๓. กัสสปโคตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ กสฺสปโคตฺตสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค กัสสปโคตตสูตรที่ ๓
เอกํ สมยํ อายสฺมา กสฺสปโคตฺโต โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา กสฺสปโคตฺโต ทิวาวิหารคโต อญฺญตรํ เฉตํ โอวทติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระกัสสปโคตร พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ท่านอยู่ในที่พักกลางวัน กล่าวสอนนายพรานเนื้อคนหนึ่ง ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา อายสฺมโต กสฺสปโคตฺตสฺส อนุกมฺปิกา อตฺถกามา อายสฺมนฺตํ กสฺสปโคตฺตํ สํเวเชตุกามา เยนายสฺมา กสฺสปโคตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ กสฺสปโคตฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ คิริทุคฺคจรํ เฉตํ อปฺปปญฺญํ อเจตสํ อกาเล โอวทํ ภิกฺขุ มนฺโทว ปฏิภาติ มํ สุณาติ น วิชานาติ อาโลเกติ น ปสฺสติ ธมฺมสฺมึ ภญฺญมานสฺมึ อตฺถํ พาโล น พุชฺฌติ สเจปิ ทส ปชฺโชเต ธารยิสฺสสิ กสฺสป เนว ทกฺขติ รูปานิ จกฺขุ หิสฺส น วิชฺชตีติ ฯ อถ โข อายสฺมา กสฺสปโคตฺโต ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ
ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์ แก่ท่านพระกัสสปโคตร หวังจะให้ท่านสลดใจจึงเข้าไปหา แล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่า ภิกษุผู้กล่าวสอนนายพรานเนื้อซึ่งเที่ยวไปตามซอกเขาผู้ทราม ปัญญา ไม่รู้เท่าถึงการณ์ ในกาลอันไม่ควร ย่อมปรากฏ แก่เราประดุจคนเขลา เขาเป็นคนพาล ถึงฟังธรรมอยู่ก็ไม่ เข้าใจเนื้อความ แสงประทีปโพลงอยู่ก็ไม่เห็น เมื่อท่านกล่าว ธรรมอยู่ ย่อมไม่รู้เนื้อความ ข้าแต่ท่านกัสสป ถึงแม้ท่าน จักทรงประทีปอันโพลงตั้ง ๑๐ ดวง เขาก็จักไม่เห็นรูป เพราะ จักษุ (คือญาณ) ของเขาไม่มี ฯ ลำดับนั้น ท่านกัสสปโคตร ผู้อันเทวดานั้นให้สังเวช ถึงซึ่งความสลดใจแล้ว ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. กัสสปโคตตสูตร ว่าด้วยพระกัสสปโคตร
สมัยหนึ่ง ท่านพระกัสสปโคตรอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น ท่านพักผ่อนอยู่ในที่พักกลางวัน ได้กล่าวสอนนายพรานเนื้อคนหนึ่ง ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้น มีความอนุเคราะห์หวังดีต่อท่านพระกัสสปโคตรประสงค์จะให้ท่านสลดใจ จึงเข้าไปหาแล้วได้กล่าวกับท่านพระกัสสปโคตรด้วยคาถาว่า ภิกษุผู้กล่าวสอนนายพรานเนื้อ ซึ่งเที่ยวไปตามซอกเขา ผู้มีปัญญาน้อย ไม่รู้เหตุผล ในเวลาไม่ควร ย่อมปรากฏแก่เราประดุจคนเขลา เขาเป็นคนโง่ ถึงฟังธรรมอยู่ก็ไม่เข้าใจเนื้อความนั้น ถึงมีประทีปสว่างอยู่ก็ไม่เห็น เมื่อท่านกล่าวธรรมอยู่ ย่อมไม่รู้เนื้อความ ข้าแต่ท่านกัสสปะ ถึงแม้ท่านถือประทีปอันสว่างตั้ง ๑๐ ดวง เขาก็จักไม่เห็นรูป เพราะเขาไม่มีจักษุ ลำดับนั้น ท่านพระกัสสปโคตรถูกเทวดานั้นทำให้สลดใจ เกิดความสลดใจแล้วกัสสปโคตตสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๒๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัสสปโคตตสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปโคตตสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :-
บทว่า เฉตํ คือ พรานล่าเนื้อคนหนึ่ง.
บทว่า โอวทิ ความว่า ได้ยินว่า พรานล่าเนื้อนั้นกินข้าวเช้าแล้วคิดว่า เราจักล่าเนื้อ จึงเข้าไปสู่ป่า เห็นละมั่งตัวหนึ่ง คิดว่า เราจักประหารมันด้วยหอก ติดตามไป หลีกไปไม่ไกลที่พระเถระนั่งในที่พักกลางวัน โดยนัยที่กล่าวแล้วในสูตรที่ ๑.
ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะเขาว่า อุบาสก ขึ้นชื่อว่าปาณาติบาตนี้ เป็นไปเพื่ออบาย เป็นไปด้วยเหตุให้มีอายุสั้น เขาอาจจะทำการเลี้ยงเมียด้วยการงานอย่างอื่นมีการกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้นก็ได้ ท่านอย่าทำกรรมหยาบช้าอย่างนี้เลย.
แม้เขาก็คิดว่า พระเถระผู้ถือผ้ามหาบังสุกุลพูด จึงเริ่มยืนฟังด้วยความเคารพ.
ลำดับนั้น พระเถระนั้นคิดว่า เราจักยังความใคร่ฟังให้เกิดแก่เขา จึงยังนิ้วหัวแม่มือให้ลุกโพลงขึ้น. เขาเห็นแม้ด้วยตา ได้ยินแม้ด้วยหู แต่จิตใจของเขาแล่นไปตามรอยเท้าเนื้ออย่างนี้ว่า เนื้อจักไปสู่ที่โน้น ลงท่าโน้นเราจักไปฆ่ามันในที่นั้น กินเนื้อตามต้องการแล้ว จักหาบเนื้อที่เหลือไปฝากลูกๆ.
บทว่า โอวทติ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึงพระเถระผู้แสดงธรรมนั้นแก่พรานผู้ฟุ้งซ่านอย่างนี้.
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า พระเถระนี้ยังการงานทั้งของตน ทั้งของพรานนั้นให้พินาศ เหมือนอย่างคนถากของคนอื่นที่ไม่ใช่ไม้ฟืน เหมือนอย่างคนหว่านข้าวในที่ไม่ใช่นา คิดว่าเราจักเตือนเขา จึงกล่าว.
บทว่า อปฺปปญฺญํ แปลว่า ไม่มีปัญญา.
บทว่า อเจตสํ ได้แก่ ปราศจากความคิดที่สามารถรู้เหตุการณ์.
บทว่า มนฺโทว แปลว่า เหมือนคนโง่เขลา.
บทว่า สุณาติ ได้แก่ ฟังธรรมกถาของท่าน.
บทว่า น วิชานาติ ได้แก่ ไม่รู้เนื้อความแห่งธรรมนั้น.
บทว่า อาโลเกติ ได้แก่ ยังนิ้วหัวแม่มือที่ลุกโพลงอยู่ด้วยฤทธิ์ของปุถุชนของท่านให้สว่าง.
บทว่า น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่เห็นเหตุการณ์นี้ว่า ในที่นี้ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไส้ ไม่มีตะเกียง แต่นิ้วหัวแม่มือนี้ลุกโพลงด้วยอานุภาพของพระเถระ.
บทว่า ทส ปชฺโชเต คือ ประทีป ๑๐ ดวงในนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว.
บทว่า รูปานิ ได้แก่ รูปที่เป็นเหตุ.
บทว่า จกขุํ คือ ปัญญาจักษุ.
บทว่า สํเวคมาปาทิ ความว่า ท่านพระกัสสปโคตรคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา กับพรานนี้ จึงประคองความเพียรดำเนินตามอรหัตมรรคที่เป็นธรรมวิเวก.
จบอรรถกถากัสสปโคตตสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------