๑๒. วังคีสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทฺวาทสมํ วงฺคีสสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสูตรที่ ๑๒
เอกํ สมยํ อายสฺมา วงฺคีโส สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา วงฺคีโส อจิรอรหตฺตปฺปตฺโต โหติ วิมุตฺติสุขํ ปฏิสํเวที ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ กาเวยฺยมตฺตา วิจริมฺห ปุพฺเพ คามา คามํ ปุรา ปุรํ อถทฺทสาม สมฺพุทฺธํ สทฺธา โน อุปปชฺชถ โส เม ธมฺมมเทเสสิ ขนฺเธ อายตนานิ ธาตุโย ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ พหุนฺนํ วต อตฺถาย โพธิมชฺฌคมา มุนิ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนญฺจ เย นิยามคตทฺทสา สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ เตวิชฺโช อิทฺธิปตฺโตมฺหิ เจโตปริยายโกวิโทติ ฯ วงฺคีสสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ นิกฺขนฺตอรติ เจว เปสลาอติมญฺญนา อานนฺเทน สุภาสิตา สารีปุตฺตปวารณา ปโรสหสฺสํ โกณฺฑญฺโญ โมคฺคลฺลาเนน คคฺครา วงฺคีเสน ทฺวาทสาติ ฯ ---------------
สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะ อยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะ เป็นผู้บรรลุพระอรหัตแล้วไม่นาน เสวยวิมุตติสุขอยู่ ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า ในกาลก่อน เราเป็นผู้มัวเมาด้วยความเป็นกวี ได้เที่ยวไป แล้ว สู่บ้านจากบ้าน สู่เมืองจากเมือง ครั้นเราได้เห็น พระสัมพุทธเจ้า ศรัทธาจึงบังเกิดขึ้นแก่เรา พระสัมพุทธเจ้า นั้นได้ทรงแสดงธรรมคือขันธ์ อายตนะ ธาตุแก่เรา เราได้ฟัง ธรรมของพระองค์แล้ว ก็บรรพชาเป็นผู้หาเรือนมิได้ พระมุนี ได้ตรัสรู้พระโพธิญาณ เพื่อประโยชน์แก่ประชุมชนเป็นอัน- มากแก่ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ผู้ได้ถึง ได้เห็นนิยามธรรม การมาของเราในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมาดี จริงหนอ วิชชา ๓ อันเราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระศาสนา ของพระพุทธองค์เราได้ทำแล้ว เราย่อมรู้ขันธสันดานอันเรา เคยอยู่ในกาลก่อน ทิพจักษุญาณเราทำให้หมดจดแล้ว เรา เป็นผู้สำเร็จไตรวิชชา บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโตปริยญาณ ดังนี้ ฯ จบวังคีสสังยุต -----------------------------------------------------รวมพระสูตรแห่งวังคีสสังยุตมี ๑๒ สูตร คือ นิกขันตสูตรที่ ๑ อรติสูตรที่ ๒ เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓ อานันทสูตรที่ ๔ สุภาษิตสูตรที่ ๕ สารีปุตตสูตรที่ ๖ ปวารณาสูตรที่ ๗ ปโรสหัสสสูตรที่ ๘ โกณฑัญญสูตรที่ ๙ โมคคัลลานสูตรที่ ๑๐ คัคคราสูตรที่ ๑๑ กับวังคีสสูตรครบ ๑๒ ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. วังคีสสูตร ว่าด้วยพระวังคีสะ
สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะบรรลุอรหัตแล้วไม่นานเสวยวิมุตติสุขอยู่ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า ในกาลก่อน เราเป็นผู้มัวเมากาพย์กลอน ได้เที่ยวไปแล้วทุกบ้านทุกเมือง ต่อมา เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศรัทธาก็เกิดขึ้นแก่เรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงธรรม คือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ แก่เรา เราได้ฟังพระธรรมของพระองค์แล้วจึงบวช พระมุนีได้ตรัสรู้พระโพธิญาณ เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก แก่ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายผู้ได้บรรลุ ได้เห็นนิยามธรรม @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๖๑/๕๔๔ @ นิยามธรรม หมายถึงมรรคและผล (สํ.ฏีกา ๑/๒๒๐/๓๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๒๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] รวมพระสูตรที่มีในสังยุต การมาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเราเป็นการมาดีแล้ว วิชชา ๓ อันเราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำแล้ว เรารู้ขันธสันดานอันเราเคยอยู่ในกาลก่อน ทิพพจักขุญาณ เราทำให้หมดจดแล้ว เราเป็นผู้สำเร็จวิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธิญาณ ฉลาดในเจโตปริยญาณ วังคีสสูตรที่ ๑๒ จบ วังคีสสังยุต จบบริบูรณ์ รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ ๑. นิกขันตสูตร ๒. อรติสูตร ๓. เปสลาติมัญญนาสูตร ๔. อานันทสูตร ๕. สุภาสิตสูตร ๖. สารีปุตตสูตร ๗. ปวารณาสูตร ๘. ปโรสหัสสสูตร ๙. โกณฑัญญสูตร ๑๐. โมคคัลลานสูตร ๑๑. คัคคราสูตร ๑๒. วังคีสสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๒๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวังคีสสูตรที่ ๑๒
ในวังคีสสูตรที่ ๑๒ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ :-
บทว่า อายสฺมา เป็นคำน่ารัก.
