๙. จตุจักกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ จตุจกฺกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค จตุจักกสูตรที่ ๙
จตุจกฺกํ นวทฺวารํ ปุณฺณํ โลเภน สํยุตํ ปงฺกชาตํ มหาวีร กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
ท. ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มี ทวาร ๙ เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อม เป็นดังว่าเปือกตม ความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้ อย่างไร ฯ
เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
ภ. ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วย ความปรารถนาและความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมี อวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออกไป (จากทุกข์) จึงจักมีได้ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. จตุจักกสูตร ว่าด้วยสรีรยนต์ ๔ ล้อ
เทวดาทูลถามว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า สรีรยนต์ ๔ ล้อ มีประตู ๙ ประตู เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ถูกโลภะประกอบไว้ เป็นเหมือนเปือกตม สรีรยนต์นั้นจักแล่นไปได้อย่างไร @เชิงอรรถ : @ ๔ ล้อ หมายถึงอิริยาบถ ๔ (คือ เดิน ยืน นั่ง นอน) (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๒)@ ๙ ประตู หมายถึงช่องทั้ง ๙ คือ ตา ๒, หู ๒, จมูก ๒, ปาก ๑, ทวารหนัก ๑, ทวารเบา ๑@(สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๒) @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๙ หน้า ๑๒๐-๑๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๓. สัตติวรรค ๑๐. เอณิชังฆสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เพราะตัดชะเนาะ เชือกหนัง ตัดความปรารถนาและความโลภอันเลวทราม และเพราะถอนตัณหาพร้อมทั้งรากได้ สรีรยนต์นั้นจักแล่นไปได้อย่างนี้ จตุจักกสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. เอณิชังฆสูตร ว่าด้วยพระผู้มีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย
เทวดากล่าวว่า พวกข้าพระองค์พากันมาเฝ้า ขอทูลถามพระองค์ ผู้มีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย มีพระวรกายสมส่วน มีความเพียร ฉันพระกระยาหารน้อย ไม่มีความโลเล เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปตามลำพัง ไม่มีความห่วงในกามทั้งหลาย ว่า บุคคลหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร @เชิงอรรถ : @ ชะเนาะ หมายถึงความผูกโกรธ (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๓) @ เชือกหนัง หมายถึงกิเลสมีทิฏฐิและวิจิกิจฉาเป็นต้น (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๓)@ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๙ หน้า ๑๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจตุจักกสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในจตุจักกสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า จตุจกฺกํ แปลว่า มีจักร ๔ ได้แก่ อิริยาบถ ๔ เพราะในที่นี้ อิริยาบถ ท่านเรียกว่าจักร.
บทว่า นวทฺวารํ แปลว่า ทวาร ๙ ได้แก่ ทวาร ๙ ซึ่งมีปากแผล ๙ แห่ง.
บทว่า ปุณฺณํ แปลว่า มีอสุจิเต็มแล้ว คือเต็มไปด้วยของไม่สะอาด.
บทว่า โลเภน สํยุตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยโลภะ คือว่าสัมปยุตด้วยตัณหา.
บทว่า กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ นี้เทวดาย่อมทูลถามว่า การออกไป (จากทุกข์) แห่งสรีระนี้ เห็นปานนี้ จักมีได้อย่างไร คือว่าความพ้น ความพ้นรอบ ความก้าวล่วงอย่างดี จักมีได้อย่างไร ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ. ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วย
ความปรารถนาและความโลภอันลามกด้วย ถอน
ตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความ
ออกไป (จากทุกข์) จึงมีได้.
บทว่า นทฺธึ แปลว่า ความผูกโกรธ. อธิบายว่า ความโกรธมีก่อน ภายหลัง ความโกรธมีกำลังเป็นไปแล้วอย่างนี้ จึงชื่อว่าความผูกโกรธ.
บทว่า วรตฺตํ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ได้แก่ตัดความผูกโกรธและเครื่องร้อยรัด.
ชื่อความเกี่ยวข้องกันแห่งตัณหาและทิฐิ ท่านกล่าวไว้ในคาถาว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ แต่ในที่นี้ ยกเว้นกิเลสที่ท่านอธิบายไว้ในพระบาลีแล้ว กิเลสที่เหลือ พึงทราบว่าเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ตัดกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ดังนี้.
บทว่า อิจฺฉาโลภํ นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมอันหนึ่งนี้แหละ ชื่อว่าโลภะ เพราะอรรถว่าปรารถนา เพราะอรรถว่าความอยากและความต้องการ.
อีกอย่างหนึ่ง ความอยากมีกำลังทรามเกิดขึ้นครั้งแรก ความโลภมีกำลังเกิดขึ้นในเวลาต่อๆ มา.
อีกอย่างหนึ่ง ความปรารถนาในวัตถุอันตนยังไม่ได้ ชื่อว่าความอยาก ความยินดีในวัตถุอันตนได้แล้ว ชื่อว่าความโลภ.
บทว่า สมูลํ ตณฺหํ ได้แก่ ตัณหาอันมีมูล โดยมีอวิชชาเป็นมูล.
บทว่า อพฺภุยฺห ได้แก่ อันมรรคถอนขึ้นแล้ว.
คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาจตุจักกสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------