๔. เอกมูลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ เอกมูลสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เอกมูลสูตรที่ ๔
เอกมูลํ ทฺวิอาวฏฺฏํ ติมลํ ปญฺจปตฺถรํ สมุทฺทํ ทฺวาทสาวฏฺฏํ ปาตาลํ อตรี อิสีติ ฯ
เทวดากราบทูลว่า บาดาล มีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มี เครื่องลาดห้าเป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้น แล้ว ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. เอกมูลสูตร ว่าด้วยบาดาลมีรากอันเดียว
เทวดากล่าวว่า บาดาลมีรากอันเดียว มีวนเวียน ๒ อย่าง มีมลทิน ๓ ประการ มีเครื่องลาด ๕ ประการ เป็นทะเลหมุนไปได้ทั้ง ๑๒ ด้าน ฤาษีข้ามพ้นได้แล้ว เอกมูลสูตรที่ ๔ จบ @เชิงอรรถ : @ รากอันเดียว หมายถึงอวิชชา (สํ.ส.อ. ๑/๔๔/๘๒) @ วนเวียน ๒ อย่าง หมายถึงสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ (สํ.ส.อ. ๑/๔๔/๘๒, สํ.ฏีกา ๑/๔๔/๑๒๔)@ มลทิน ๓ ประการ หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ (สํ.ส.อ. ๑/๔๔/๘๒) @ เครื่องลาด ๕ ประการ หมายถึงกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สํ.ส.อ. ๑/๔๔/๘๒)@ หมุนไปได้ทั้ง ๑๒ ด้าน หมายถึงหมุนไปในอายตนะ ๑๒ (สํ.ส.อ. ๑/๔๔/๘๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๕๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเอกมูลสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในเอกมูลสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า เอกมูลํ ได้แก่ อวิชชาเป็นราก (มูล) แห่งตัณหา ทั้งตัณหาก็เป็นราก (มูล) แห่งอวิชชา แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาตัณหา.
ก็ตัณหานั้นย่อมหมุนเป็นไปสองอย่าง คือ ด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่ามีความหมุนเป็นสอง.
ตัณหานั้น ชื่อว่ามีมลทินสามมีราคะเป็นต้น. โมหะก็ชื่อว่ามีมลทินในที่นั้น เพราะเป็นเงื่อนแห่งสหชาตของตัณหานั้น. ราคะโทสะมีกามคุณห้าเป็นเครื่องลาดของตัณหานั้น เพราะเป็นเงื่อนแห่งอุปนิสสยะ (คือที่อาศัยอย่างมั่นคง). ตัณหานั้นแหละแผ่ไปในธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามีเครื่องลาด ๕.
ก็ตัณหานั้นแหละ ชื่อว่าเป็นสมุทร (ทะเล) เพราะอรรถว่าไม่รู้จักเต็ม. ตัณหานั้นย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไปในอายตนะ ๑๒ ทั้งภายในและภายนอก เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่าหมุนไปได้ ๑๒ ด้าน.
ก็ตัณหานั้น ท่านเรียกว่าบาดาล เพราะอรรถว่าไม่ตั้งมั่น.
ฤาษีข้ามแล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ย่อมก้าวล่วงซึ่งบาดาล (ตัณหา) นั้นซึ่งมีรากเดียว ฯลฯ.
จบอรรถกถาเอกมูลสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------