๔. สัตตวัสสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ สตฺตวสฺสสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สัตตวัสสสูตรที่ ๔
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา อุรุเวลายํ วิหรติ นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร อชปาลนิโคฺรเธ ฯ เตน โข ปน สมเยน มาโร ปาปิมา สตฺต วสฺสานิ ภควนฺตํ อนุพนฺโธ โหติ โอตาราเปกฺโข โอตารํ อลภมาโน ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับที่ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา ฯ ก็สมัยนั้นแล มารผู้มีบาปติดตามพระผู้มีพระภาค คอยมุ่งหาช่องโอกาสสิ้น ๗ ปี ก็ยังไม่ได้ช่อง ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ โสกาวติณฺโณ นุ วนสฺมึ ฌายสิ วิตฺตํ นุ ชินฺโน อุท ปตฺถยาโน อาคุนฺนุ คามสฺมิมกาสิ กิญฺจิ กสฺมา ชเนน กโรสิ สกฺขึ สกฺขี น สมฺปชฺชติ เกนจิ เตติ ฯ
ภายหลังมารผู้มีบาป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านถูกความโศกทับถมหรือ จึงได้มาซบเซาอยู่ในป่าอย่างนี้ ท่านเสื่อมจากทรัพย์เครื่องปลื้มใจแล้วหรือ หรือว่ากำลัง ปรารถนาอยู่ ท่านได้ทำความชั่วอะไรๆ ไว้ในบ้านหรือ เหตุ ไรท่านจึงไม่ทำมิตรภาพกับชนทั้งปวงเล่า หรือว่าท่านทำมิตร- *ภาพกับใครๆ ไม่สำเร็จ ฯ
โสกสฺส มูลํ ปลิขาย สพฺพํ อนาคุ ฌายามิ อโสจมาโน เชตฺวาน สพฺพํ ภวโลภชปฺปํ อนาสโว ฌายามิ ปมตฺตพนฺธูติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมารผู้เป็นเผ่าของบุคคลผู้ประมาทแล้ว เราขุดรากของ ความเศร้าโศกทั้งหมดแล้ว ไม่มีความชั่ว ไม่เศร้าโศก เพ่ง อยู่ เราชนะความติดแน่น กล่าวคือความโลภในภพทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพ่งอยู่ ฯ
ยํ วทนฺติ มมยิทนฺติ เย วทนฺติ มมนฺติ จ เอตฺถ เจเต มโน อตฺถิ น เม สมณ โมกฺขสีติ ฯ
มารทูลว่า ถ้าใจของท่านยังข้องอยู่ในสิ่งที่ชนทั้งหลาย กล่าวว่าสิ่งนี้ เป็นของเรา แลว่าสิ่งนี้เป็นเราแล้ว สมณะ ท่านจักไม่พ้น เราไปได้ ฯ
ยํ วทนฺติ น ตํ มยฺหํ เย วทนฺติ น เต อหํ เอวํ ปาปิม ชานาหิ น เม มคฺคมฺปิ ทกฺขสีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สิ่งที่ชนทั้งหลายกล่าวว่าเป็นของเรานั้น ย่อมไม่เป็นของเรา และสิ่งที่ชนทั้งหลายกล่าวว่า เป็นเรา ก็ไม่เป็นเราเหมือน กัน แนะ มารผู้มีบาป ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด แม้ท่านก็ จักไม่เห็นทางของเรา ฯ
สเจ มคฺคํ อนุพุทฺธํ เขมํ อมตคามินึ อเปหิ คจฺฉ ตฺวเมโก กิมญฺญมนุสาสสีติ ฯ
มารทูลว่า ถ้าท่านรู้จักทางอันปลอดภัย เป็นที่ไปสู่อมตมหานิพพาน ก็จง หลีกไปแต่คนเดียวเถิด จะพร่ำสอนคนอื่นทำไมเล่า ฯ
อมจฺจุเธยฺยํ มุญฺจนฺติ เย ชนา ปารคามิโน เตสาหํ ปุฏฺโฐ อกฺขามิ ยํ สจฺจํ ตํ นิรูปธินฺติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนเหล่าใดมุ่งไปสู่ฝั่ง ย่อมถึงพระนิพพาน อันมิใช่โอกาส ของมาร เราถูกชนเหล่านั้นถามแล้ว จักบอกว่า สิ่งใดเป็น ความจริง สิ่งนั้นหาอุปธิกิเลสมิได้ ฯ
เสยฺยถาปิ ภนฺเต คามสฺส วา นิคมสฺส วา อวิทูเร โปกฺขรณี ตตฺรสฺส กกฺกฏโก อถ โข ภนฺเต สมฺพหุลา กุมารกา วา กุมาริกาโย วา ตมฺหา คามา วา นิคมา วา นิกฺขมิตฺวา เยน สา โปกฺขรณี เตนุปสงฺกเมยฺยุํ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ กกฺกฏกํ อุทกา อุทฺธริตฺวา ถเล ปติฏฺฐาเปยฺยุํ ยํ ยเทว หิ โส ภนฺเต กกฺกฏโก อฬํ อภินินฺนาเมยฺย ตํ ตเทว เต กุมารกา วา กุมาริกาโย วา กฏฺเฐน วา กฐลาย วา สญฺฉินฺเทยฺยุํ สมฺภญฺเชยฺยุํ สมฺปลิภญฺเชยฺยุํ เอวํ หิ โส ภนฺเต กกฺกฏโก สพฺเพหิ อเฬหิ สญฺฉินฺเนหิ สมฺภคฺเคหิ สมฺปลิภคฺเคหิ อภพฺโพ ตํ โปกฺขรณึ ปุน โอตริตุํ เสยฺยถาปิ ปุพฺเพ เอวเมว โข ภนฺเต ยานิกานิจิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ สพฺพานิ ตานิ ภควตา ปจฺฉินฺนานิ สมฺภคฺคานิ สมฺปลิภคฺคานิ อภพฺโพทานาหํ ภนฺเต ปุน ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตุํ ยทิทํ โอตาราเปกฺโขติ ฯ
มารทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหมือนอย่างว่ามีสระโบกขรณีในที่ไม่ไกลแห่งบ้านหรือนิคม ในสระนั้นมีปูอยู่ ครั้งนั้น พวกเด็กชายหรือพวกเด็กหญิงเป็นอันมาก ออกจากบ้านหรือนิคมนั้นแล้วเข้าไปถึงที่สระโบกขรณีนั่นตั้งอยู่ ครั้นแล้วจึงจับปูนั้นขึ้นจากน้ำให้อยู่บนบก พระเจ้าข้า ก็ปูนั้นยังก้ามทุกๆก้ามให้ยื่นออก พวกเด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น พึงริดพึงหักพึงทำลายก้ามนั้นเสียทุกๆ ก้ามด้วยไม้หรือก้อนหิน พระเจ้าข้า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ปูนั้นมีก้ามถูกริด ถูกหัก ถูกทำลายเสียหมดแล้ว ย่อมไม่อาจก้าวลงไปสู่สระโบกขรณีนั้นอีกเหมือนแต่ก่อน ฉันใด อารมณ์แม้ทุกชนิดอันเป็นวิสัยของมาร อันให้สัตว์เสพผิด ทำให้สัตว์ดิ้นรน อารมณ์นั้นทั้งหมด อันพระผู้มีพระภาคตัดรอนหักรานย่ำยีเสียหมดแล้ว บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้คอยหาโอกาส ย่อมไม่อาจเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคได้อีก ฉันนั้น ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา ภควโต สนฺติเก อิมา นิพฺเพชนียา คาถาโย อภาสิ เมทวณฺณญฺจ ปาสาณํ วายโส อนุปริยคา อเปตฺถ มุทุ วินฺเทม อปิ อสฺสาทนา สิยา อลทฺธา ตตฺถ อสฺสาทํ วายมนฺโต อปกฺกเม กาโกว เสลํ อาสชฺช นิพฺพิชฺชาเปม โคตมาติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ภควโต สนฺติเก อิมา นิพฺเพชนียา คาถาโย ภาสิตฺวา ตมฺหา ฐานา อปกฺกมฺม ภควโต อวิทูเร ปฐวิยํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ ตุณฺหีภูโต มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ กฏฺเฐน ภูมึ วิลิขนฺโต ฯ
ครั้นแล้ว มารผู้มีบาปได้ภาษิตคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อ- *หน่ายเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ฝูงกาเห็นก้อนหินมีสีดุจมันข้น จึงบินเข้าไปใกล้ด้วยเข้าใจว่า เราทั้งหลาย พึงประสบอาหารในที่นี้เป็นแน่ ความยินดีพึงมี โดยแท้ ฯ เมื่อพยายามอยู่ไม่ได้อาหารสมประสงค์ในที่นั้น จึงบิน หลีกไป ฯ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ก็เหมือนกามาพบศิลา ฉะนั้น ขอหลีกไป ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปครั้นกล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่ายเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงหลีกจากที่นั้น ไปนั่งขัดสมาธิที่พื้นดินไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค เป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ เอาไม้ขีดแผ่นดินอยู่ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๔. สัตตวัสสานุพันธสูตร ๔. สัตตวัสสานุพันธสูตร ว่าด้วยมารหาโอกาสทำลายพระพุทธเจ้าตลอด ๗ ปี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตำบลอุรุเวลา สมัยนั้น มารผู้มีบาปติดตามพระผู้มีพระภาค คอยหาโอกาส ตลอด ๗ ปี ก็ยังไม่ได้โอกาส ภายหลังมารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านถูกความเศร้าโศกทับถมหรือ จึงมาซบเซาอยู่ในป่าอย่างนี้ ท่านเสื่อมจากทรัพย์สมบัติหรือ หรือว่ากำลังปรารถนาอะไรอยู่ ท่านได้ทำความเสียหายร้ายแรงอะไรไว้ในหมู่บ้านหรือ เพราะเหตุไรท่านจึงไม่เป็นมิตรกับชนทั้งปวงเล่า หรือว่าท่านเป็นมิตรกับใครๆ ไม่ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของบุคคลผู้ประมาท เราขุดรากของความเศร้าโศกได้หมดแล้ว ไม่มีความเสียหาย ไม่เศร้าโศก เพ่งพินิจอยู่ เราตัดความติดแน่นคือความโลภในภพทั้งปวง ไม่มีอาสวะ เพ่งพินิจอยู่ มารกราบทูลว่า ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใดว่า ‘นี้ของเรา’ ทั้งยังกล่าวว่า ‘ของเรา’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๐๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๔. สัตตวัสสานุพันธสูตร ถ้าใจของท่านยังฝังอยู่ในสิ่งนั้น สมณะ ท่านก็จะไม่พ้นจากเราไปได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ชนเหล่าใดกล่าว ชนเหล่านั้นไม่ใช่เรา มารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ท่านย่อมไม่เห็นแม้ทางของเรา มารกราบทูลว่า ถ้าท่านรู้จักทางอันปลอดภัย เป็นที่ให้ถึงอมตะ ก็จงจากไปคนเดียวเถิด จะต้องพร่ำสอนคนอื่นทำไมเล่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนเหล่าใดเป็นผู้มุ่งไปสู่ฝั่ง ชนเหล่านั้นย่อมถามถึงนิพพานอันมิใช่ที่อยู่ของมาร เราถูกชนเหล่านั้นถามก็จักบอกเขาว่า สิ่งใดเป็นความจริง สิ่งนั้นไม่มีอุปธิ มารกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสระโบกขรณีในที่ไม่ไกลบ้านหรือนิคม ในสระนั้นมีปูอยู่ ครั้งนั้น เด็กชายหรือเด็กหญิงจำนวนมากออกจากบ้านหรือนิคมนั้นแล้ว เข้าไปยังสระโบกขรณีนั้น จับปูนั้นขึ้นจากน้ำวางไว้บนบก ปูนั้นก็ชูก้ามทั้งสองออก เด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้นพึงริด พึงหัก พึงทำลายก้ามนั้นทุกๆก้ามด้วยไม้หรือก้อนหิน ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ปูนั้นถูกริดก้าม ถูกหักก้าม ถูกทำลาย@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๕๕ หน้า ๑๙๘ ในเล่มนี้ @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๕๕ หน้า ๑๙๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๐๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. มารธีตุสูตร ก้ามหมดแล้ว ย่อมไม่อาจไต่ลงไปสู่สระโบกขรณีนั้นเหมือนแต่ก่อน ฉันใด อารมณ์แม้ทุกชนิดอันเป็นวิสัยของมาร ที่ทำให้สัตว์เสพติด ทำให้สัตว์ดิ้นรน อารมณ์นั้นทั้งหมดอันพระผู้มีพระภาคตัดรอน หักราน ย่ำยีหมดแล้ว บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้คอยหาโอกาส ย่อมไม่อาจเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคได้อีก ฉันนั้น” ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้ภาษิตคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่ายเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า กาเห็นก้อนหินมีสีเหมือนมันข้น จึงบินโฉบลงด้วยคิดว่า ‘เราพึงได้อาหารโอชะในที่นี้เป็นแน่’ ความยินดีพึงเกิดขึ้นโดยแท้ กาไม่ได้ความยินดีในที่นั้น จึงโผบินไปจากที่นั้น ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ ก็เหมือนกามาพบก้อนหิน ฉะนั้น ขอจากไปก่อน สัตตวัสสานุพันธสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัตตวัสสสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในสัตตวัสสสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :-
บทว่า สตฺต วสฺสานิ ได้แก่ ก่อนตรัสรู้ ๖ ปี หลังตรัสรู้ ๑ ปี.
