้วยมโนนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลใดไม่รู้ ไม่รู้ธรรมารมณ์ใด ไม่รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นไม่รู้ไม่รู้ธรรมารมณ์นั้น ไม่รู้ด้วยมโนนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะปรวาทีมุ่งหมายเอาบุคคล ๕ จำพวก คือ (๑) คนตาบอด (๒) อสัญญีสัตว์ (๓) บุคคลผู้เกิดในอรูปภพ@(๔) บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ (๕) คนตาไม่บอดแต่ไม่ดูรูป จึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๐/๑๕๑-๑๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราเห็นหมู่สัตว์ผู้ กำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เราเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าจึงหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูป หรือทรงเห็นบุคคลได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ปร. ทรงเห็นรูป สก. รูปเป็นบุคคล รูปจุติ รูปปฏิสนธิ รูปเป็นไปตามกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูป หรือทรงเห็นบุคคลได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ปร. ทรงเห็นบุคคล สก. บุคคลเป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดงสีขาว สิ่งที่จะรู้ได้ทางจักษุ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๕๙/๒๒๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูป หรือทรงเห็นบุคคลได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ปร. ทรงเห็นได้ทั้ง ๒ อย่าง สก. ทั้ง ๒ อย่าง เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ ทั้ง ๒ อย่างเป็นสีเขียวทั้ง ๒ อย่างเป็นสีเหลือง ทั้ง ๒ อย่างเป็นสีแดง ทั้ง ๒ อย่างเป็นสีขาว ทั้ง ๒อย่างเป็นสิ่งที่จะรู้ได้ทางจักษุ ทั้ง ๒ อย่างกระทบที่จักษุ ทั้ง ๒ อย่างมาสู่คลองจักษุทั้ง ๒ อย่างจุติ ทั้ง ๒ อย่างปฏิสนธิ ทั้ง ๒ อย่างเป็นไปตามกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปาทาปัญญัตตานุโยค ว่าด้วยการซักถามอุปาทาบัญญัติ
บัดนี้ เป็นการซักถามอุปาทาบัญญัติ คือบัญญัติเพราะอาศัยในเรื่องนั้น คำถามเป็นของพระสกวาที คำรับรองเป็นของพระปรวาที.
จริงอยู่ เพราะอาศัยจักขุรูปเป็นต้น จึงบัญญัติบุคคล เหมือนการบัญญัติเงาไม้เพราะอาศัยต้นไม้ เหมือนการบัญญัติไฟเพราะอาศัยเชื้อไฟ ฉะนั้น ท่านต้องการประกาศให้รู้ให้เข้าใจถึงบัญญัติ เพราะฉะนั้นเมื่อถูกสกวาทีถามว่า เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ ปรวาทีจึงตอบรับรอง.
ถูกถามเนื้อความนี้อีกว่า ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยงเป็นราวกะรูป เป็นต้น เปรียบเหมือนเงาอาศัยต้นไม้ทั้งต้นไม้ด้วยไฟที่อาศัยเชื้อไฟและเชื้อไฟด้วย มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาฉันใด บุคคลของท่าน อาศัยรูปเป็นต้น มีความไม่เที่ยงดุจธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ฉะนั้นหรือ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะตั้งอยู่ในลัทธิของตน.
ในคำทั้งหลายมีคำว่า เพราะอาศัยรูปเขียวจึงบัญญัติบุคคลเขียวหรือ เป็นต้น ปรวาที เมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลเป็นอันเดียวกันกับรูปเขียวด้วยซึ่งความมีมากมายแห่งบุคคลด้วยสามารถแห่งรูปเขียวเป็นต้นในสรีระหนึ่งด้วย จึงตอบปฏิเสธ.
แม้ในปัญหานี้ว่า เพราะอาศัยเวทนาอันเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลหรือ เป็นต้น ปรวาที เมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลกับเวทนาเป็นอันเดียวกันและความมีมากมายแห่งบุคคลด้วยสามารถแห่งกุศลเวทนาอันมากมายในสันดานหนึ่ง จึงตอบปฏิเสธ.
ในนัยที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรองเพราะหมายเอาบุคคลผู้ตั้งอยู่ในความฉลาดโดยสภาพแห่งคำว่า มัคคกุศล เป็นต้น.
ถูกถามว่า ถึงบุคคลเป็นกุศลมีผลเป็นต้น ก็ตอบปฏิเสธเพราะไม่มีโวหารเช่นนั้น.
ในฝ่ายอกุศล ปรวาทีตอบรับรองหมายเอาผู้ดำรงอยู่ในความไม่ฉลาด.
ในฝ่ายอัพยากตะ ท่านก็ตอบรับรองหมายเอาความเป็นแห่งอัพยากตะ คือความไม่พยากรณ์ ด้วยสามารถแห่งคำว่า โลกเที่ยงเป็นต้น.
คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งคำที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นเทียว.
ในคำถามทั้งหลายว่า เพราะอาศัยจักขุพึงกล่าวว่าบุคคลมีจักขุหรือ เป็นต้น ปรวาทีย่อมตอบรับรองเพราะสภาพแห่งโวหารว่า ผู้มีจักขุพึงเว้นบาปต่างๆ เป็นต้นเมื่อไม่ปรารถนาความดับของบุคคล เพราะการดับแห่งธรรมสักว่ามีจักขุเป็นต้น จึงปฏิเสธ.
ในคำถามนี้ว่า เพราะอาศัยรูปอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลหรือ นี้บัณฑิตพึงทราบธรรมแม้เหล่าอื่นที่มีรูปเป็นมูลอันเป็นหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔.
ก็การบัญญัติบุคคลเพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายเหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองซึ่งบัญญัติเพราะอาศัยขันธ์ ๒ บ้าง ขันธ์ ๓ บ้าง ขันธ์ ๔ บ้าง ขันธ์ ๕ บ้าง. แต่ย่อมตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีบุคคล ๒ หรือบุคคล ๕ ในสันดานหนึ่งแม้ในอายตนะทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บัดนี้เพื่อแสดงว่า การบัญญัติบุคคลใด เพราะอาศัยขันธ์ใด ความไม่เที่ยงแม้ของบุคคลนั้นเพราะความไม่เที่ยงของขันธ์นั้น และความสำเร็จอย่างหนึ่งเพราะอาศัยสิ่งหนึ่งฉันใดความสำเร็จแห่งบุคคลนั้นย่อมปรากฏฉันนั้นหรือ ดังนี้ จึงกล่าวว่า เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้นฉันใด เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เพราะอาศัย ได้แก่ อาศัย คือการไม่เว้นจากสิ่งนั้น.
ก็ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนา คำว่า เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงา เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคล ดังนี้ เพราะความตั้งมั่นอยู่ในลัทธิของตน จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า ตรวน ได้แก่ เครื่องจองจำอันมั่นคง.
คำว่า ผู้ถูกจำตรวน ได้แก่ ผู้ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำนั้น.
คำว่า รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหาก ชื่อว่าผู้มีรูป อธิบายว่า รูปมีแก่บุคคลใด บุคคลนั้นต่างหากชื่อว่าผู้มีรูป เหมือนตรวนไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนก็อย่างหนึ่ง ผู้ถูกจำตรวนก็อย่างหนึ่ง ฉันใด ฉันนั้นนั่นแหละ รูปก็อย่างหนึ่ง ผู้มีรูปก็อย่างหนึ่ง.
ในคำถามว่า บัญญัติบุคคลในเพราะจิตแต่ละดวงหรือ ปรวาทีหมายเอาจิตมีราคะเป็นต้นด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้มีราคะเป็นต้น จึงตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา.
ถูกสกวาทีถามโดยนัยว่า ย่อมเกิดแก่ตาย เป็นต้น เมื่อปรวาทีไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลเกิดเป็นขณะเหมือนจิต จึงปฏิเสธ. ถูกถามว่า บุคคลนั้น หรือว่า บุคคลอื่น เพราะกลัวเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ จึงปฏิเสธ. ถูกสกวาทีถามว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้นไม่พึงกล่าวว่า กุมารหรือว่ากุมารี อีก เพราะกลัวแต่การถูกตัดขาดจากโวหารของชาวโลก จึงรับว่า พึงกล่าวได้.
คำที่เหลือในที่นี้ปรากฏชัดแจ้งแล้วทั้งนั้น.
บัดนี้ ปรวาทีเป็นผู้ใคร่เพื่อจะให้ลัทธิของตนตั้งอยู่โดยอาการอื่น จึงกล่าวคำว่า ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล เป็นต้น.
ในคำเหล่านั้น คำว่า ไม่พึงกล่าว อธิบายว่า ปรวาทีกล่าวคำนี้ก่อนว่า ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือโดยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติอันมากมายอย่างนี้. ต่อจากนั้น เมื่อคำว่าใช่ อันสกวาทีตอบรับรองแล้ว ปรวาทีจึงกล่าวว่า บุคคลใดเห็นเห็นรูปใด...มิใช่หรือ เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า โย ได้แก่ บุคคลใด คำว่า ยํ ได้แก่ รูปใด คำว่า เยน ได้แก่ ด้วยจักขุใด คำว่า โส ได้แก่ บุคคลนั้น คำว่า ตํ ได้แก่รูปนั้น คำว่า เตน ได้แก่ ด้วยจักขุนั้น.
ท่านอธิบายไว้ว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักขุใด ผู้นั้นเมื่อเห็นรูปนั้นย่อมเห็นด้วยจักขุนั้น มิใช่หรือ?สกวาทีก็ตอบรับรองว่าใช่ ด้วยสามารถแห่งคำสมมติเป็นต้นด้วยคำว่า จักขุอันถึงความเป็นนิสสยปัจจัยแก่จักขุวิญญาณแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นบุคคลนั้นก็ชื่อว่าย่อมเห็นซึ่งรูปนั้น โสตะก็เช่นเดียวกัน บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมฟังเสียง ฯลฯ มโนวิญญาณก็เช่นเดียวกัน บุคคลนั้นย่อมชื่อว่ารู้แจ้งซึ่งธรรมจักขุของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ย่อมเห็นรูปนั้นด้วยจักขุนั้น ดังนี้
ลำดับนั้น ปรวาทีอาศัยวาทะอันมีเลศนัย จึงเปลี่ยนวาทะนั้นนั่นแหละแล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านพึงกล่าวว่าหยั่งเห็นบุคคล เพราะความที่บุคคลอันท่านให้สำเร็จแล้วด้วยความเป็นคำอันบุคคลพึงกล่าว.
ในคำเหล่านั้น คำว่า บุคคลใดมิได้เห็น อธิบายว่า เป็นบุคคลผู้บอด อสัญญีสัตว์ ผู้เกิดในอรูปภพ แม้เป็นผู้ไม่บอดเข้าสมาบัติแล้วก็ชื่อว่าย่อมไม่เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งขณะนั้น.
แม้ในวาระที่เหลือก็นัยนี้นั่นแหละ.
ว่าโดยอรรถ บัณฑิตพึงทราบคำที่เหลือด้วยสามารถแห่งพระบาลี.
ในการเทียบเคียงพระสูตร ปรวาทีกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปเพราะรูปเป็นอารมณ์แก่ทิพยจักขุ. ในวาระที่ ๒ กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลเพราะพระบาลีว่า เราตถาคต ย่อมเห็นสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ในวาระที่ ๓ กล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นทั้ง ๒ อย่าง เพราะลัทธิว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปแล้วจึงรู้แจ้งซึ่งบุคคล.
ก็รูปายตนะนั่นแหละท่านรวบรวมไว้ในรูปสังคหะ ๔ คือ ทิฏฺฐํ ๑. สุตํ ๑. มุตํ ๑. วิญฺญาตํ ๑. ชื่อว่าเป็นธรรมพึงเห็น เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงซักว่า รูปคือบุคคล บุคคลคือรูป ทั้ง ๒ อย่างคือรูป คือรูปปายตนะ เป็นต้น.
____________________________
ในวิภังคปกรณ์กล่าวไว้ว่า รูปายตนะเป็น ทิฏฺฐํ เป็น วิญฺญาตํ สัททายตนะเป็น สุตํ เป็น วิญฺญาตํ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะเป็น มุตํ เป็น วิญฺญาตํอายตนะ ๗ ที่เหลือ คือจักขายตนะ โสตา ฆานา ชิวหา กายา ธัมมา มนายตนะ เป็น วิญฺญาตํทิฏฺฐํ ได้แก่ ธรรมที่เขาเห็นแล้ว ฯลฯ วิญฺญาตํ ได้แก่ธรรมที่เขารู้แล้ว.
อรรถกถาอุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ. -----------------------------------------------------