๓. พรหมเทวสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ พฺรหฺมเทวสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมเทวสูตรที่ ๓
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตริสฺสา พฺราหฺมณิยา พฺรหฺมเทโว นาม ปุตฺโต ภควโต สนฺติเก อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ ฯ อถ โข อายสฺมา พฺรหฺมเทโว เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา พฺรหฺมเทโว อรหตํ อโหสิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ก็สมัยนั้นแล บุตรแห่งนางพราหมณีคนหนึ่ง ชื่อพรหมเทวะ ออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้นแล ท่านพระพรหมเทวะเป็นผู้เดียวหลีกออกแล้ว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้ว อยู่ไม่นานเท่าไรก็ได้กระทำให้แจ้งประโยชน์ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องประสงค์อันนั้นอย่างยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ เพราะรู้แจ้งชัดเองในปรัตยุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่ ท่านได้ทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกมิได้มี ก็แหละท่านพรหมเทวะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์แล้ว ฯ
อถ โข อายสฺมา พฺรหฺมเทโว ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ สาวตฺถิยํ สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน สกมาตุ นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต พฺรหฺมเทวสฺส มาตา พฺราหฺมณี พฺรหฺมุโน อาหุตึ นิจฺจํ ปคฺคณฺหาติ ฯ อถ โข พฺรหฺมุโน สหมฺปติสฺส เอตทโหสิ อยํ โข อายสฺมโต พฺรหฺมเทวสฺส มาตา พฺราหฺมณี พฺรหฺมุโน อาหุตึ นิจฺจํ ปคฺคณฺหาติ ยนฺนูนาหํ ตํ อุปสงฺกมิตฺวา สํเวเชยฺยนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระพรหมเทวะ ในเวลารุ่งเช้านุ่งห่มแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ท่านเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีตามลำดับตรอก เข้าไปยังนิเวศน์แห่งมารดาของตนแล้ว ฯ ก็สมัยนั้นแล นางพราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทวะถือการบูชาบิณฑะแก่พรหมมั่นคงเป็นนิตย์ ฯ ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมคิดว่า นางพราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทวะนี้แล ถือการบูชาบิณฑะแก่พรหมมั่นคงเป็นนิตย์ ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปหานางแล้วทำให้สลดใจ ฯ
อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต อายสฺมโต พฺรหฺมเทวสฺส มาตุ นิเวสเน ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ เวหาสณฺฐิโต อายสฺมโต พฺรหฺมเทวสฺส มาตรํ พฺราหฺมณึ คาถาหิ อชฺฌภาสิ ทูเร อิโต พฺราหฺมณิ พฺรหฺมโลโก ยสฺสาหุตึ ปคฺคณฺหาสิ นิจฺจํ เนตาทิโส พฺราหฺมณิ พฺรหฺมภกฺโข กึ ชปฺปสิ พฺรหฺมปถํ อชานํ เอโส หิ เต พฺราหฺมณิ พฺรหฺมเทโว นิรูปธิโก อติเทวปตฺโต อกิญฺจโน ภิกฺขุ อนญฺญโปสิ โย เต โส ปิณฺฑาย ฆรํ ปวิฏฺโฐ อาหุนิโย เวทคู ภาวิตตฺโต นราน เทวาน จ ทกฺขิเณยฺโย พาหิตฺวา ปาปานิ อนูปลิตฺโต ฆาเสสนํ อิริยติ สีติภูโต น ตสฺส ปจฺฉา น ปุรตฺถมตฺถิ สนฺโต วิธูโม อนิโฆ นิราโส นิกฺขิตฺตทณฺโฑ ตสถาวเรสุ โส ตฺยาหุตึ ภุญฺชตุ อคฺคปิณฺฑํ วิเสนิภูโต อุปสนฺตจิตฺโต นาโคว ทนฺโต จรติ อเนโช ภิกฺขุ สุสีโล สุวิมุตฺตจิตฺโต โส ตฺยาหุตึ ภุญฺชตุ อคฺคปิณฺฑํ ตสฺมึ ปสนฺนา อวิกมฺปมานา ปติฏฺฐเปหิ ทกฺขิณํ ทกฺขิเณยฺเย กโรหิ ปุญฺญํ สุขมายติกํ ทิสฺวา มุนึ พฺราหฺมณิ โอฆติณฺณํ ตสฺมึ ปสนฺนา อวิกมฺปมานา ปติฏฺฐเปหิ ทกฺขิณํ ทกฺขิเณยฺเย อกาสิ ปุญฺญํ สุขมายติกํ ทิสฺวา มุนึ พฺราหฺมณิ โอฆติณฺณนฺติ ฯ
ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมหายไปในพรหมโลกปรากฏแล้วใน นิเวศน์ของมารดาแห่งท่านพระพรหมเทวะ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้าแล้ว หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกแล้ว ฉะนั้น ฯ ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกะนางพราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทวะด้วยคาถาทั้งหลายว่า ดูกรนางพราหมณี ท่านถือการบูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมใด มั่นคงเป็นนิตย์ พรหมโลกของพรหมนั้นอยู่ไกลจากที่นี้ ดูกร นางพราหมณี ภักษาของพรหมไม่ใช่เช่นนี้ ท่านไม่รู้จักทางของ พรหม ทำไมจึงบ่นถึงพรหม ฯ ดูกรนางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทวะของท่านนั้น เป็นผู้ หมดอุปธิกิเลส ถึงความเป็นอติเทพ ไม่มีกิเลสเป็นเครื่อง กังวล มีปรกติขอ ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น ท่านพระพรหมเทวะที่เข้าสู่ เรือนของท่านเพื่อบิณฑบาต เป็นผู้สมควรแก่บิณฑะที่บุคคล พึงนำมาบูชา ถึงเวท มีตนอันอบรมแล้ว สมควรแก่ทักษิณา- ทานของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ลอยบาปเสียแล้ว อัน ตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้ว เป็นผู้เยือกเย็นกำลังเที่ยวแสวงหา อาหารอยู่ ฯ อดีตอนาคตไม่มีแก่ท่านพระพรหมเทวะนั้น ท่านพระพรหม เทวะเป็นผู้สงบระงับ ปราศจากควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความ หวัง วางอาชญาในปุถุชนผู้ยังมีความหวาดหวั่น และ พระขีณาสพผู้มั่นคงแล้ว ขอท่านพระพรหมเทวะนั้นจงบริโภค บิณฑบาตอันเลิศที่สำหรับบูชาพรหมของท่าน ฯ ท่านพระพรหมเทวะซึ่งเป็นผู้มีเสนามารไปปราศแล้ว มีจิต สงบระงับ ฝึกตนแล้ว เที่ยวไปเหมือนช้างตัวประเสริฐ ไม่ หวั่นไหว เป็นภิกษุมีศีลดี มีจิตพ้นวิเศษแล้ว ขอท่านพระ- พรหมเทวะนั้น จงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศที่สำหรับบูชาพรหม ของท่าน ฯ ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทวะนั้น เป็นผู้ไม่ หวั่นไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักษิเณยยบุคคล ดูกร นางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้มีโอฆะอันข้ามแล้วจงทำบุญ อัน จะนำความสุขต่อไปมาให้ ฯ ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่าน พระพรหมเทวะนั้นเป็นผู้ไม่หวั่น ไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักษิเณยยบุคคล ดูกร นางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้มีโอฆะอันข้ามแล้ว ได้ทำบุญอัน จะนำความสุขต่อไปมาให้แล้ว ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๓. พรหมเทวสูตร ๓. พรหมเทวสูตร ว่าด้วยพระพรหมเทพ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น บุตรของนางพราหมณีคนหนึ่ง ชื่อพรหมเทพออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น ท่านพระพรหมเทพหลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียรอุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่เหล่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” ก็แลท่านพระพรหมเทพเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้นเวลาเช้า ท่านพระพรหมเทพครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีตามลำดับตรอกแล้วเข้าไปยังที่อยู่แห่งมารดาของตน สมัยนั้น นางพราหมณีมารดาของท่านพระพรหมเทพถือการบูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมเป็นนิตย์ ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมดำริว่า“นางพราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทพนี้ ถือการบูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมเป็นนิตย์ ทางที่ดีเราพึงเข้าไปหานางแล้วทำให้สลดใจ” ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมยืนอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกับนางพราหมณีมารดาของท่านพระพรหมเทพด้วยคาถาทั้งหลายว่า นางพราหมณี ท่านถือการบูชา ด้วยก้อนข้าว แก่พรหมใดเป็นนิตย์ @เชิงอรรถ : @ ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ หมายถึงจุดสุดท้ายของการประพฤติธรรม ในที่นี้หมายเอาพระอรหัตตผลอันเป็น@จุดสูงสุดของมรรคพรหมจรรย์ (ที.