บทว่า โอตาราเปกฺโข ได้แก่ มารจ้องอยู่นานอย่างนี้ว่า ถ้าเราเห็นกายทวารเป็นต้น บางทวารของพระสมณโคดมไม่เหมาะสม เราก็จะท้วงเธอ ดังนี้.
บทว่า อลภมาโน ได้แก่ ไม่เห็นความผิดพลาดแม้เพียงละอองธุลี. ด้วยเหตุนั้น พระคันถรจนาจารย์จึงกล่าวว่า มารผู้มีบาปติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า ทุกฝีก้าวอยู่ ๗ ปี ก็ไม่พบความผิดพลาดของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีสิริ.
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารเข้าไปหาด้วยคิดว่า วันนี้ เราจักมาอภิวาทพระสมณโคดม.
ด้วยบทว่า ฌายสิ มารกล่าวว่า ท่านนั่งซบเซาอยู่.
บทว่า วิตฺตํ นุ ชินฺโน ความว่า ท่านเสื่อมเสียทรัพย์ไปร้อยหนึ่งหรือพันหนึ่ง.
บทว่า อาคุนฺนุ คามสฺมึ ความว่า ได้กระทำกรรมชั่วไว้นับไม่ถ้วนภายในบ้าน ซึ่งท่านไม่อาจมองหน้าของคนอื่นๆ ได้แต่นั่งซบเซา เที่ยวอยู่แต่ในป่าหรือ.
บทว่า สกฺขึ ได้แก่ ความเป็นมิตร.
บทว่า ลิขาย แปลว่า ขุดแล้ว.
บทว่า ภวโลภชปฺปํ ได้แก่ ตัณหา กล่าวคือความอยากได้ภพ.
บทว่า อนาสโว ฌายามิ ความว่า เราไม่มีตัณหา เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้งสอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมารว่า ปมัตตพันธุ. จริงอยู่ มารนั้นเป็นพวกพ้องของคนบางพวกที่มัวเมาอยู่ในโลก.
บทว่า สเจ มคฺคํ อนุพุทฺธํ ความว่า ผิว่า ท่านตรัสรู้ตามมรรคไซร้.
บทว่า อเปหิ ได้แก่ จงไปเสีย.
บทว่า อมจฺจุเธยฺยํ ได้แก่ พระนิพพานอันไม่เป็นโอกาสแห่งมัจจุราช.
บทว่า ปารคามิโน ความว่า ทั้งคนที่ถึงฝั่งแล้ว ทั้งคนที่ประสงค์จะไปสู่ฝั่ง ก็ชื่อว่า ปารคามิโน.
บทว่า วิสกายิกานิ ได้แก่ อันเป็นไปในส่วนลึกของมาร.
บทว่า วิเสวิตานิ ได้แก่ อันบุคคลเสพผิด คือมีเหตุอันกลับกันเสีย เป็นต้นว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อายุของเหล่ามนุษย์น้อย วันและคืนย่อมล่วงไปๆมารกลับกล่าวเสียว่า อายุของเหล่ามนุษย์ยืนยาว วันและคืนไม่ล่วงไปๆ.
บทว่า วิปฺผนฺทิตานิ ได้แก่ แสดงเพศเป็นพระยาช้างและเพศพระยางูเป็นต้น ในกาลนั้น.
บทว่า นิพฺเพชนียา ได้แก่ ควรเล่าเรียน.
ในคำว่า อนุปริยคา เป็นต้น ท่านทำเป็นคำอดีต ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ควรทราบความ โดยกำหนดแน่นอน [ปัจจุบัน].
ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า กาเห็นก้อนหินสีเหมือนมันข้น จึงเข้าไปใกล้ก้อนหินนั้น ด้วยคิดว่าพวกเราพบของอ่อนเข้าแล้ว คงจะมีรสอร่อย. ครั้นแล้ว กานั้นก็ไม่ได้รสอร่อยที่ก้อนหินนั้น จึงหลีกจากที่นั้น คือต้องหลีกไปเสียจากก้อนหินนั้นฉันใดแม้พวกข้าพเจ้ากระทบพระโคดมแล้ว ก็เหมือนกานั้นกระทบก้อนหิน เมื่อไม่ได้ความยินดีหรือความชื่นชม ก็เบื่อหน่ายพระโคดม หลีกไปเสียฉันนั้น.
อ อักษรในคำว่า อภาสิตฺวา นี้ เป็นเพียงนิบาต. ใจความว่า กล่าวแล้ว.
ปาฐะว่า ภาสิตฺวา ก็มี.
จบอรรถกถาสัตตวัสสสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------