อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๘๙

๔. มหาศาลสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘๙–๖๙๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 5 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

จตุตฺถํ มหาสาลสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มหาศาลสูตรที่ ๔

ข้อ ๖๘๙

สาวตฺถินิทานํ ฯ อถ โข อญฺญตโร พฺราหฺมณมหาสาโล ลูโข ลูขปาปุรโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ตํ พฺราหฺมณมหาสาลํ ภควา เอตทโวจ กินฺนุ ตฺวํ พฺราหฺมณ ลูโข ลูขปาปุรโณติ ฯ อิธ เม โภ โคตม จตฺตาโร ปุตฺตา เต มํ ทาเรหิ สํปุจฺฉ ฆรา นิกฺขาเมนฺตีติ ฯ

สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง เป็นคนปอน นุ่งห่มปอน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์มหาศาลนั้น ผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วว่า ดูกรพราหมณ์ทำไมท่านจึงเป็นคนปอน นุ่งห่มก็ปอน ฯ พราหมณ์มหาศาลกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม พวกบุตรของข้าพระองค์ ๔ คนในบ้านนี้คบคิดกับภรรยาแล้วขับข้าพระองค์ออกจากเรือน ฯ

ข้อ ๖๙๐

เตนหิ ตฺวํ พฺราหฺมณ อิมา คาถาโย ปริยาปุณิตฺวา สภายํ มหาชนกาเย สนฺนิปติเต ปุตฺเตสุ จ สนฺนิสินฺเนสุ ภาสสฺสุ เยหิ ชาเตหิ นนฺทิสฺสํ เยสญฺจ ภวมิจฺฉิสํ เต มํ ทาเรหิ สํปุจฺฉ สาว วาเทนฺติ สูกรํ อสนฺตา กิร มํ ชมฺมา ตาต ตาตาติ ภาสเร รกฺขสา ปุตฺตรูเปน เตน ชหนฺติ วโยคตํ อสฺโสว ชิณฺโณ นิพฺโภโค ขาทนา อปนียติ พาลกานํ ปิตา เถโร ปราคาเรสุ ภิกฺขติ ทณฺโฑว กิร เม เสยฺโย ยญฺเจ ปุตฺตา อนสฺสวา จณฺฑมฺปิ โคณํ วาเรติ อโถ จณฺฑมฺปิ กุกฺกุรํ อนฺธกาเร ปุเร โหติ คมฺภีเร คาธเมธติ ทณฺฑสฺส อานุภาเวน ขลิตฺวา ปฏิติฏฺฐตีติ ฯ

ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนคาถานี้แล้ว เมื่อหมู่ มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมพร้อมแล้ว จงกล่าวว่า เราชื่นชม และปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด บุตร เหล่านั้นคบคิดกันกับภรรยารุมว่าเรา ดังสุนัขรุมเห่าสุกร เขา ว่าพวกมันเป็นอสัตบุรุษลามก ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ พวก มันประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตรมา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิม วัยไว้ ฯ พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่ (อาศัย) กิน ดังม้า แก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้งฉะนั้น ฯ บิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอในเรือนผู้อื่นได้ยินว่าไม้เท้า ของเรายังจะดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะ ไม้เท้ายังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ ในที่มืดยังใช้ยันไปข้าง หน้าได้ ในที่ลึกยังใช้หยั่งดูได้ พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วย อานุภาพไม้เท้า ฯ

ข้อ ๖๙๑

อถ โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย ปริยาปุณิตฺวา สภายํ มหาชนกาเย สนฺนิปติเต ปุตฺเตสุ จ สนฺนิสินฺเนสุ อภาสิ เยหิ ชาเตหิ นนฺทิสํ เยสญฺจ ภวมิจฺฉิสํ เต มํ ทาเรหิ สํปุจฺฉ สาว วาเทนฺติ สูกรํ อสนฺตา กิร มํ ชมฺมา ตาต ตาตาติ ภาสเร รกฺขสา ปุตฺตรูเปน เต ชหนฺติ วโยคตํ อสฺโสว ชิณฺโณ นิพฺโภโค ขาทนา อปนียติ พาลกานํ ปิตา เถโร ปราคาเรสุ ภิกฺขติ ทณฺโฑว กิร เม เสยฺโย ยญฺเจ ปุตฺตา อนสฺสวา จณฺฑมฺปิ โคณํ วาเรติ อโถ จณฺฑมฺปิ กุกฺกุรํ อนฺธกาเร ปุเร โหติ คมฺภีเร คาธเมธติ ทณฺฑสฺส อานุภาเวน ขลิตฺวา ปฏิติฏฺฐตีติ ฯ

ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลนั้นเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้ พระภาคแล้ว เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันในสภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมแล้วจึงได้กล่าวว่า เราชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่า นั้น คบคิดกันกับภรรยารุมว่าเรา ดังสุนัขรุมเห่าสุกร เขาว่า พวกมันเป็นอสัตบุรุษลามก ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ พวกมัน ประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตรมา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้ ฯ พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่ (อาศัย) กินดัง ม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้งฉะนั้น ฯ บิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอในเรือนผู้อื่น ได้ยินว่าไม้เท้า ของเรายังจะดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท้า ยังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้ ใน ที่ลึกยังใช้หยั่งดูได้ พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วยอานุภาพ ไม้เท้า ฯ

ข้อ ๖๙๒

อถ โข นํ พฺราหฺมณมหาสาลํ ปุตฺตา ฆรํ เนตฺวา นฺหาเปตฺวา ปจฺเจกํ ทุสฺสยุเคน อจฺฉาเทสุํ ฯ อถ โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล เอกํ ทุสฺสยุคํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล ภควนฺตํ เอตทโวจ มยํ โภ โคตม พฺราหฺมณา นาม อาจริยสฺส อาจริยธนํ ปริเยสาม ปฏิคฺคณฺหาตุ เม ภวํ โคตโม อาจริโย อาจริยภาคนฺติ ฯ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย ฯ

ลำดับนั้น พวกบุตรนำพราหมณ์มหาศาลนั้นไปยังเรือน ให้อาบน้ำแล้วให้นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่งๆ ทุกๆ คน ฯ พราหมณ์มหาศาลนั้น ถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับสนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์มาให้อาจารย์ ขอท่านพระโคดมผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าจงรับส่วนของอาจารย์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยความอนุเคราะห์ ฯ

ข้อ ๖๙๓

อถ โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ

ครั้งนั้น พราหมณ์มหาศาลนั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้า-*พระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. มหาสาลสูตร ว่าด้วยพราหมณมหาศาล

ข้อ ๒๐๐

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลคนหนึ่ง เป็นผู้เศร้าหมอง นุ่งผ้าเศร้าหมอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพราหมณมหาศาลนั้นดังนี้ว่า “พราหมณ์ ทำไมท่านจึงดูเศร้าหมอง นุ่งห่มก็เศร้าหมอง” @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๙๔ หน้า ๒๗๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๘}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๒. อุปาสกวรรค ๔. มหาสาลสูตร พราหมณมหาศาลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บุตรของข้าพระองค์๔ คนในบ้านนี้ คบคิดกับภรรยาแล้วขับข้าพระองค์ออกจากเรือน” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนคาถานี้ เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมกันพร้อมแล้ว จงกล่าวว่า เราหลงชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยารุมว่าเรา ดุจสุนัขรุมเห่าสุกร ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษผู้ลามก ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ บุตรเหล่านั้นเหมือนยักษ์แปลงร่างมาเกิดเป็นบุตร ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้ บุตรเหล่านั้นกำจัดคนแก่ผู้ไม่มีสมบัติ ออกจากที่อาศัยหากิน ดุจม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้ง ฉะนั้น บิดาของบุตรผู้เป็นพาล เป็นผู้เฒ่า ต้องขอเขากินในเรือนผู้อื่น ว่ากันว่า ไม้เท้าของเรายังดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท้าใช้ป้องกันโคหรือสุนัขดุๆ ได้ ในที่มืดใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกใช้หยั่งควานเอาได้ พลาดแล้วช่วยพยุงไว้ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลนั้นเรียนคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วเมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมกันพร้อมแล้ว จึงได้กล่าวว่า เราหลงชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยารุมว่าเรา ดุจสุนัขรุมเห่าสุกร ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษผู้ลามก ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ บุตรเหล่านั้นเหมือนยักษ์แปลงร่างมาเกิดเป็นบุตร ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๒. อุปาสกวรรค ๔. มหาสาลสูตร บุตรเหล่านั้นกำจัดคนแก่ผู้ไม่มีสมบัติ ออกจากที่อาศัยหากินดุจม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้ง ฉะนั้น บิดาของบุตรผู้เป็นพาล เป็นผู้เฒ่า ต้องขอเขากินในเรือนผู้อื่น ว่ากันว่า ไม้เท้าของเรายังดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท้าใช้ป้องกันโคหรือสุนัขดุๆ ได้ ในที่มืดใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกใช้หยั่งควานเอาได้ พลาดแล้วยังช่วยพยุงไว้ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า ลำดับนั้น พวกบุตรนำพราหมณมหาศาลนั้นไปยังเรือน ให้อาบน้ำแล้ว ให้นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง พราหมณมหาศาลนั้นถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ แสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์ มาให้อาจารย์ ขอพระโคดมผู้เจริญ ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า จงรับส่วนของอาจารย์เถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยความอนุเคราะห์ ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลนั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญพระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” มหาสาลสูตรที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๙๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามหาศาลสูตรที่ ๔

ในมหาศาลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ลูโข ลูขปาปุรโณ ได้แก่ เป็นคนแก่ มีผ้าห่มเก่า.

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงเข้าไปหา.

เล่ากันมาว่า ในเรือนของพราหมณ์นั้นได้มีทรัพย์ถึง ๘ แสน. พราหมณ์นั้นได้ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน จ่ายทรัพย์ถึง ๔ แสน.

ลำดับนั้น เมื่อนางพราหมณีของพราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว บุตรทั้งหลายปรึกษากันว่า ถ้าบิดาจักนำนางพราหมณีอื่นมา ตระกูลจักแตกด้วยอำนาจบุตรที่เกิดในท้องของนาง เอาเถอะ เราจักสงเคราะห์ท่าน.

บุตรทั้ง ๔ คนนั้นบำรุงด้วยของกินและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต กระทำการนวดมือและเท้าเป็นต้น สงเคราะห์ วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์นั้นนอนกลางวันแล้วลุกขึ้น จึงพากันนวดมือและเท้า กล่าวโทษในการอยู่ครองเรือนเฉพาะอย่าง จึงอ้อนวอนว่า พวกฉันจักบำรุงท่านโดยทำนองนี้จนตลอดชีวิต ขอท่านจงให้ทรัพย์แม้ที่เหลือแก่พวกฉัน. พราหมณ์ได้ให้ทรัพย์แก่บุตรคนละหนึ่งแสนอีก แล้วแบ่งเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดออกเป็น ๔ ส่วน นอกจากผ้านุ่งห่มของตน มอบให้ไป. บุตรคนโตบำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน.

ครั้นวันหนึ่ง หญิงสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกะพราหมณ์ผู้อาบน้ำแล้วมาอยู่อย่างนี้ว่า เหตุไร ท่านจึงให้ทรัพย์แก่ลูกคนโตเป็นร้อยเป็นพันจนเหลือเฟือบุตรทั้งหมดท่านให้คนละสองแสนมิใช่หรือ ท่านไม่รู้ทางไปเรือนของบุตรคนอื่นๆ หรือ. พราหมณ์โกรธว่า อีหญิงถ่อย จงฉิบหาย แล้วได้ไปเรือนบุตรอื่น. แต่นั้น ๒-๓ วัน ก็หนีไปเรือนอื่นด้วยอุบายอย่างนี้

เหตุนั้น เมื่อไม่ได้เข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งก็บวชเป็นตาผ้าขาว เที่ยวภิกขาจารโดยกาลล่วงไปก็แก่ชราลงมีร่างกายเหี่ยวแห้งเพราะการกินไม่ดีและนอนลำบาก กลับจากภิกขาจารนอนบนตั่งหลับไป ลุกขึ้นนั่งตรวจดูตนเมื่อไม่เห็นที่พึ่งในบุตร จึงคิดว่าได้ยินว่า พระสมณโคดมมีพระพักตร์ไม่สยิ้ว มีพระพักตร์เผย พูดจาน่าสบายใจ ฉลาดในปฏิสันถาร เราอาจเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ปฏิสันถาร. พราหมณ์จัดผ้านุ่งห่มเรียบร้อย ถือภิกขาภาชนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.

บทว่า ทาเรหิ สํปุจฺฉ ฆรา นิกฺขาเมนฺติ ความว่า บุตรทั้งหลายถือเอาทรัพย์อันเป็นของๆ ข้าพระองค์ทั้งหมด รู้ว่าข้าพระองค์ไม่มีทรัพย์ จึงปรึกษากับภรรยาของตน แล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือน.

บทว่า นนฺทิสฺสํ ความว่า เราเกิดความเพลิดเพลิน ยินดี ปราโมทย์.

บทว่า ภาวมิจฺฉิสํ ความว่า เราปรารถนาความเจริญ.