สี.อ. ๔๐๔/๓๐๐) @ อยู่จบพรหมจรรย์ หมายถึงกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อทำลายอาสวกิเลสจบสิ้นบริบูรณ์แล้ว ไม่มีกิจที่จะต้อง@ทำเพื่อตนเอง แต่ยังมีหน้าที่เพื่อผู้อื่นอยู่ ผู้บรรลุถึงขั้นนี้ได้ชื่อว่า อเสขบุคคล (ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๓๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๓. พรหมเทวสูตร พรหมโลกของพรหมนั้นอยู่ไกลจากที่นี้ นางพราหมณี อาหารของพรหมไม่ใช่เช่นนี้ ท่านไม่รู้จักทางของพรหม ทำไมจึงบ่นถึงพรหม นางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทพของท่านนั้น เป็นผู้ไร้อุปธิ ถึงความเป็นอติเทพ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เห็นภัยเนืองๆ ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น ท่านพระพรหมเทพผู้เข้าสู่เรือนของท่านเพื่อบิณฑบาต เป็นผู้สมควรแก่ก้อนข้าวที่บุคคลพึงนำมาบูชา ผู้ถึงฝั่งแห่งเวท อบรมตนแล้ว ควรแก่ทักษิณาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ลอยบาปแล้ว ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิฉาบทา เป็นคนเยือกเย็น กำลังเที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ อดีตและอนาคตไม่มีแก่ท่านพระพรหมเทพนั้น ท่านพระพรหมเทพเป็นผู้สงบระงับ ปราศจากควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง วางอาชญาแล้ว ในปุถุชนผู้ยังมีความหวาดหวั่นและในพระขีณาสพผู้มั่นคง ขอท่านพระพรหมเทพนั้นจงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศ สำหรับบูชาพรหมของท่าน ท่านพระพรหมเทพซึ่งเป็นผู้ปราศจากเสนามาร มีจิตสงบระงับ ฝึกตนแล้ว เที่ยวไปเหมือนช้างประเสริฐ ไม่หวั่นไหว เป็นภิกษุมีศีลดี มีจิตพ้นวิเศษแล้ว ขอท่านพระพรหมเทพนั้น จงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศ สำหรับบูชาพรหมของท่าน @เชิงอรรถ : @ เป็นผู้ไร้อุปธิ หมายถึงเว้นจากอุปธิคือกิเลส อภิสังขารและกามคุณ (สํ.ส.อ. ๑/๑๗๔/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๓๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๔. พกสูตร ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทพนั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคล นางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว จงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้สืบๆ ไป ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทพนั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคล นางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว จงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้สืบๆ ไป พรหมเทวสูตรที่ ๓ จบ ๔. พกสูตร ว่าด้วยพกพรหม
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พกพรหมได้เกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า “ฐานะแห่งพรหมนี้เที่ยง ยั่งยืน ติดต่อกัน คงที่ มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา ไม่เกิด ไม่แก่ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ อนึ่ง เครื่องสลัดออก(จากทุกข์)อันยิ่งอย่างอื่นนอกจากฐานะแห่งพรหมนี้ไม่มี” @เชิงอรรถ : @ ทักขิไณยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา อีกนัยหนึ่ง หมายถึงผู้ทำทักษิณาที่เขานำมาถวายให้มี@ผลมาก (วิสุทฺธิ. ๑/๑๕๖/๒๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๓๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาพรหมเทวสูตรที่ ๓
ในพรหมเทวสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เอโก ความว่า เป็นผู้ผู้เดียว คืออยู่คนเดียวในอิริยาบถทั้งหลายมียืนเป็นต้น.
