๔. ปิยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ ปิยสุตฺตํ
๓๓๔สาวตฺถิยํ ... เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ เกสํ นุ โข ปิโย อตฺตา เกสํ อปฺปิโย อตฺตาติ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ เย จ โข เกจิ กาเยน ทุจฺจริตํ จรนฺติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรนฺติ มนสา ทุจฺจริตํ จรนฺติ เตสํ อปฺปิโย อตฺตา กิญฺจาปิ เต เอวํ วเทยฺยุํ ปิโย โน อตฺตาติ อถ โข เตสํ อปฺปิโย อตฺตา ตํ กิสฺส เหตุ ยํ หิ อปฺปิโย อปฺปิยสฺส กเรยฺย ตํ เต อตฺตนาว อตฺตโน กโรนฺติ ตสฺมา เตสํ อปฺปิโย อตฺตา เย จ โข เกจิ กาเยน สุจริตํ จรนฺติ วาจาย สุจริตํ จรนฺติ มนสา สุจริตํ จรนฺติ เตสํ ปิโย อตฺตา กิญฺจาปิ เต เอวํ วเทยฺยุํ อปฺปิโย โน อตฺตาติ อถ โข เตสํ ปิโย อตฺตา ตํ กิสฺส เหตุ ยํ หิ ปิโย ปิยสฺส กเรยฺย ตํ เต อตฺตนาว อตฺตโน กโรนฺติ ตสฺมา เตสํ ปิโย อตฺตาติ ฯ
๓๓๕เอวเมตํ มหาราช เอวเมตํ มหาราช เย หิ เกจิ มหาราช กาเยน ทุจฺจริตํ จรนฺติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรนฺติ มนสา ทุจฺจริตํ จรนฺติ เตสํ อปฺปิโย อตฺตา กิญฺจาปิ เต เอวํ วเทยฺยุํ ปิโย โน อตฺตาติ อถ โข เตสํ อปฺปิโย อตฺตา ตํ กิสฺส เหตุ ยํ หิ มหาราช อปฺปิโย อปฺปิยสฺส กเรยฺย ตํ เต อตฺตนาว อตฺตโน กโรนฺติ ตสฺมา เตสํ อปฺปิโย อตฺตาติ เย จ โข เกจิ มหาราช กาเยน สุจริตํ จรนฺติ วาจาย สุจริตํ จรนฺติ มนสา สุจริตํ จรนฺติ เตสํ ปิโย อตฺตา กิญฺจาปิ เต เอวํ วเทยฺยุํ อปฺปิโย โน อตฺตาติ อถ โข เตสํ ปิโย อตฺตา ตํ กิสฺส เหตุ ยํ หิ มหาราช ปิโย ปิยสฺส กเรยฺย ตํ เต อตฺตนาว อตฺตโน กโรนฺติ ตสฺมา เตสํ ปิโย อตฺตาติ ฯ
๓๓๖อิทมโวจ ฯเปฯ อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา น นํ ปาเปน สํยุเช น หิ ตํ สุลภํ โหติ สุขํ ทุกฺกฏการินา อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส ชหโต มานุสํ ภวํ กึ หิ ตสฺส สกํ โหติ กิญฺจ อาทาย คจฺฉติ กิญฺจสฺส อนุคํ โหติ ฉายาว อนุปายินี อุโภ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ ยํ มจฺโจ กุรุเต อิธ ตํ หิ ตสฺส สกํ โหติ ตญฺจ อาทาย คจฺฉติ ตญฺจสฺส อนุคํ โหติ ฉายาว อนุปายินี ตสฺมา กเรยฺย กลฺยาณํ นิจยํ สมฺปรายิกํ ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๔. ปิยสูตร ๔. ปิยสูตร ว่าด้วยผู้รักตน
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าไหนหนอชื่อว่ารักตน ชนเหล่าไหนชื่อว่าไม่รักตน’ข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ก็ชนเหล่าใดประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารักตน’ ก็ตามชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะชนผู้ไม่รักกันทำความเสียหายใดให้แก่ผู้ไม่รักกันได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเสียหายนั้นให้แก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนชนเหล่าใดประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราไม่รักตน’ ก็ตาม ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะชนผู้ที่รักกันทำความเจริญใดให้แก่ผู้ที่รักกันได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเจริญนั้นให้แก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น มหาบพิตร ข้อนี้ เป็นอย่างนั้น เพราะว่าชนบางพวกประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารักตน’ ก็ตามชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะชนผู้ไม่รักกันทำความเสียหายใดให้แก่ผู้ไม่รักกันได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเสียหายนั้นให้แก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนชนบางพวกประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราไม่รักตน’ ก็ตาม ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๓๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๔. ปิยสูตร ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะชนผู้รักกันทำความเจริญใดให้แก่ผู้ที่ตนรักได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความ เจริญนั้นแก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ถ้าบุคคลรู้ว่ารักตน ก็ไม่พึงชักนำตนไปในทางชั่ว เพราะความสุขนั้นบุคคลผู้มักทำชั่วจะไม่ได้โดยง่าย เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำ ก็จะต้องละทิ้งภพมนุษย์ไป ก็อะไรเล่าเป็นสมบัติของเขา และเขาจะนำอะไรไปได้ อนึ่ง อะไรเล่าจะติดตามเขาไป ดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น สัตว์ผู้จะต้องตายในโลกนี้ ทำกรรมอันใด คือบุญและบาปทั้ง ๒ ประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนำเอาบุญและบาปนั้นไปได้ อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมติดตามเขาไป ดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี สะสมไว้เป็นสมบัติในโลกหน้า เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ปิยสูตรที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๓๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปิยสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในปิยสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า รโหคตสฺส แปลว่า ไป [อยู่] ในที่ลับ.
บทว่า ปฏิสลฺลีนสฺส ได้แก่ เร้นอยู่ผู้เดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงนำสูตรนี้ให้เป็นคำตรัสของพระสัพพัญญู จึงตรัสในสูตรนี้ว่า เอวเมตํ มหาราช ดังนี้.
บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส แปลว่า ผู้ถูกความตายครอบงำแล้ว.
จบอรรถกถาปิยสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------