๘. มหัทธนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ มหทฺธนสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มหัทธนสูตรที่ ๘
มหทฺธนา มหาโภคา รฏฺฐวนฺโตปิ ขตฺติยา อญฺญมญฺญาภิคิชฺฌนฺติ กาเมสุ อนลงฺกตา เตสุ อุสฺสุกชาเตสุ ภวโสตานุสาริสุ โรธตณฺหํ ปวาหึสุ เก โลกสฺมึ อนุสฺสุกาติ ฯ
ท. กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทั้งมีแว่น แคว้น ไม่รู้จักพอในกามทั้งหลาย ย่อมขันแข่งซึ่งกันและกัน เมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอยไปตามกระแสแห่ง ภพ บุคคลพวกไหนไม่มีความขวนขวาย ละความโกรธและ ความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก ฯ
หิตฺวา อคารํ ปพฺพชิตา หิตฺวา ปุตฺตํ ปสุมฺปิยํ หิตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ อวิชฺชญฺจ วิราชิย ขีณาสวา อรหนฺโต เต โลกสฺมึ อนุสฺสุกาติ ฯ
ภ. บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รัก บวชแล้ว กำจัดราคะ โทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มี อาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส บุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ ขวนขวายในโลก ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. มหัทธนสูตร ว่าด้วยผู้มีทรัพย์มาก
เทวดาทูลถามว่า กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ทั้งมีแว่นแคว้น ไม่รู้จักพอในกามทั้งหลาย ต่างแข่งขันกันและกัน เมื่อกษัตริย์เหล่านั้นพากันขวนขวาย วิ่งไปตามกระแสแห่งภพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๓. สัตติวรรค ๙. จตุจักกสูตร บุคคลเหล่าไหนเล่าไม่มีความขวนขวาย ละความโกรธและตัณหาในโลกได้ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลทั้งหลายสละเรือน สละลูก และสละสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก บวช กำจัดราคะ โทสะ และอวิชชาได้ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ไม่มีความขวนขวายในโลก มหัทธนสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหัทธนสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในมหัทธนสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
บุคคลชื่อว่ามีทรัพย์มาก เพราะอรรถว่าทรัพย์ของเขาอันเป็นสาระมีแก้วมุกดาเป็นต้นมีมาก. บุคคลมีโภคะมาก (สมบัติมาก) เพราะอรรถว่าเขามีมหาโภคะอันเป็นภาชนะที่ทำด้วยทองและเงินเป็นต้นมาก.
บทว่า อญฺญมญฺญาภิคิชฺฌนฺติ แปลว่า ย่อมต้องการของกันและกัน คือย่อมปรารถนา ย่อมริษยาของกันและกัน.
บทว่า อนลงฺกตา แปลว่า ไม่รู้จักพอ คือไม่รู้จักอิ่ม เกิดความอยากไม่สิ้นสุด.
บทว่า อุสฺสุกฺกชาเตสุ แปลว่า มีความขวนขวาย คือพยายามเพื่อต้องการสิ่งที่ชอบใจทั้งหลายอันมีรูปเป็นต้นที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น ในบรรดาสิ่งที่ชอบใจซึ่งมีลักษณะต่างๆ เพื่อต้องการเสวยสิ่งที่เกิดขึ้น.
บทว่า ภวโสตานุสาริสุ แปลว่า ลอยไปตามกระแสแห่งภพ ได้แก่แล่นไปตามกระแสแห่งวัฏฏะ.
บทว่า อนุสฺสุกา แปลว่า ไม่มีความขวนขวาย ได้แก่เพราะไม่มีสิ่งเบียดเบียน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลทั้งหลายละเรือน ละบุตร ละปสุสัตว์ที่รัก
บวชแล้วกำจัดราคะโทสะ และอวิชชาเสียแล้ว
เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส
บุคคลพวกนั้น เป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก.
บทว่า อคารํ แปลว่า เรือน ได้แก่บ้านพร้อมทั้งมาตุคาม.
บทว่า วิราชิยา แปลว่า กำจัดแล้ว ได้แก่ทำลายแล้ว.
คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามหัทธนสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------