บทว่า สาว วาเทนฺติ สูกรํ ความว่า พวกสุนัขเป็นฝูงๆ เห่าไล่สุกร เห่าร้องขึ้นดังๆ บ่อยๆ ฉันใด บุตรทั้งหลายก็ฉันนั้น พร้อมกับภรรยาขับไล่เราผู้ร้องเสียงดังๆ ให้หนีไป.

บทว่า อสนฺตา ได้แก่ อสัตบุรุษทั้งหลาย.

บทว่า ชมฺมา แปลว่า ผู้ลามก.

บทว่า ภาสเร แปลว่า ย่อมกล่าว.

บทว่า ปุตฺตรูเปน ได้แก่ ด้วยเพศของบุตร.

บทว่า วโยคตํ ได้แก่ ย่อมละ คือทอดทิ้งเราผู้ล่วงวัยทั้ง ๓ ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย.

บทว่า นิพฺโภโค แปลว่า ไม่มีเครื่องบริโภค.

บทว่า ขาทนา อปนียติ ความว่า คนทั้งหลายย่อมให้ของกินมีรสต่างๆ แก่ม้าชั่วเวลาที่มันยังหนุ่มมีกำลังวิ่งไว ต่อแต่นั้น พอมันแก่หมดกำลังก็ทอดทิ้ง มันไม่ได้รับการดูแล ต้องเที่ยวไปหาหญ้าแห้งในดงกับแม่โคทั้งหลาย บิดาชื่อว่าไม่มีโภคะ เพราะทรัพย์ทั้งปวงถูกปล้นไปหมด เวลาแก่เหมือนม้านั้น พระเถระผู้เป็นบิดาของคนพาล ก็เสมือนเราต้องขออาหารในเรือนคนอื่น.

ศัพท์ว่า ยญฺเจ เป็นนิบาต.

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เขาว่าไม้เท้ายังประเสริฐกว่า ดีกว่าบุตรของเราที่ไม่เชื่อฟัง ไม่ยำเกรง ไม่อยู่ในปกครอง. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่าไม้เท้านั้นเป็นของประเสริฐ จึงตรัสว่า จณฺฑํปิ โคณํ ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ปุเร โหติ ได้แก่ ใช้นำหน้า. อธิบายว่า เอาไม้เท้านั้นไว้ข้างหน้าไป ย่อมสะดวก.

บทว่า คาธเมติ ความว่า เวลาลงน้ำ ใช้ไม้เท้าเป็นที่พึ่งในน้ำลึก.

บทว่า ปริยาปุณิตฺวา ได้แก่ เรียนจนคล่องปาก.

บทว่า สนฺนิสินฺเนสุ ความว่า ในวันที่พวกพราหมณ์ประชุมกันเช่นนั้น เมื่อพวกบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเข้าที่ประชุมนั้น นั่งบนอาสนะอันคู่ควรอย่างใหญ่ ท่ามกลางพวกพราหมณ์.

บทว่า อภาสิ ความว่า พราหมณ์แก่คิดว่า นี้เป็นเวลาของเราแล้ว จึงเข้าไปกลางที่ประชุม ยกมือขึ้นกล่าวว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย เรามีความประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจักฟังกันไหมเมื่อพวกพราหมณ์กล่าวว่า กล่าวเถิด กล่าวเถิด ท่านพราหมณ์ พวกเราจักฟัง ดังนี้ จึงได้ยืนกล่าวทีเดียว.

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกมนุษย์มีประเพณีอยู่ว่า ผู้ใดกินของของบิดามารดา ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา ผู้นั้นควรให้ตายเสีย ดังนี้ เพราะฉะนั้น บุตรพราหมณ์เหล่านั้นจึงหมอบลงที่เท้าทั้งสองของบิดา วิงวอนว่า พ่อจ๋า ขอพ่อจงให้ชีวิตแก่พวกฉันเถิด.

เพราะหัวใจของบิดาอ่อนโยนต่อลูกๆ พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าให้ลูกโง่ๆ ของฉันพินาศเสียเลย พวกเขาจักเลี้ยงดูเรา ดังนี้.

ลำดับนั้น คนทั้งหลายกล่าวกะลูกๆ ของพราหมณ์นั้นว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้ไป ถ้าพวกเธอไม่ปรนนิบัติบิดาให้ดี พวกเราจักฆ่าพวกเธอเสีย. ลูกๆ เหล่านั้นมีความกลัว จึงนำบิดาไปยังเรือนปรนนิบัติ. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อถโข ตํ พฺราหฺมณมหา สาลํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตฺวา ความว่า ให้บิดานั่งบนตั่งแล้วยกขึ้น นำไปด้วยตนเอง.