บทว่า วงฺคีโส เป็นชื่อของพระเถระนั้น.
ได้ยินว่า ในครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ในปางก่อน พระเถระนั้นเห็นพระสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยปฏิภาณจึงให้ทาน ทำความปรารถนา บำเพ็ญบารมีถึงแสนกัปในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาบังเกิดในครรภ์ของปริพาชิกานางหนึ่ง ซึ่งล้อมกิ่งหว้าไว้เพราะประสงค์จะโต้วาทะทั่วชมพูทวีปแล้วได้วาทะกับปริพาชกนายหนึ่งเพราะชนะบ้าง แพ้บ้างในวาทะ จึงอยู่ร่วม [เป็นสามีภริยา] กับปริพาชกนายนั้น เจริญวัยแล้วเรียนวาทะตั้ง ๑,๐๐๐ คือฝ่ายมารดา ๕๐๐ ฝ่ายบิดา ๕๐๐ จาริกไป และท่านรู้วิชาอย่างหนึ่งซึ่งร่ายแล้วเอานิ้วมือเคาะศีรษะผู้ตาย ก็รู้ว่าผู้นี้เกิดในที่โน้น. ท่านเที่ยวไปในบ้านและนิคมเป็นต้นโดยลำดับ ถึงกรุงสาวัตถีพร้อมมาณพ ๕๐๐ คน นั่งที่ศาลาใกล้ประตูพระนคร.
ในครั้งนั้น เวลาก่อนอาหาร ชาวพระนครพากันให้ทาน เวลาหลังอาหาร นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วก็ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังวิหารเพื่อฟังธรรม.
มาณพเห็นเข้าถามว่า พวกท่านไปไหนกัน. พวกเขาตอบว่า ไปฟังธรรมในสำนักของพระทศพล. แม้เขาพร้อมด้วยบริวารก็ไปกับชาวพระนครเหล่านั้น กระทำปฏิสันถารแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะเขาว่า วังคีสะ ได้ยินว่าเธอรู้ศิลปะดีหรือ. เขาตอบว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้มาก พระองค์ตรัสหมายเอาศิลปะประเภทไหน.
พระศาสดาตรัสว่า ศิลปะที่เกี่ยวกับซากศพ. เชิญเถิด ท่านพระโคดม.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในนรก ด้วยอานุภาพของพระองค์แก่เขา แล้วตรัสถามว่า วังคีสะ ผู้นี้เกิดในที่ไหน. เขาร่ายมนต์แล้ว เอานิ้วเคาะดู ทูลว่า เกิดในนรก. พระศาสดาตรัสว่า ดีละ วังคีสะ เธอตอบดีแล้ว. พระองค์ทรงแสดงศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในเทวโลกแม้ศีรษะนั้น เขาก็พยากรณ์ได้อย่างนั้นเหมือนกัน.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงแสดงศีรษะของพระขีณาสพแก่เขา. เขาร่ายมนต์แล้วร่ายมนต์อีกก็ดี เอานิ้วเคาะก็ดี ก็ไม่รู้ที่สัตว์เกิด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะเขาว่า ลำบากไหม วังคีสะ. เขาทูลว่า ลำบาก ท่านโคดม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอใคร่ครวญบ่อยๆ สิ. เขาแม้เมื่อทำอย่างนั้นก็ไม่เห็น จึงทูลว่า ท่านพระโคดม พระองค์ทรงรู้หรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รู้วังคีสะ บุคคลนั้นชื่อว่าไปดีแล้ว เพราะไม่มีที่อาศัย เรารู้คติของเขา. ทูลถามว่า พระองค์รู้ได้ด้วยมนต์ หรือท่านพระโคดม. ถูกแล้ว วังคีสะ เราตถาคตรู้ได้ด้วยมนต์อย่างเดียวเท่านั้น. ทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ขอพระองค์ได้โปรดแลกเปลี่ยนมนต์กับข้าพระองค์เถิด. ตรัสว่า วังคีสะ มนต์ของเราไม่มีมูลค่าดอก. ทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ขอพระองค์ได้โปรดประทานเถิด. ตรัสว่า เราไม่อาจให้มนต์แก่ผู้ที่มิได้บวชในสำนักของเราได้.
วังคีสะเรียกพวกลูกศิษย์มาสั่งว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย พระสมณโคดมรู้ศิลปะมากมายเราจักบวชในสำนักของพระสมณโคดมนี้เรียนศิลปะ แต่นั้นจักไม่มีผู้ที่รู้ศิลปะมากกว่าเราทั่วชมพูทวีปพวกเธออย่าเป็นห่วง จงอยู่กันจนกว่าเราจะกลับมา ดังนี้ แล้วส่งลูกศิษย์เหล่านั้นไปแล้วกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดให้ข้าพระองค์บรรพชาเถิด.
พระศาสดาทรงมอบหมายให้เถระชื่อนิโครธกัปปะ. พระเถระนำวังคีสะไปยังที่อยู่ของตนแล้วให้บรรพชา. ท่านบรรพชาแล้วมาเฝ้าพระศาสดา ยืนถวายบังคมแล้ว ทูลอาราธนาว่า ขอพระองค์โปรดประทานศิลปะแก่ข้าพระองค์เถิด.
พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เมื่อพวกเธอจะเรียนศิลปะ (ครั้งก่อน) ต้องทำบริกรรมโดยไม่บริโภคของเค็มและนอนบนแผ่นดินเป็นต้น เรียนศิลปะนั้น แม้ศิลปะนี้ก็มีบริกรรม เธอจงทำบริกรรมนั้นก่อน. พระวังคีสะกราบทูลว่า ดีละ พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสบอกพระกัมมัฏฐาน คือ อาการ ๓๒ แก่เธอ. เธอมนสิการพระกัมมัฏฐานนั้นทั้งอนุโลมปฏิโลม เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตโดยลำดับ.
บทว่า วิมุตฺติสุขํ ปฏิสํเวที ความว่า เมื่อบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้วเสวยวิมุตติสุข.
บทว่า กาเวยฺยมตฺตา ได้แก่ มัวเมาด้วยความเป็นกวี คือการแต่งกาพย์กลอน.
บทว่า ขนฺเธ อายตนานิ ธาตุโย ความว่า เมื่อทรงแสดงธรรมประกาศขันธ์เป็นต้นเหล่านี้.
บทว่า เย นิยามคตทฺทสา ได้แก่ ผู้ถึงนิยามธรรม และผู้เห็นนิยามธรรม.
บทว่า สฺวาคตํ ได้แก่ การมาดี.
ด้วยคำว่า อิทฺธิปฺปตฺโตมฺหิ นี้ หมายเอาอิทธิวิธิญาณ.
ด้วยคำว่า เจโตปริยายโกวิโท นี้ หมายเอาเจโตปริยญาณ.
ส่วนทิพยโสตแม้ท่านไม่ได้กล่าวไว้ ก็สงเคราะห์เข้าได้เหมือนกัน.
พระวังคีสะนี้บรรลุอภิญญา ๖ พึงทราบว่าเป็นมหาสาวกด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาวังคีสสูตรที่ ๑๒ และวังคีสสังยุตเพียงเท่านี้ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรแห่งวังคีสสังยุตมี ๑๒ สูตร คือ
๑. นิกขันตสูตร
๒. อรติสูตร
๓. เปสลาติมัญญนาสูตร
๔. อานันทสูตร
๕. สุภาษิตสูตร
๖. สารีปุตตสูตร
๗. ปวารณาสูตร
๘. ปโรสหัสสสูตร
๙. โกณฑัญญสูตร
๑๐. โมคคัลลานสูตร
๑๑. คัคคราสูตร
๑๒. วังคีสสูตร -----------------------------------------------------