อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๖๗

๑๐. พหุธิติสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๖๗–๖๗๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ทสมํ พหุธิติสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พหุธิติสูตรที่ ๑๐

ข้อ ๖๖๗

เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภารทฺวาชโคตฺตสฺส พฺราหฺมณสฺส จตุทฺทส พลิพทฺทา นฏฺฐา โหนฺติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในชัฏป่าแห่งหนึ่ง ใน โกศลชนบท ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล โคใช้ ๑๔ ตัว ของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งหายไป ฯ

ข้อ ๖๖๘

อถ โข ภารทฺวาชโคตฺโต พฺราหฺมโณ เต พลิพทฺเท คเวสนฺโต เยน โส วนสณฺโฑ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อทฺทส ภควนฺตํ ตสฺมึ วนสณฺเฑ นิสินฺนํ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ทิสฺวาน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ นห นูนิมสฺส สมณสฺส พลิพทฺทา จตุทฺทส อชฺชสฏฺฐึ น ทิสฺสนฺติ เตนายํ สมโณ สุขี นห นูนิมสฺส สมณสฺส ติลา เขตฺตสฺมิ ปาปิกา เอกปณฺณา ทุปณฺณา จ เตนายํ สมโณ สุขี นห นูนิมสฺส สมณสฺส ตุจฺฉโกฏฺฐสฺมิ มูสิกา อุสฺโสฬฺหิกาย นจฺจนฺติ เตนายํ สมโณ สุขี นห นูนิมสฺส สมณสฺส สนฺถาโร สตฺตมาสิโก อุปฺปาทเกหิ สญฺฉนฺโน เตนายํ สมโณ สุขี นห นูนิมสฺส สมณสฺส วิธวา ปุตฺตธีตโร เอกปุตฺตา ทุปุตฺตา จ เตนายํ สมโณ สุขี นห นูนิมสฺส สมณสฺส ปิงฺคลา ติลกาหตา โสตฺตํ ปาเทน โปเถติ เตนายํ สมโณ สุขี นห นูนิมสฺส สมณสฺส ปจฺจูสมฺหิ อิณายิกา เทถ เทถาติ โจเทนฺติ เตนายํ สมโณ สุขีติ ฯ

ครั้งนั้นแล พราหมณ์ภารทวาชโคตรเที่ยวแสวงหาโคใช้เหล่านั้น อยู่ เข้าไปถึงชัฏป่านั้น ครั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในชัฏป่านั้นทรงคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ทรงดำรงพระสติเฉพาะพระพักตร์ ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มี-*พระภาคว่า โคใช้ ๑๔ ตัว ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่ แต่ของเราหายไป ได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มี ความสุข งาทั้งหลายอันเลวมีใบหนึ่งและสองใบในไร่ ของ พระสมณะนี้ไม่มีเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึง เป็นผู้มีความสุข หนูทั้งหลายในฉางเปล่า ย่อมไม่รบกวนแก่ พระสมณะนี้ด้วยการยกหูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้นเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข เครื่องลาด ของพระสมณะนี้ใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดาดาษแล้ว ด้วยสัตว์ ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึง เป็นผู้มีความสุข หญิงหม้าย บุตรธิดามีบุตรคนหนึ่งและ สองคนของพระสมณะนี้ย่อมไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระ- สมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข แมลงวันมีตัวอันลาย ไต่ตอม บุคคลผู้หลับด้วยเท้า ย่อมไม่ไต่ตอมพระสมณะนี้เป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข ในเวลาใกล้ รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมไม่ทวงพระสมณะนี้ว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ดังนี้เป็นแน่ เพราะ เหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข ฯ

ข้อ ๖๖๙

นห มยฺหํ พฺราหฺมณ พลิพทฺทา จตุทฺทส อชฺชสฏฺฐึ น ทิสฺสนฺติ เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขี นห มยฺหํ พฺราหฺมณ ติลา เขตฺตสฺมิ ปาปิกา เอกปณฺณา ทุปณฺณา จ เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขี นห มยฺหํ พฺราหฺมณ ตุจฺฉโกฏฺฐสฺมิ มูสิกา อุสฺโสฬฺหิกาย นจฺจนฺติ เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขี นห มยฺหํ พฺราหฺมณ สนฺถาโร สตฺตมาสิโก อุปฺปาทเกหิ สญฺฉนฺโน เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขี นห มยฺหํ พฺราหฺมณ วิธวา ปุตฺตธีตโร เอกปุตฺตา ทฺวิปุตฺตา จ เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขี นห มยฺหํ พฺราหฺมณ ปิงฺคลา ติลกาหตา โสตฺตํ ปาเทน โปเถติ เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขี นห มยฺหํ พฺราหฺมณ ปจฺจูสมฺหิ อิณายิกา เทถ เทถาติ โจเทนฺติ เตนาหํ พฺราหฺมณ สุขีติ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ภาษิตพระคาถาตอบว่า ดูกรพราหมณ์ โคใช้ ๑๔ ตัวของเราไม่มีเลย แต่ของท่าน หายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้ ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูกรพราหมณ์ งาทั้งหลายอันเลวมี ใบหนึ่งและสองใบในไร่ ของเราไม่มีเลย ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูกรพราหมณ์ หนู ทั้งหลายในฉางเปล่า ย่อมไม่รบกวนเราเลย ด้วยการยกหูหาง ขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้น ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เรา จึงเป็นผู้มีความสุข ดูกรพราหมณ์ เครื่องลาดของเราใช้ตั้ง เจ็ดเดือนไม่ดาดาษเลย ด้วยสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้น ดูกร พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูกรพราหมณ์ หญิงหม้าย บุตรธิดามีบุตรคนหนึ่งและสองคน ของเราไม่มี เลย ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข แมลงวันมีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า ย่อมไม่ ไต่ตอมเราเลย ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้ มีความสุข ดูกรพราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมไม่ทวงเราเลยว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ฯ

ข้อ ๖๗๐

เอวํ วุตฺเต ภารทฺวาชโคตฺโต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมว โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ลเภยฺยาหํ โภโต โคตมสฺส สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ {๖๗๐.๑} อลตฺถ โข ภารทฺวาชโคตฺโต พฺราหฺมโณ ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ อจิรูปสมฺปนฺโน จ ปนายสฺมา ภารทฺวาโช เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต น จิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา ภารทฺวาโช อรหตํ อโหสีติ ฯ อรหนฺตวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ ธนญฺชานี จ อกฺโกสํ อสุรินฺท พิลงฺคิกํ อหึสกํ ชฏา เจว สุทฺธิกญฺเจว อคฺคิกา สุนฺทริกา พหุธิติ เยน จ เต ทสาติ ฯ ------------------

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า คนมีจักษุย่อมเห็นรูปฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระสมณโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ ฯ พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้บรรพชา ได้อุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาค ก็ท่านพระภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่ผู้เดียวไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ มีความต้องการ ด้วยปัญญาเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล ฯ จบ อรหันตวรรค ที่ ๑ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรในวรรคนี้ ๑๐ สูตร คือ ธนัญชานีสูตร ๑ อักโกสกสูตร ๑ อสุรินทกสูตร ๑ พิลังคิกสูตร ๑ อหิงสกสูตร ๑ ชฏาสูตร ๑ สุทธิกสูตร ๑ อัคคิก สูตร ๑ สุนทริกสูตร ๑ พหุธิติสูตร ๑ ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๑. อรหันตวรรค ๑๐. พหุธิติสูตร ๑๐. พหุธิติสูตร ว่าด้วยความสุขเป็นอันมาก

ข้อ ๑๙๖

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้น โกศล สมัยนั้น โคพลิพัท ๑๔ ตัวของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งได้หายไป ครั้งนั้น พราหมณ์ภารทวาชโคตรเที่ยวแสวงหาโคพลิพัทเหล่านั้นอยู่ เข้าไปถึงราวป่านั้น ได้พบพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในราวป่านั้นแล้วเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า โคพลิพัท ๑๔ ตัว ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่ แต่ของเราหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข ต้นงาทั้งหลายที่ไม่งาม มีเพียงใบสองใบ ในไร่ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข หนูทั้งหลายในฉางข้าวเปล่า ที่รบกวนพระสมณะนี้ ด้วยการยกหูชูหางขึ้นกระโดดโลดเต้นไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข เครื่องลาดของพระสมณะนี้ใช้ตั้งเจ็ดเดือน ที่จะเกลื่อนกล่นด้วยสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข หญิงหม้ายมีลูกสาว ๗ คน มีลูกชายหนึ่งคนหรือสองคน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๗๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๑. อรหันตวรรค ๑๐. พหุธิติสูตร แต่ของพระสมณะนี้ไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข แมลงวันตัวลาย ชอบไต่ตอมคนหลับ ที่จะไต่ตอมพระสมณะนี้ไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลาย ที่จะตามทวงหนี้พระสมณะนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้’ ไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงมีความสุข พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาว่า พราหมณ์ โคพลิพัท ๑๔ ตัวของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข ต้นงาทั้งหลายที่ไม่งาม มีเพียงใบสองใบ ในไร่ของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข หนูทั้งหลายในฉางข้าวเปล่า ที่จะรบกวนเรา ด้วยการยกหูชูหางขึ้นกระโดดโลดเต้นไม่มีเลย พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข เครื่องลาดของเราใช้ตั้งเจ็ดเดือน ที่จะเกลื่อนกล่น ด้วยสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๑. อรหันตวรรค ๑๐. พหุธิติสูตร หญิงหม้ายมีลูกสาว ๗ คน มีลูกชายหนึ่งคนหรือสองคน แต่ของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข แมลงวันตัวลาย ชอบไต่ตอมคนหลับ ที่จะไต่ตอมเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข พราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลาย ที่จะตามทวงหนี้เราว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้’ ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงมีความสุข เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนักพระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระสมณโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ” พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วท่านพระภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาทมีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๑. อรหันตวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่เหล่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหม-จรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” อนึ่ง ท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายพหุธิติสูตรที่ ๑๐ จบ อรหันตวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ธนัญชานีสูตร ๒. อักโกสสูตร ๓. อสุรินทกสูตร ๔. พิลังคิกสูตร ๕. อหิงสกสูตร ๖. ชฏาสูตร ๗. สุทธิกสูตร ๘. อัคคิกสูตร ๙. สุนทริกสูตร ๑๐. พหุธิติสูตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาพหุธิติสูตรที่ ๑๐

ในพหุธิติสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยพระอรหัตของพราหมณ์นั้น ทรงพระดำริที่จะไปสงเคราะห์พราหมณ์ จึงเสด็จไปประทับอยู่ในไพรสณฑ์นั้น.

บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งขัดสมาธิ.

บทว่า อาภุชิตฺวา ได้แก่ ผูกไว้.

บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ความว่า ตั้งกายตอนบนให้ตรงให้ปลายกระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อจดกัน.

บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติมุ่งต่อพระกรรมฐาน หรือทำพระกรรมฐานไว้ใกล้หน้า. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์ว่า สตินี้ปรากฏแล้ว ตั้งอยู่ด้วยดีแล้วที่ปลายจมูกหรือที่ใบหน้า เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดำรงพระสติเฉพาะพระพักตร์.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริ ได้แก่ อาศัย.

บทว่า มุขํ ได้แก่ นำออก.

บทว่า สติ ได้แก่ บำรุง.

ก็ในข้อนี้พึงเห็นเนื้อความตามนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า เตน วุจฺจติ ปริมุขํ สตึ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดำรงสติเฉพาะหน้า ดังนี้.

ในข้อนั้นมีความย่อดังนี้ว่า ทำสติกำหนดธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์. ก็แลเมื่อประทับนั่งอย่างนี้ ได้ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีที่หนาทึบ ๖ สี.

บทว่า นฏฺฐา โหนฺติ ความว่า โคที่พราหมณ์ใช้ไถนาแล้วปล่อย เที่ยวไปปากดง หนีไปเมื่อพราหมณ์ไปบริโภคอาหาร.

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์มีความโทมนัสครอบงำเที่ยวไป คิดว่า พระสมณโคดมนี้ประทับนั่งเป็นสุขหนอ ดังนี้เข้าไปเฝ้า.

บทว่า อชฺช สฏฺฐึ น ทิสฺสนฺติ ความว่า หายไปประมาณ ๖๐ วันเข้าวันนี้.

บทว่า ปาปกา ได้แก่ ตอต้นงาที่เลว.

ได้ยินว่า เมื่อพราหมณ์นั้นหว่านงาในไร่ ฝนได้ตกลงในวันนั้นเอง ทำเมล็ดงาจมลงในดินร่วน ไม่อาจผลิดอกออกผลได้. บนต้นที่เจริญงอกงามก็มีแมลงเล็กๆ บินมากินใบเป็นต้นเสีย เหลือไว้ต้นละใบสองใบ.

พราหมณ์ไปตรวจดูไร่เห็นดังนั้น จึงคิดว่า เราปลูกงาก็เพื่อหวังผลกำไร แต่งาเหล่านั้นเสีย เสียแล้ว ได้เกิดโทมนัส. เขาถือเอาเรื่องนั้นจึงกล่าวคาถานี้.

บทว่า อุสฺโสฬฺหิกาย ความว่า หนูทั้งหลายยกหูชูหางเป็นต้นเที่ยวกระโดดโลดเต้นด้วยอุตสาหะ.

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น เมื่อโภคะสิ้นลงตามลำดับ มีฉางเปล่าเพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงใส่เข้าไป. หนูทั้งหลายมาทางโน้นทางนี้จาก ๗ หลังคาเรือนเข้าไปในฉางเปล่าของพราหมณ์นั้นกระโดดโลดเต้น เหมือนเล่นกีฬาในสวน. เขากำหนดเรื่องนั้นจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า อุปฺปาทเกหิ สญฺฉนฺโน ความว่า ดาดาษไปด้วยสัตว์เล็กๆ ที่เกิดขึ้น.

ได้ยินว่า เครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้าและใบไม้ที่ปูลาดไว้ให้พราหมณ์นั้นนอน ไม่มีใครๆ ปัดกวาดเป็นครั้งคราวเลย. พราหมณ์ทำงานในป่าตลอดวัน มาในเวลาเย็น นอนบนเครื่องปูลาดนั้น. ลำดับนั้น แมลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมเกาะกินสรีระของพราหมณ์นั้นเต็มไปหมด เขาถือเอาเรื่องนั้นจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า วิธวา ได้แก่ หญิงสามีตาย.

ได้ยินว่า หญิงทั้งหลายแม้เป็นหม้าย ก็ยังได้อยู่ในตระกูลสามีชั่วเวลาที่ยังมีสมบัติอยู่ในเรือนของพราหมณ์นั้น แต่เมื่อใดเขาไร้ทรัพย์ เมื่อนั้นหญิงทั้งหลายที่ถูกแม่ผัวพ่อผัวเป็นต้นขับไล่ว่า จงไปเรือนบิดา ดังนี้ ย่อมมาอยู่เรือนของพราหมณ์นั้นแหละ. ในเวลาพราหมณ์บริโภค ชนเหล่าใดส่งบุตรไปว่า พวกเจ้าจงไปบริโภคร่วมกับพระผู้เป็นเจ้า เมื่อชนเหล่านั้นหย่อนมือลงในถาด พราหมณ์ใดไม่ได้โอกาสจะใช้มือ (หยิบอาหาร). เขาหมายถึงพราหมณ์นั้นจึงกล่าวคาถานี้.

บทว่า ปิงฺคลา ได้แก่ มดดำมดแดงมดเหลือง.

บทว่า ติลกาหตา ได้แก่ มีตัวตกกระ มีสีดำและขาวเป็นต้น.

บทว่า โสตฺตํ ปาเทน โปเถติ ได้แก่ ใช้เท้าไต่ตอมปลุกผู้ที่นอนหลับให้ตื่น.

ได้ยินว่า พราหมณ์นี้รำคาญด้วยเสียงหนูและถูกแมลงเล็กๆ กัด ไม่ได้หลับตลอดคืน มาหลับได้เมื่อใกล้สว่าง.

ลำดับนั้น พราหมณ์พอลืมตาขึ้นเท่านั้น เจ้าหนี้คนหนึ่งก็กล่าวกะพราหมณ์นั้นว่าจะทำอย่างไรละพราหมณ์ หนี้ที่ท่านกู้ในภายหลังและเมื่อก่อน ดอกเบี้ยเพิ่มพูนขึ้น ท่านยังจะต้องเลี้ยงธิดา ๗ คน บัดนี้ พวกเจ้าหนี้มาล้อมเรือน ท่านจงไปทำการงาน ดังนี้แล้ว ใช้เท้าถีบปลุกให้ตื่น. เขาหมายเอาเรื่องนั้นจึงกล่าวคาถานี้.

บทว่า อิณายิกา ได้แก่ ผู้มีของให้เขากู้หนี้จากมือ.

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น กู้หนี้จากมือของคนบางคน ๑ กหาปณะ บางคน ๒ กหาปณะ บางคน ๑๐ กหาปณะ บางคน ๑๐๐ กหาปณะ รวมความว่า พราหมณ์ได้กู้หนี้จากมือของคนหลายคน. เจ้าหนี้เหล่านั้น เมื่อไม่เห็นพราหมณ์ตอนกลางวัน คิดจะจับเขากำลังออกจากเรือนทีเดียว จึงไปทวงตอนใกล้รุ่ง. พราหมณ์หมายเอาเรื่องนั้น จึงกล่าวคาถานี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพราหมณ์นั้นพรรณนาความทุกข์ด้วยคาถา ๗ คาถาเหล่านี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า พราหมณ์ ทุกข์ที่ท่านพรรณนามานั้นทั้งหมดไม่มีแก่เรา จึงใช้คาถาตอบพราหมณ์ขยายพระธรรมเทศนา. เพื่อจะแสดงว่า พราหมณ์ฟังพระคาถาเหล่านั้น เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสรณะ ๓ บวชแล้วบรรลุพระอรหัต จึงตรัสพระดำรัสว่า เอวํ วุตฺเต ภารทฺวาโช เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลตฺถ แปลว่า ได้แล้ว.

ก็แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว พาไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ในวันรุ่งขึ้นมีพระเถระนั้นเป็นปัจฉาสมณะได้เสด็จไปยังทวาร พระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศล. พระราชาทรงสดับว่า พระศาสดาเสด็จมา จึงเสด็จลงจากปราสาท ถวายบังคมแล้วทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ อาราธนาพระตถาคตให้เสด็จขึ้นบนปราสาท ให้ประทับนั่งเหนือพระแท่น ทรงล้างพระยุคลบาทด้วยน้ำหอม ทาด้วยน้ำมันที่หุงร้อยครั้ง ให้นำข้าวยาคูมา ทรงถือทัพพีทองด้ามเงิน ทรงน้อมเข้าไปถวายพระศาสดา.

พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิด.

พระราชาทรงหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระตถาคตกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์มีโทษ ขอพระองค์โปรดอดโทษ.

พระศาสดาตรัสว่า ไม่มีโทษดอก มหาบพิตร.

พระราชาตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์ไม่รับข้าวยาคู.

ปลิโพธ ความกังวล มีอยู่ มหาบพิตร.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหตุไรเล่า ผู้ไม่รับข้าวยาคูพึงได้ปลิโพธ ข้าพระองค์สามารถทำปลิโพธหรือ โปรดรับข้าวยาคูเถิด พระเจ้าข้า.

พระศาสดาทรงรับแล้ว.

แม้พระเถระแก่หิวมานานจึงดื่มข้าวยาคูตามความต้องการ.

พระราชาทรงถวายขาทนียโภชนียะ ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์อุบัติในวงศ์โอกากราช ซึ่งมีมาตามประเพณี ทรงละสิริราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงผนวชบรรลุความเป็นผู้เลิศในโลกแล้ว พระองค์ยังจะมีปลิโพธอะไรอีกเล่า พระเจ้าข้า.

มหาบพิตร ความปลิโพธของพระเถระผู้แก่รูปนี้ เป็นเช่นปลิโพธของอาตมาเหมือนกัน.

พระราชาทรงไหว้พระเถระตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านมีปลิโพธอะไร.

พระเถระถวายพระพรว่า มีความปลิโพธเรื่องหนี้ มหาบพิตร.

เท่าไร ขอรับ. ทรงนับดูเถิด มหาบพิตร.

เมื่อพระราชาทรงนับว่า ๑, ๒, ๑๐๐, ๑,๐๐๐ ดังนี้ นิ้วพระหัตถ์ไม่พอ.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า พนายจงไปตีกลองร้องประกาศในพระนครว่า เจ้าหนี้ของพหุฐิติกพราหมณ์ทั้งหมดจงประชุมกันในพระลานหลวง. พวกมนุษย์ได้ยินเสียงกลองประชุมกันแล้ว. พระราชาให้นำบัญชีมาจากมือของเจ้าหนี้เหล่านั้น ได้พระราชทานทรัพย์ไม่หย่อนกว่าหนี้ที่กู้มาทั้งหมด. ในที่นั้น ทองมีราคาหนึ่งแสน.

พระราชาตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ปลิโพธอื่นยังมีอีกไหม.

พระเถระถวายพระพรว่า พระมหาราชสามารถทรงใช้หนี้ให้แล้วตรัสถาม จึงกล่าวว่า เด็กหญิง ๗ คนเหล่านี้เป็นปลิโพธใหญ่ของอาตมา.

พระราชาทรงส่งยานไปรับธิดาทั้งหลายของพระเถระนั้นมา ทรงทำเป็นธิดาของพระองค์ แล้วทรงส่งไปยังเรือนตระกูลสามีนั้นๆ แล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม.

พระเถระถวายพระพรว่า นางพราหมณี มหาบพิตร.

พระราชาทรงส่งยานไปนำนางพราหมณีมา ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัยยิกา แล้วตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม.

พระเถระถวายพระพรว่า ไม่มี มหาบพิตร.

พระราชามีรับสั่งให้พระราชทานผ้าจีวร ตรัสว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงทราบความเป็นภิกษุของท่านว่าเป็นของข้าพเจ้า.

พระเถระถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ท่านขอรับ ปัจจัยทุกอย่างมีจีวรและบิณฑบาตเป็นต้น จักเป็นของของพวกเราจัดถวาย ขอท่านจงยึดถือพระทัยพระตถาคต บำเพ็ญสมณธรรมเถิด.

พระเถระไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรมตามนั้นทีเดียว ถึงความสิ้นอาสวะต่อกาลไม่นานนักแล.

จบอรรถกถาพหุธิติสูตรที่ ๑๐ จบอรหันตวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรในวรรคนี้ ๑๐ สูตร คือ

๑. ธนัญชานีสูตร

๒. อักโกสกสูตร

๓. อสุรินทกสูตร

๔. พิลังคิกสูตร

๕. อหิงสกสูตร

๖. ชฏาสูตร

๗. สุทธิกสูตร

๘. อัคคิกสูตร

๙. สุนทริกสูตร

๑๐. พหุธิติสูตร -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา