๖. นชีรติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ นชีรติสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค นชีรติสูตรที่ ๖
กึสุ ชีรติ กึ น ชีรติ กึสุ อุปฺปโถติ วุจฺจติ กึสุ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ กึสุ รตฺตินฺทิวกฺขโย กึ มลํ พฺรหฺมจริยสฺส กึ สินานมโนทกํ กติ โลกสฺมิ ฉิทฺทานิ ยตฺถ จิตฺตํ น ติฏฺฐติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอย่อมทรุดโทรม อะไรไม่ทรุดโทรม อะไรหนอ ท่านเรียกว่าทางผิด อะไรหนอเป็นอันตรายแห่งธรรม อะไร หนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอเป็นมลทินของ พรหมจรรย์ อะไรไม่ใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลก มีช่องกี่ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้ ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้- มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จะรู้ความข้อนั้นได้ ฯ
รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ ............... ราโค อุปฺปโถติ วุจฺจติ โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ วโย รตฺตินฺทิวกฺขโย อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส เอตฺถายํ สชฺชเต ปชา ตโป จ พฺรหฺมจริยญฺจ ตํ สินานมโนทกํ ฉ โลกสฺมิ ฉิทฺทานิ ยตฺถ จิตฺตํ น ติฏฺฐติ อาลสฺยญฺจ ปมาโท จ อนุฏฺฐานมสํยโม นิทฺทา ตนฺที จ เต ฉิทฺเท สพฺพโส ตํ วิวชฺชเยติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม นามและโคตรย่อมไม่ ทรุดโทรม ราคะท่านเรียกว่าทางผิด ความโลภเป็นอันตราย ของธรรม วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทินของ พรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมข้องอยู่ในหญิงนี้ ตบะและ พรหมจรรย์ทั้งสองนั้น มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลก มีช่องอยู่ ๖ ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้ คือความเกียจคร้าน ๑ ความ ประมาท ๑ ความไม่หมั่น ๑ ความไม่สำรวม ๑ ความมัก หลับ ๑ ความอ้างเลศไม่ทำงาน ๑ พึงเว้นช่องทั้ง ๖ เหล่านั้น เสียโดยประการทั้งปวงเถิด ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. นชีรติสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ไม่ทรุดโทรม
เทวดาทูลถามว่า อะไรเล่าย่อมทรุดโทรม อะไรเล่าย่อมไม่ทรุดโทรม อะไรเล่าท่านเรียกว่าทางผิด @เชิงอรรถ : @ ตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุหลากหลาย หมายถึงตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุเป็นอันมาก ได้แก่@อารมณ์ ๓๘ ประการ (อารมณ์ ๓๘ มาจากอารมณ์กัมมัฏฐาน ๔๐ คือ กสิณ ๑๐ (เว้นอาโลกกสิณ@และอากาสกสิณ) อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ ธาตุววัตถาน ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑@อานาปานสติ ๑ จึงรวมเป็น ๓๘) (สํ.ส.อ. ๑/๗๕/๙๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๘. ฆัตวาวรรค ๗. อิสสรสูตร อะไรเล่าเป็นอันตรายต่อธรรม อะไรเล่าสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรเล่าเป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรเล่ามิใช่น้ำ แต่เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องกี่ช่อง ที่จิตตั้งอยู่ไม่ได้ ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่าจะรู้ข้อความนั้นได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม ชื่อและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ราคะท่านเรียกว่าทางผิด ความโลภเป็นอันตรายต่อธรรม วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ข้องอยู่ในหญิงนั่น ตบะและพรหมจรรย์นั้นมิใช่น้ำ แต่เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องอยู่ ๖ ช่อง ที่จิตตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ความเกียจคร้าน ๑ ความประมาท ๑ ความไม่ขยัน ๑ ความไม่สำรวม ๑ ความมักหลับ ๑ ความอ้างเลศไม่ทำงาน ๑ พึงเว้นช่องทั้ง ๖ เสีย โดยประการทั้งปวงเถิด นชีรติสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานชีรติสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในนชีรติสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า นามแลโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ความว่า นามและโคตรของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต จนถึงทุกวันนี้ บัณฑิตยังกล่าวอยู่ เพราะฉะนั้น นามและโคตรนั้น จึงตรัสว่า ย่อมไม่ทรุดโทรม.
อนึ่ง โบราณาจารย์กล่าวว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ นามและโคตรนั้นจักไม่ปรากฏ แต่สภาวะที่ทรุดโทรมย่อมไม่มีเลย.
บทว่า อาลสฺยํ แปลว่า ความเกียจคร้าน คือว่าด้วยความเกียจคร้านอันใด ดุจบุคคลผู้ยืนอยู่ในที่อันตนยืนอยู่นั่นแหละ นั่งแล้วก็นั่งอยู่นั่นแหละ ถึงผมทั้งหลายอันตั้งอยู่ในที่สูงเปียกชุ่มอยู่ก็ไม่กระทำ (ไม่สนใจทำ).
บทว่า ปมาโท ความว่า ชื่อว่าความประมาท เพราะหลับหรือด้วยอำนาจแห่งกิเลส.
บทว่า อนุฏฺฐานํ ได้แก่ ไม่มีความเพียรเป็นเครื่องทำการงานในเวลาแห่งการงาน.
บทว่า อสญฺญโม คือว่า ไม่มีความระวังศีล มีอาจาระอันทอดทิ้งเสียแล้ว.
บทว่า นิทฺทา อธิบายว่า เมื่อเดินก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งแล้วก็ดี ย่อมหลับ เพราะความเป็นผู้มากด้วยความหลับ ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงการนอนเล่า.
บทว่า ตนฺที ได้แก่ ความเกียจคร้านอันจรมาด้วยอำนาจแห่งความกระหายจัดเป็นต้น.
บทว่า เต นิทฺเท แปลว่า ช่องเหล่านั้น ได้แก่ช่องทั้ง ๖.
บทว่า สพฺพโส แปลว่า โดยประการทั้งปวง.
บทว่า ตํ แปลว่า สักว่าเป็นนิบาต.
บทว่า วิวชฺชเย แปลว่า พึงเว้น คือพึงละเสีย.
จบอรรถกถานชีรติสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------