บทว่า วูปกฏฺโฐ ได้แก่ ปลีกตัวไป คือปราศจากการคลุกคลีด้วยกาย.
บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ อยู่ในความเป็นผู้ไม่ปราศจากสติ.
บทว่า อาตาปี ได้แก่ ประกอบด้วยความเพียรเครื่องเผากิเลส.
บทว่า ปหิตตฺโต ได้แก่ มีตนส่งไปแล้ว.
บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่ กุลบุตรผู้มีมารยาท.
บทว่า สมฺมเทว ความว่า ไม่ใช่บวชเพราะเป็นหนี้ ไม่ใช่บวชเพราะมีภัย ไม่ใช่บวชเลี้ยงชีพ. แม้ผู้ที่บวชไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ บำเพ็ญปฏิปทาที่สมควร ก็ชื่อว่าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบทั้งนั้น.
บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ อริยผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้เอง.
บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ได้แก่ รู้ด้วยตนเอง คือทำให้ประจักษ์.
บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่ ได้เฉพาะคือสำเร็จผลอยู่แล้ว. ก็ท่านพระพรหมเทวะอยู่ด้วยประการฉะนี้ ได้รู้ชัดแล้วฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงปัจจเวกขณภูมิของท่าน ด้วยบทนี้.
ถามว่า ก็ชาติไหนของท่านพรหมเทวะนั้นสิ้นแล้ว และท่านพรหมเทวะรู้ชัด ข้อนั้นได้อย่างไร.
ตอบว่า ชาติส่วนอดีตของท่านพรหมเทวะนั้น ชื่อว่าสิ้นแล้วไม่ได้ก่อน เพราะสิ้นไปในกาลก่อนเสียแล้วชาติส่วนอนาคต ชื่อว่าสิ้นแล้วก็ไม่ได้ เพราะไม่มีความพยายามในชาตินั้น ชาติส่วนปัจจุบันก็ชื่อว่าสิ้นแล้วไม่ได้ เพราะยังมีอยู่. แต่ชาติใดต่างโดยเป็นขันธ์เดียว ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ ในบรรดาเอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพพึงเกิดขึ้น เพราะยังมิได้อบรมมรรค ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นแล้ว เพราะถึงความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาเพราะอบรมมรรคแล้ว. ท่านพรหมเทวะนั้นพิจารณากิเลสที่ละได้ด้วยมรรคภาวนา ย่อมรู้ชาตินั้นว่า กรรมแม้มีอยู่ก็ไม่เป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไป เพราะไม่มีกิเลส.
บทว่า วุสิตํ ความว่า อยู่แล้ว อยู่รอบแล้ว. อธิบายว่า กระทำแล้ว ประพฤติแล้ว คือให้สำเร็จแล้ว.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์.
บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจแม้ ๑๖ อย่าง คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจและภาวนากิจ ด้วยมรรคทั้ง ๔ ในสัจจะ ๔ [๔x๔=๑๖] ทำสำเร็จแล้ว.
บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า บัดนี้ มรรคภาวนาเพื่อความเป็นอย่างนี้ คือเพื่อความเป็นกิจ ๑๖ อย่างอย่างนี้ หรือเพื่อความสิ้นกิเลส ไม่มีอีก.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ได้แก่ จากความเป็นอย่างนี้ คือจากประการอย่างนี้ท่านพรหมเทวะได้ทราบว่า ขันธสันดานอื่นจากขันธสันดานที่เป็นไปอยู่ในบัดนี้ไม่มีแต่เบญจขันธ์เหล่านี้ ท่านกำหนดรู้แล้ว ยังตั้งอยู่ได้เหมือนต้นไม้มีรากขาดแล้ว.
บทว่า อญฺญตโร แปลว่า องค์หนึ่ง.
บทว่า อรหตํ ความว่า ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า สปทานํ ได้แก่ เที่ยวไปตามลำดับตรอก คือเที่ยวไปตามลำดับไม่เลยเรือนที่ถึงแล้ว.
บทว่า อุปสงฺกมิ ได้แก่ เข้าไปอยู่.
ก็มารดาของเขาพอเห็นบุตรก็ออกจากเรือนพาเข้าไปภายในที่อยู่ ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้.
บทว่า อาหุตึ นิจฺจํ ปคฺคณฺหาติ ความว่า รับของบูชาคือบิณฑะก้อนข้าวในกาลเป็นนิจ. ก็ในวันนั้นมีพลีกรรมเพื่อภูตในเรือนนั้น. ทุกเรือนทาสีเขียวมีข้าวตอกเกลื่อนกลาด แวดล้อมด้วยทรัพย์และดอกไม้ ยกธงชัยธงปฏากขึ้นตั้งหม้อน้ำมีน้ำเต็มไว้ในที่นั้นๆ จุดประทีปสว่าง ประดับด้วยผงของหอมและดอกไม้เป็นต้น. ได้มีแว่นเวียนเทียนถือส่งต่อกันไปโดยรอบ. นางพราหมณี แม้นั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำหอม ๑๖ หม้อ ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ.
สมัยนั้น นางให้พระมหาขีณาสพนั่งแล้ว มิได้ถวายแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภคบรรจุข้าวปายาสเต็มถาดทอง ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ที่หลังบ้านมีพื้นที่ที่ประดับด้วยของทาสีเขียวเป็นต้นนางถือถาดนั้นไปที่นั้น วางก้อนข้าวปายาสตรงที่ ๔ มุมและตรงกลางแห่งละก้อน ถือไปก้อนหนึ่งมีเนยใสไหลลงถึงข้อศอก คุกเข่าบนแผ่นดิน กล่าวเชิญพรหมให้บริโภคว่า ขอท่านมหาพรหมจงบริโภค ขอท่านมหาพรหมจงนำไป ขอมหาพรหมจงอิ่มหนำ ดังนี้.
บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ความคิดนี้ได้มีแก่ท้าวสหัมบดีพรหมผู้สูดกลิ่นศีลของพระมหาขีณาสพ ซึ่งท่วมเทวโลกฟุ้งไปถึงพรหมโลก.
บทว่า สํเวเชยฺยํ ได้แก่ พึงตักเตือน คือพึงให้ประกอบในสัมมาปฏิบัติ. อธิบายว่า จริงอยู่ นางพราหมณีนั้นให้พระมหาขีณาสพผู้เป็นอัครทักขิไณยบุคคลเห็นปานนี้ นั่งแล้วมิได้ถวายอาหารแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภค ดุจทิ้งตาชั่งเสียแล้วใช้มือชั่งดุจทิ้งกลองเสียแล้วประโคมท้อง ดุจทิ้งไฟเสียแล้วเป่าหิ่งห้อย เที่ยวทำพลีแก่ภูตเราจักไปทำลายมิจฉาทิฏฐิของนาง ยกนางขึ้นจากทางแห่งอบาย จะกระทำโดยวิธีให้นางหว่านทรัพย์ ๘๐ โกฏิลงในพระพุทธศาสนาแล้วขึ้นสู่ทางสวรรค์.
บทว่า ทูเร อิโต ความว่า ไกลจากที่นี้.
จริงอยู่ ก้อนศิลาขนาดเท่าเรือนยอดตกจากพรหมโลก วันหนึ่งคืนหนึ่งสิ้นระยะทาง ๔๘,๐๐๐ โยชน์ ใช้เวลาถึง ๔ เดือน โดยทำนองนี้ จึงตกถึงแผ่นดิน พรหมโลกชั้นที่ต่ำกว่าเขาหมดอยู่ไกลอย่างนี้.
บทว่า ยสฺสาหุตึ ความว่า โลกของพรหมที่นางพราหมณีบูชาด้วยก้อนข้าว อยู่ไกล.