บทว่า นฺหาเปตฺวา ความว่า เอาน้ำมันทาตัวแล้วนวดฟั้น ให้อาบด้วยผงของหอมเป็นต้น. ให้เรียกนางพราหมณีทั้งหลายมากล่าวว่า ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเธอจงปรนนิบัติบิดาของเราให้ดีถ้าพวกเธอประมาท พวกเราจักขับไล่พวกเธอออกจากเรือน ดังนี้แล้วให้บริโภคโภชนะอย่างประณีต.

พราหมณ์ได้อาหารดี นอนสบายสองสามวันเท่านั้นก็มีกำลัง มีร่างกายเอิบอิ่ม แลดูอัตภาพแล้วคิดได้ว่าเราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระสมณโคดม จึงถือเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. เพื่อจะแสดงความนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อถโข โส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทโวจ ความว่า พราหมณ์วางผ้าคู่หนึ่งแทบบาทมูล แล้วได้กล่าวคำนี้ คือกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลารับสรณคมน์เสร็จนั่นเอง อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกลูกๆ ให้ภัตตาหารประจำแก่ข้าพระองค์ ๔ ส่วน ข้าพระองค์ขอถวายแด่พระองค์ ๒ ส่วนจาก ๔ ส่วนนั้น ข้าพระองค์จักบริโภคเอง ๒ ส่วน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ ท่านอย่ามอบให้เฉพาะส่วนที่ดีเลย เราตถาคตจักไปสถานที่ชอบใจของเราเท่านั้น.

พราหมณ์กราบทูลว่า ผู้เจริญ อย่างนั้นสิ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไปเรือนเรียกพวกลูกมาบอกว่า ลูกๆ ทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อถวายภัตตาหารประจำของพ่อ ๒ส่วนแก่พระสมณโคดมนั้น เมื่อท่านมาถึงบ้าน พวกเจ้าอย่าลืมเสียล่ะ พวกลูกพากันรับคำว่า ดีแล้วพ่อ.

เช้าวันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปประตูนิเวศน์ ของลูกคนโต. พอเขาเห็นพระศาสดาเท่านั้น รับบาตรจากพระหัตถ์ นิมนต์ให้เสด็จเข้าเรือน ให้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ซึ่งคู่ควรมากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต.

วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง พระองค์เสด็จไปเรือนของลูกพราหมณ์ทุกคนตามลำดับ ด้วยประการฉะนี้. พวกลูกพราหมณ์ทุกคนได้กระทำสักการะเหมือนๆ กัน.

อยู่มาวันหนึ่ง ที่เรือนของลูกคนโตมีงานมงคล. ลูกคนโตนั้นกล่าวกะบิดาว่า พ่อพวกเราจะถวายมงคลแก่ใคร. พราหมณ์กล่าวว่า พวกเราไม่รู้จักใครอื่นเลย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ ลูกคนโตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงนิมนต์พระสมณโคดมมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พราหมณ์ได้ทำเหมือนอย่างนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของลูกชายคนโตนั้น ในวันรุ่งขึ้น. ลูกชายคนโตนั้น เชิญเสด็จพระศาสดาให้เข้าไปสู่เรือน ซึ่งทาด้วยของเขียวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่างนิมนต์ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อย และของเคี้ยวต่างชนิด.

ลำดับนั้น ลูกทั้งสี่คนของพราหมณ์นั่งเฝ้าพระศาสดา กราบทูลในระหว่างเสวยภัตตาหารว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรนนิบัติบิดาของพวกข้าพระองค์ มิได้ประมาท ขอพระองค์จงดูอัตภาพ.

พระศาสดาตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าการเลี้ยงดูบิดามารดาที่พวกเธอทำแล้วเป็นความดี พวกโบราณบัณฑิตเคยประพฤติกันอย่างสม่ำเสมอทีเดียว แล้วตรัสนาคราชชาดก ยกอริยสัจ ๔ แสดงธรรม ในเวลาจบเทศนาพราหมณ์พร้อมด้วยลูก ๔ คน ลูกสะใภ้ ๔ คนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

จำเดิมแต่นั้น พระศาสดามิได้เสด็จไปที่เรือนของชนเหล่านั้นในกาลทั้งปวง ดังนี้แล.

จบอรรถกถามหาศาลสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา