๕. ชันตุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ ชนฺตุสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ชันตุสูตรที่ ๕
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ สมฺพหุลา ภิกฺขู โกสเลสุ วิหรนฺติ หิมวนฺตปสฺเส อรญฺญกุฏิกายํ อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ปากตินฺทฺริยา ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง ภิกษุเป็นจำนวนมากอยู่ในกุฎีอันตั้งอยู่ในป่าข้างเขาหิมวันต์แคว้นโกศล เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง โอนเอน ปากกล้า วาจาสามหาว มีสติฟั่นเฟือน ขาดสัมปชัญญะ ไม่มั่นคง มีจิตคิดนอกทาง ประพฤติเยี่ยงคฤหัสถ์ ฯ
อถ โข ชนฺตุ เทวปุตฺโต ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู คาถาหิ อชฺฌภาสิ สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ภิกฺขู โคตมสาวกา อนิจฺฉา ปิณฺฑเมสนา อนิจฺฉา สยนาสนํ โลเก อนิจฺจตํ ญตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตมกํสุ เต ทุปฺโปสํ กตฺวา อตฺตานํ คาเม คามณิกา วิย ภุตฺวา ภุตฺวา นิปชฺชนฺติ ปราคาเรสุ มุจฺฉิตา สํฆสฺส อญฺชลึ กตฺวา อิเธกจฺเจ วทามหํ อปวิฏฺฐา อนาถา เต ยถา เปตา ตเถว เต เย โข ปมตฺตา วิหรนฺติ เต เม สนฺธาย ภาสิตํ เย อปฺปมตฺตา วิหรนฺติ นโม เตสํ กโรมหนฺติ ฯ
วันหนึ่งเป็นวันอุโบสก ๑๕ ค่ำ ชันตุเทพบุตรเข้าไปหาพวกภิกษุ เหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจึงได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า ครั้งก่อน พวกภิกษุผู้เป็นสาวกพระโคดมเป็นอยู่ง่าย (เลี้ยง ง่าย) ไม่เป็นผู้มักได้แสวงหาบิณฑบาต ไม่มักได้ที่นอน ที่นั่ง ฯ ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นของไม่เที่ยง กระทำที่สุดแห่ง ทุกข์ได้ ฯ ส่วนท่านเหล่านี้ ทำตนให้เป็นคนเลี้ยงยากเหมือนชาวบ้านที่ โกงเขากิน กินๆ แล้วก็นอน เที่ยวประจบไปในเรือนของ คนอื่น ฯ ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีต่อท่าน ขอพูดกะท่านบางพวกในที่นี้ว่า พวกท่านถูกเขาทอดทิ้งหมดที่พึ่ง เป็นเหมือนเปรต ฯ ที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้หมายเอาบุคคลจำพวกที่ประมาทอยู่ ส่วน ท่านพวกใดไม่ประมาทอยู่ ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านพวกนั้น ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๕. ชันตุสูตร ๕. ชันตุสูตร ว่าด้วยชันตุเทพบุตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากอยู่ในกุฎีป่า ข้างภูเขาหิมพานต์ แคว้นโกศล เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตกวัดแกว่ง ไม่สำรวมอินทรีย์ ครั้นในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ชันตุเทพบุตรเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า ในกาลก่อน พวกภิกษุสาวกของพระโคดม เป็นอยู่เรียบง่าย ไม่มักมากการแสวงหาบิณฑบาต ไม่มักมากที่นอนที่นั่ง ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นของไม่เที่ยง จึงกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ส่วนท่านเหล่านี้ ทำตนเป็นคนเลี้ยงยาก กินๆ แล้วก็นอนเหมือนคนที่โกงชาวบ้าน หมกมุ่นอยู่ในเรือนของคนอื่น ข้าพเจ้าทำอัญชลีต่อสงฆ์แล้ว ขอพูดกับท่านบางพวกในที่นี้ว่า พวกท่านถูกเขาทอดทิ้งแล้ว เป็นคนอนาถาเหมือนเปรต ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอาบุคคลพวกที่ประมาทอยู่ ส่วนท่านเหล่าใดไม่ประมาท ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่านเหล่านั้น ชันตุสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๒๓๓ หน้า ๓๓๔ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๑๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชันตุสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในชันตุสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า โกสเลสุ วิหรนฺติ ความว่า เหล่าภิกษุเป็นอันมาก รับกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพากันไปอยู่แคว้นโกศล.
บทว่า อุทฺธตา ได้แก่ เป็นผู้มีปกติฟุ้งซ่าน เพราะสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร สำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร สำคัญในที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ สำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ.
บทว่า อุนฺนฬา ได้แก่ มีมานะดุจไม้อ้อที่ชูขึ้น. ท่านอธิบายว่า ยกมานะที่เปล่าๆ ขึ้น.
บทว่า จปลา ได้แก่ ประกอบด้วยความฟุ้งเฟ้อมีแต่งบาตรจีวรเป็นต้น.
บทว่า มุขรา แปลว่า ปากกล้า. ท่านอธิบายว่า มีถ้อยคำกร้าว.
บทว่า วิกิณฺณวาจา ได้แก่ ไม่ประหยัดถ้อยคำ [เพ้อเจ้อ] เจรจาถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์ได้ทั้งวัน.
บทว่า มุฏฺฐสฺสติ ได้แก่ มีสติหายไป เว้นจากสติ กิจที่ทำในที่นี้ ภิกษุทั้งหลายก็หลงลืมเสียในที่นี้.
บทว่า อสมฺปชานา ได้แก่ ปราศจากความรอบรู้.
บทว่า อสมาหิตา ได้แก่ เว้นจากสมาธิที่เป็นอัปปนาและอุปจาระ เสมือนเรือที่ผูกไว้ในกระแสน้ำเชี่ยว.
บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺตา ได้แก่ มีจิตไม่มั่นคง เสมือนมฤคร้ายที่ขึ้นทาง.
บทว่า ปากตินฺทฺริยา ได้แก่ มีอินทรีย์เปิดเหมือนครั้งเป็นคฤหัสถ์ เพราะไม่มีความสำรวม.
บทว่า ชนฺตุ ได้แก่ เทพบุตรมีนามอย่างนี้.
บทว่า ตทหุ โปสเถ ได้แก่ ในอุโบสถวันนั้น. อธิบายว่า ในวันอุโบสถ.
ศัพท์ว่า ปณฺณรเส ห้ามวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำเป็นต้นเสีย.
บทว่า อุปสงฺกมิ ได้แก่ เข้าไปหาเพื่อทักท้วง.
ได้ยินว่า ชันตุเทพบุตรนั้นคิดว่า ภิกษุเหล่านี้รับกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วพากันออกไป บัดนี้ก็อยู่เป็นผู้ประมาท ก็แต่ภิกษุเหล่านี้ถูกเราทักท้วงในสถานที่นั่งแยกๆ กัน จักไม่ถือคำเรา จำเราจักทักท้วงในเวลาที่มารวมกันถึงวันอุโบสถ รู้ว่าภิกษุเหล่านั้นประชุมกันแล้ว จึงเข้าไปหา.
บทว่า คาถาย อชฺฌภาสิ ความว่า เทพบุตรยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าภิกษุทั้งหมดได้กล่าวด้วยคาถาทั้งหลายในคาถาเหล่านั้น เพราะเหตุที่สภาพมิใช่คุณ [โทษ] ของผู้ไร้คุณ ย่อมปรากฏพร้อมกับการกล่าวคุณฉะนั้น เทพบุตรเมื่อกล่าวถึงคุณก่อน จึงกล่าวคาถาว่า สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ความว่า พวกภิกษุแต่ก่อน เป็นผู้บำรุงเลี้ยงง่าย เทพบุตรกล่าวอย่างนี้ โดยอธิบายว่า พวกภิกษุแต่ก่อนยังชีพให้เป็นไปด้วยอาหารคลุกกัน ซึ่งเที่ยวไปตามลำดับตรอกในตระกูลสูงและต่ำได้มา.
บทว่า อนิจฺฉา ได้แก่ ปราศจากตัณหา.
เทพบุตรครั้นกล่าวคุณของเหล่าภิกษุเก่าก่อนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวโทษของภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ทุปฺโปสํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า คาเม คามณิกา วิย เทพบุตรกล่าว อธิบายว่าเปรียบเหมือนนายบ้านเยี่ยมประชาชนในตำบลบ้าน ให้ลูกบ้านนำนมสดนมส้มข้าวสารเป็นต้น มากินฉันใดแม้พวกท่านตั้งอยู่ในอเนสนา แสวงหาไม่สมควร มาเลี้ยงชีวิตของพวกท่าน ก็ฉันนั้น.
บทว่า นิปชฺชนฺติ ได้แก่ ไม่ต้องการด้วยการเรียนอุเทศ สอบถามและใส่ใจกัมมัฏฐาน นอนปล่อยมือเท้าอยู่บนที่นอน.
บทว่า ปราคาเรสุ ความว่า ในเรือนของผู้อื่น คือในเรือนสะใภ้ของตระกูลเป็นต้น.
บทว่า มุจฺฉิตา ได้แก่ หมกมุ่นด้วยอำนาจกิเลส.
บทว่า เอกจฺเจ ได้แก่ พวกที่ควรจะกล่าวถึงนี่แหละ.
บทว่า อปวิฏฺฐา ได้แก่ ที่เขาทอดทิ้งแล้ว.
บทว่า อนาถา ได้แก่ ไม่มีที่พึ่ง.
บทว่า เปตา ได้แก่ คนที่ตายแล้ว เขาทิ้งในป่าช้า เปรียบเหมือนคนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ย่อมถูกนกต่างๆ เป็นต้นจิกกิน แม้เหล่าญาติก็เป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้นไม่ได้ รักษาไม่ได้ คุ้มครองไม่ได้ฉันใด ภิกษุทั้งหลายเห็นปานนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่ได้รับโอวาทและคำพร่ำสอนแต่สำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้นเพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่ง เป็นเหมือนคนตายที่เขาละทิ้งแล้ว ฉะนั้น.
จบอรรถกถาชันตุสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------