๗. ปวารณาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตมํ ปวารณาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปวารณาสูตรที่ ๗
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สพฺเพเหว อรหนฺเตหิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส ปวารณาย ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต อชฺโฌกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข ภควา ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ หนฺททานิ ภิกฺขเว ปวารยามิ โว น จ เม กิญฺจิ ครหถ กายิกํ วา วาจสิกํ วาติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับที่พระวิหารบุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขาผู้เป็นมารดามิคารเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นอรหันต์ทั้งหมด ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเป็นผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อม ประทับนั่งในที่แจ้ง เพื่อทรงปวารณาในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูเห็นภิกษุสงฆ์เป็นผู้นิ่งอยู่แล้ว จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอปวารณาเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจะไม่ติเตียนกรรมไรๆ ที่เป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเราบ้างหรือ ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ น โข มยํ ภนฺเต ภควโต กิญฺจิ ครหาม กายิกํ วา วาจสิกํ วา ภควา หิ ภนฺเต อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชเนตา อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท มคฺคานุคา จ ภนฺเต เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ ปจฺฉา สมนฺนาคตา อหญฺจ โข ภนฺเต ภควนฺตํ ปวาเรมิ น จ เม ภควา กิญฺจิ ครหติ กายิกํ วา วาจสิกํ วาติ ฯ {๗๔๕.๑} น ขฺวาหํ เต สารีปุตฺต กิญฺจิ ครหามิ กายิกํ วา วาจสิกํ วา ปณฺฑิโต ตฺวํ สารีปุตฺต มหาปญฺโญ ตฺวํ สารีปุตฺต ปุถุปญฺโญ ตฺวํ สารีปุตฺต หาสปญฺโญ ตฺวํ สารีปุตฺต ชวนปญฺโญ ตฺวํ สารีปุตฺต ติกฺขปญฺโญ ตฺวํ สารีปุตฺต นิพฺเพธิกปญฺโญ ตฺวํ สารีปุตฺต เสยฺยถาปิ สารีปุตฺต รญฺโญ จกฺกวตฺติสฺส เชฏฺฐปุตฺโต ปิตรา ปวตฺติตํ จกฺกํ สมฺมเทว อนุปวตฺเตติ เอวเมว โข ตฺวํ สารีปุตฺต มยา อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ สมฺมเทว อนุปวตฺเตสีติ ฯ {๗๔๕.๒} โน เจ กิร เม ภนฺเต ภควา กิญฺจิ ครหติ กายิกํ วา วาจสิกํ วา อิเมสํ ปน ภนฺเต ภควา ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ น กิญฺจิ ครหติ กายิกํ วา วาจสิกํ วาติ ฯ อิเมสํปิ ขฺวาหํ สารีปุตฺต ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ น กิญฺจิ ครหามิ กายิกํ วา วาจสิกํ วา อิเมสํ หิ สารีปุตฺต ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ สฏฺฐี ภิกฺขู เตวิชฺชา สฏฺฐี ภิกฺขู ฉฬภิญฺญา สฏฺฐี ภิกฺขู อุภโตภาควิมุตฺตา อถ อิตเร ปญฺญาวิมุตฺตาติ ฯ {๗๔๕.๓} อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ปฏิภาติ มํ ภควา ปฏิภาติ มํ สุคตาติ ฯ ปฏิภาตุ ตํ วงฺคีสาติ ภควา อโวจ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรลุกขึ้นจาก อาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ประนมอัญชลีเฉพาะพระผู้มีพระภาคแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางพระกายหรือทางพระวาจาของพระผู้มีพระภาคไม่ได้เลยข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่า พระผู้มีพระภาคทรงยังทางที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นทรงยังทางที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดมี ทรงบอกทางที่ยังไม่มีผู้บอก เป็นผู้ทรงรู้ทางทรงรู้แจ้งทาง ทรงฉลาดในทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกทั้งหลายในบัดนี้เป็นผู้เดินตามทาง บัดนี้แลขอปวารณาพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของข้าพระองค์บ้างหรือ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สารีบุตร เราติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเธอไม่ได้เลย สารีบุตร เธอเป็นบัณฑิต สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญาชวนให้ร่าเริงเป็นผู้มีปัญญาว่องไว เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มีปัญญาสยายกิเลสได้สารีบุตร โอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมยังจักรอันพระราชบิดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ ฉันใด สารีบุตร เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตามได้โดยชอบแท้จริง ฯ ท่านพระสารีบุตรจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่าพระผู้มี-*พระภาค ไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกาย หรือทางวาจาของข้าพระองค์ไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้บ้างหรือ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สารีบุตร เราไม่ติเตียนกรรมไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจา ของภิกษุ ๕๐๐ รูปแม้เหล่านี้ สารีบุตร เพราะบรรดาภิกษุ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ภิกษุ ๖๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุติ ส่วนที่ยังเหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุติ ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ประนมอัญชลีเฉพาะพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคตเนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ ฯ
อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส ภควนฺตํ สมฺมุชา สรูปาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ อชฺช ปณฺณรเส วิสุทฺธิยา ภิกฺขุปญฺจสตา สมาคตา สญฺโญชนพนฺธนจฺฉิทา อนีฆา ขีณปุนพฺภวา อิสี จกฺกวตฺติ ยถา ราชา อมจฺจปริวาริโต สมนฺตา อนุปริเยติ สาครนฺตํ มหึ อิมํ เอวํ วิชิตสงฺคามํ สตฺถวาหํ อนุตฺตรํ สาวกา ปยิรุปาสนฺติ เตวิชฺชา มจฺจุหายิโน สพฺเพ ภควโต ปุตฺตา ปลาเปตฺถ น วิชฺชติ ตณฺหาสลฺลสฺส หนฺตารํ วนฺเท อาทิจฺจพนฺธุนนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะ ได้สรรเสริญพระผู้มีพระภาคในที่ เฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถที่ ๑๕ ภิกษุ ๕๐๐ รูป มาประชุมกันแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์ ล้วนเป็นผู้ตัดกิเลส เครื่องประกอบและ เครื่องผูกได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น เป็นผู้มีภพใหม่สิ้น แล้ว เป็นผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ พระเจ้าจักรพรรดิห้อม- *ล้อมด้วยอำมาตย์เสด็จเลียบพระมหาอาณาจักรนี้ ซึ่งมีสมุทร สาครเป็นขอบเขตโดยรอบ ฉันใด สาวกทั้งหลายผู้บรรลุ ไตรวิชชา ผู้ละมฤตยุราชเสียได้ ย่อมนั่งห้อมล้อมพระผู้มี พระภาค ผู้ชำนะสงครามแล้ว เป็นผู้นำพวกอันหาผู้นำอื่น ยิ่งกว่าไม่มี ฉันนั้น พระสาวกทั้งหมดเป็นบุตรของพระผู้มี พระภาค ผู้ชั่วช้าไม่มีในสมาคมนี้ ข้าพระองค์ขอถวายบังคม พระผู้มีพระภาค ผู้หักลูกศร คือตัณหาเสียได้ ผู้เป็นเผ่า- *พันธุ์ พระอาทิตย์ ดังนี้ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๗. ปวารณาสูตร ๗. ปวารณาสูตร ว่าด้วยการปวารณา
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาท ของนางวิสาขามิคารมาตา เขตกรุงสาวัตถี พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ๕๐๐ รูป ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมีภิกษุสงฆ์ แวดล้อม ประทับนั่งในที่กลางแจ้ง เพื่อทรงปวารณาในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ผู้นั่งสงบเงียบ จึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอปวารณาต่อเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจะไม่ติเตียนกรรมอะไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเราบ้างหรือ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายติเตียนกรรมอะไรๆอันเป็นไปทางพระกายหรือทางพระวาจาของพระผู้มีพระภาคไม่ได้เลย เพราะว่าพระผู้มีพระภาคทรงทำทางที่ยังไม่อุบัติให้อุบัติ ทรงทำทางที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทรงบอกทางที่ยังไม่มีผู้บอก เป็นผู้ทรงรู้ทาง ทรงรู้แจ้งทาง ทรงฉลาดในทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกทั้งหลายในบัดนี้เป็นผู้เดินตามทาง บัดนี้ ข้าพระองค์ขอปวารณาต่อพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงติเตียนกรรมอะไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของข้าพระองค์บ้างหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สารีบุตร เราติเตียนกรรมอะไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเธอไม่ได้เลย เธอเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวางมีปัญญาร่าเริง มีปัญญาแล่นไป มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาชำแรกกิเลส สารีบุตร@เชิงอรรถ : @ คำว่า มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาแล่นไป มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญา@ชำแรกกิเลส (ดูเทียบ ขุ.ป. ๓๑/๔-๗/๔๐๔-๔๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๗. ปวารณาสูตร โอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิยังจักรอันพระราชบิดาทรงให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตามได้โดยชอบ ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตามได้โดยชอบแท้จริง” ท่านพระสารีบุตรจึงกราบทูลอีกว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงติเตียนกรรมอะไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของข้าพระองค์พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงติเตียนกรรมอะไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้บ้างหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สารีบุตร เราไม่ติเตียนกรรมอะไรๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ ๕๐๐ รูปแม้เหล่านี้ เพราะบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ภิกษุ ๖๐ รูปเป็นผู้ได้วิชชา ๓ อีก ๖๐ รูปได้อภิญญา ๖ อีก ๖๐ รูปได้อุภโตภาค-วิมุตติ ส่วนที่เหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุตติ” ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เนื้อความนี้ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เนื้อความนั้นจงปรากฏแก่เธอเถิด วังคีสะ” ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ว่า ในวัน ๑๕ ค่ำซึ่งเป็นวันวิสุทธิปวารณา วันนี้ มีภิกษุ ๕๐๐ รูปมาประชุมกัน ล้วนเป็นผู้ตัดกิเลสเครื่องผูกคือสังโยชน์ได้ขาด @เชิงอรรถ : @ อุภโตภาควิมุตติ หมายถึงพ้นจากส่วนทั้ง ๒ คือ (๑) พ้นจากรูปกายด้วยอรูปาวจรสมาบัติ (๒) พ้นจาก@นามกายด้วยมรรคอันเลิศ (สํ.ส.อ. ๑/๒๑๕/๒๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๘. ปโรสหัสสสูตร ไม่มีทุกข์ สิ้นภพสิ้นชาติแล้ว เป็นผู้แสวงหาคุณธรรมอันประเสริฐ พระเจ้าจักรพรรดิมีหมู่อำมาตย์แวดล้อม เสด็จประพาสแผ่นดินอันไพศาล มีมหาสมุทรสาครเป็นขอบเขตนี้ ฉันใด สาวกทั้งหลายมีวิชชา ๓ ละมัจจุได้แล้ว พากันแวดล้อมพระผู้มีพระภาคผู้ทรงชนะสงคราม ทรงนำหมู่ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ก็ฉันนั้น สาวกทั้งปวงล้วนเป็นบุตรของพระผู้มีพระภาค ในสาวกนี้ไม่มีความว่างเปล่า(จากคุณธรรม)เลย ข้าพระองค์พึงถวายอภิวาทพระองค์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งทรงทำลายลูกศรคือตัณหาได้แล้ว ปวารณาสูตรที่ ๗ จบ ๘. ปโรสหัสสสูตร ว่าด้วยภิกษุกว่า ๑,๐๐๐ รูป
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑,๒๕๐ รูปสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ส่วนภิกษุเหล่านั้นต่างก็ใส่ใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตสดับธรรมอยู่ @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๔๓-๑๒๔๕/๕๔๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปวารณาสูตรที่ ๗
ในปวารณาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตทหุ ตัดเป็น ตสฺมึ อหุ ความว่า ในวันนั้น. ชื่อว่าอุโบสถ เพราะเป็นที่เข้าจำ.
บทว่า อุปวสนฺติ ความว่า เป็นผู้เข้าจำอยู่ด้วยศีล หรือด้วยอดข้าว. ก็วันอุโบสถนี้นั้น มี ๓ อย่างโดยแยกเป็นวัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำและวัน ๑๕ ค่ำเพราะฉะนั้น เพื่อจะห้ามวันทั้ง ๒ ที่เหลือจึงกล่าวว่า ปณฺณรเส.
บทว่า ปวารณาย ได้แก่ ออกพรรษาปวารณาแล้ว.
แม้คำว่า วิสุทฺธิปวารณา ดังนี้ ก็เป็นชื่อของปวารณานั้น.
บทว่า นิสินฺโน โหติ ความว่า ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันสมควรแก่กาล แก่บริษัทผู้มาประชุมกันทรงสรงพระวรกายที่ซุ้มน้ำ ทรงนุ่งห่ม ทำสุคตมหาจีวรเฉวียงบ่า ประทับนั่งชมสิริแห่งมณฑลพระจันทร์ ที่ตั้งขึ้นในปุริมทิศบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาจัดไว้ อิงเสากลาง.
บทว่า ตุณฺหีภูตํ ความว่า เป็นผู้นิ่งแต่ทิศที่ทรงแลดู. ในหมู่ภิกษุเหล่านั้น แม้รูปเดียวก็มิได้มีความคะนองมือคะนองเท้าทั้งหมด เงียบเสียงนั่งด้วยอิริยาบถสงบ.
บทว่า อนุวิโลเกตฺวา ความว่า ทรงใช้พระเนตรที่มีประสาททั้ง ๕ ปรากฏชำเลืองดู.
ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งอุปสรรค.
น อักษรในคำว่า น จ เม กิญฺจิ ครหถ นี้ ใช้ในอรรถแห่งคำถามว่า น จ กิญฺจิ ดังนี้. อธิบายว่า พวกเธอจะติเตียนอะไรๆ เราหรือ ถ้าพวกเธอจะติเตียนว่ากล่าว เราต้องการให้พวกเธอว่ากล่าว. ด้วยคำว่า กายิกํ วา วาจสิกํ วา นี้ พระองค์ปวารณากายทวารและวจีทวารเท่านั้น มิได้ปวารณาถึงมโนทวาร. เพราะเหตุไร. เพราะปรากฏแล้ว.
จริงอยู่ ในกายทวารและวจีทวารมีความผิดปรากฏ ในมโนทวารมิได้ปรากฏ แม้เมื่อนอนอยู่บนเตียงเดียวกันถามว่า เธอคิดอะไร จึงทราบวาระจิตได้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงปวารณาถึงมโนทวาร เพราะความไม่ปรากฏด้วยประการฉะนี้มิใช่ไม่ทรงปวารณาเพราะไม่บริสุทธิ์.
จริงอยู่ มโนทวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เป็นพระโพธิสัตว์ ในคราวเป็นภูริทัตต์ฉัททันต์ สังขปาล และธรรมปาลเป็นต้นก็บริสุทธิ์. บัดนี้ไม่มีคำที่จะต้องกล่าวในข้อนี้เลย.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า เพราะเธอดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี เธอรับหน้าที่ปกครองภิกษุสงฆ์ จึงได้กราบทูลอย่างนี้.
บทว่า น โข มยํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ไม่ติเตียนอะไรๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า กายิกํ วา วาจสิกํ วา นี้ พระเถระกล่าวหมายเอาความบริสุทธิ์ ๔ อย่างมีกายสมาจารที่บริสุทธิ์เป็นต้นที่ไม่ต้องรักษา.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิต้องทรงรักษาความบริสุทธิ์ ๔ อย่าง.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ที่ตถาคตไม่ต้องรักษา ๔ อย่างเหล่านี้. ๔ อย่างอะไรบ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีกายทุจริตที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีวจีทุจริตที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีมโนทุจริตที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีอาชีวะบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีมิจฉาชีวะที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย ดังนี้.
บัดนี้ พระเถระเมื่อสรรเสริญพระคุณตามเป็นจริงของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ภควา หิ ภนฺเต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส ความว่า อันสมณะอื่นไม่เคยให้เกิดขึ้น ตั้งแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า อสญฺชาตสฺส นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า อนุปฺปนฺนสฺส นั่นเอง.
บทว่า อนกฺขาตสฺส ได้แก่ คนอื่นมิได้แสดง.
บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปก่อนแล้ว พระสาวกมาประชุมกันภายหลัง. ดังนั้น พระเถระอาศัยพระอรหัตมรรคนั่นแล สรรเสริญพระคุณ เพราะเหตุที่พระคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหมดมาแล้วเพราะอาศัยพระอรหัตมรรคเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระคุณทั้งปวงย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วแล.
คำว่า อหญฺจ โข ภนฺเต นี้ พระเถระกล่าวปวารณาสมาจารทางกาย ทางวาจาทั้งของตนทั้งของสงฆ์ ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
บทว่า ปิตรา ปวตฺติตํ ความว่า เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิสวรรคตหรือทรงผนวชล่วงไป ๗ วัน จักรย่อมอันตรธานต่อจากนั้น เมื่อพระโอรสทรงนั่งบำเพ็ญจักรวัตติวัตรสิบอย่างหรือสิบสองอย่าง จักรอื่นย่อมปรากฏ พระโอรสนั้นทรงให้จักรนั้นเป็นไป แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำจักรนั้นแหละให้เป็นวัตรเพราะมีอรรถอย่างเดียวกัน เหตุสำเร็จด้วยรัตนะ ตรัสว่า ปิตรา ปวตฺติตํ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่พระโอรสนั้นตรัสว่า ขอพระองค์จงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด ข้าพระองค์จักปกครอง ดังนี้ ฉะนั้น จึงชื่อว่าย่อมปกครองอาณาจักรที่พระบิดาปกครอง.
บทว่า สมฺมเทว อนุปวตฺเตสิ ความว่า จงให้เป็นไปตามโดยชอบ คือโดยนัย โดยเหตุ โดยการณะนั่นแล. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมคือ อริยสัจ ๔ พระเถระก็กล่าวตามธรรมคืออริยสัจ ๔ นั้นนั่นแหละ. เหตุนั้น จึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า อุภโตภาควิมุตฺตา ความว่า พ้นด้วยส่วนทั้ง ๒ คือพ้นจากรูปกายด้วยอรูปาวจรสมาบัติ พ้นจากนามกายด้วยอริยมรรค.
บทว่า ปญฺญาวิมุตฺตา ได้แก่ หลุดพ้นด้วยปัญญา คือเป็นพระขีณาสพผู้ยังมิได้วิชชา ๓ เป็นต้น.
บทว่า วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อต้องการความบริสุทธิ์.
บทว่า สญฺโญชนพนฺธนจฺฉิทา ได้แก่ ตัดกิเลส กล่าวคือเครื่องประกอบ และกิเลสกล่าวคือเครื่องผูกได้.
บทว่า วิชิตสงฺคามํ ได้แก่ ชนะสงคราม คือราคะโทสะโมหะ. แม้ชนะกองทัพมาร ก็ชื่อว่าชนะสงคราม.
บทว่า สตฺถวาหํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าสัตถวาหะ เป็นผู้นำหมู่ เพราะทรงนำหมู่เวไนยสัตว์ ยกขึ้นบนรถคือมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ให้ข้ามสังสารวัฏ. ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำหมู่นั้น.
บทว่า ปลาโป ได้แก่ ภายในว่างเปล่า คือทุศีล.
ด้วยบทว่า อาทิจฺจพนฺธุนํ นี้ ท่านพระวังคีสะกล่าวว่า ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ เป็นศาสดาผู้ทรงทสพลญาณ ดังนี้.
จบอรรถกถาปวารณาสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------