ในบทว่า พฺรหฺมปถํ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ท้าวมหาพรหมกล่าวว่า ชื่อว่าทางของพรหม ได้แก่กุศลฌาน ๔ ส่วนวิบากฌาน ๔ ชื่อว่าเป็นทางชีวิตของพรหมเหล่านั้นเธอไม่รู้ทางของพรหมนั้น กระซิบอยู่ทำไม เพ้ออยู่ทำไม. จริงอยู่ พรหมทั้งหลายย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยฌานที่มีปีติ หาได้ใส่ข้าวสารแห่งข้าวสาลีและเคี้ยวกินน้ำนมที่เคี่ยวแล้วไม่ท่านอย่าลำบาก เพราะสิ่งที่ไม่ใช่เหตุเลย ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงประคองอัญชลี แล้วย่อตัวเข้าไปชี้พระเถระอีกกล่าวว่าดูก่อนนางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทวะของท่านนี้ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรูปธิโก ความว่า เว้นจากอุปธิ คือกิเลสอภิสังขารและกามคุณ.
บทว่า อติเทวปตฺโต ความว่า ถึงความเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ถึงความเป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม.
บทว่า อนญฺญโปสี ความว่า ชื่อว่าไม่เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่เลี้ยงอัตภาพของผู้อื่นหรือบุตรและภรรยา นอกจากอัตภาพนี้.
บทว่า อาหุเนยฺโย ความว่า ควรเพื่อจะรับบิณฑะที่เขาบูชา ปิณฑะที่เขาต้อนรับ.
บทว่า เวทคู ได้แก่ ถึงที่สุดทุกข์ด้วยเวท คือมรรค ๔.
บทว่า ภาวิตตฺโต ได้แก่ อบรมตนให้เจริญตั้งอยู่.
บทว่า อนูปลิตฺโต ได้แก่ อันเครื่องฉาบคือตัณหาและทิฐิไม่ฉาบแล้ว.
บทว่า ฆาเสสนํ อิริยติ ได้แก่ เที่ยวแสวงหาอาหาร.
บทว่า น ตสฺส ปจฺฉา น ปุรตฺถมตฺถิ ความว่า ภายหลังเรียกว่าอดีต ภายหน้าเรียกว่าอนาคต. ท่านกล่าวไว้ว่า ภายหลังหรือภายหน้าย่อมไม่มีแก่ผู้เว้นจากฉันทราคะในขันธ์ส่วนอดีตและขันธ์ส่วนอนาคต ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า สนฺโต เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่า สนฺโต เพราะสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น. ชื่อว่า วิธูมะ เพราะปราศจากควันคือความโกรธ. ชื่อว่า อนีฆะ เพราะไม่มีทุกข์. แม้ถือไม้เท้าเป็นต้นเที่ยวไป ก็ชื่อว่าวางไม้แล้ว เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่า.
ในคำว่า ตสถาวเรสุ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้
ปุถุชนทั้งหลายชื่อว่าผู้สะดุ้ง พระขีณาสพทั้งหลายชื่อว่าผู้มั่นคง. พระเสขบุคคล ๗ จำพวกไม่อาจจะเรียกว่าผู้สะดุ้งได้ ท่านเหล่านั้นมิใช่ผู้มั่นคงแต่เมื่อจะแบ่งพวก ก็แบ่งเป็นพวกมั่นคงนั่นแหละ.
บทว่า โส ตฺยาหุตึ ตัดบทเป็น โส ตว อาหุตึ.
บทว่า วิเสนิภูโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากกองทัพโดยกองทัพคือกิเลส. บทว่า อเนโช ได้แก่ ปราศจากตัณหา. บทว่า สุสีโล ได้แก่ เป็นผู้มีศีลดี โดยศีลของพระขีณาสพ. บทว่า สุวิมุตฺตจิตฺโต ความว่า มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี โดยผลวิมุตติ.
บทว่า โอฆติณฺณํ ได้แก่ข้ามโอฆะ ๔ เสียได้. ด้วยกถามรรคเพียงเท่านี้ พรหมสรรเสริญคุณของพระเถระ ประกอบนางพราหมณีไว้ในสัมมาทิฏฐิ. ก็อวสานคาถา [คาถาสุดท้าย] พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายตั้งไว้แล้ว.
บทว่า ปติฏฺฐเปสิ ทกฺขิณํ ความว่า ตั้งทักษิณาคือปัจจัย ๔.
บทว่า สุขมายติกํ ความว่า มีสุขในอนาคต คือมีสุขเป็นผลในอนาคต. อธิบายว่า นำสุขมาให้.
จบอรรถกถาพรหมเทวสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------