๑๐. พันธนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พันธนสูตรที่ ๑๐
๓๕๒ก็โดยสมัยนั้นแล หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำ ไว้แล้ว บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลาเช้าถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่พระนครสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต ครั้นกลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังภัตตาหารแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ พวกภิกษุเหล่านั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี-*พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ฯ
๓๕๓ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวเครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก ทำ ด้วยไม้ และทำด้วยหญ้า (เชือก) ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวความความรักใคร่พอใจนักในแก้วมณี และกุณฑล และความห่วงอาลัยในบุตรและภรรยาทั้งหลาย ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่น พาให้ตกต่ำ เป็นเครื่องจำที่หย่อนๆ แต่ปลดเปลื้องได้ยาก นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องจองจำ แม้เช่นนั้นออกบวช เป็นผู้ไม่มีความห่วงอาลัย ละกามสุข เสียแล้ว ฯ จบ วรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรในปฐมวรรคที่ ๑ นี้ คือ ทหรสูตรที่ ๑ ปุริสสูตรที่ ๒ ราชสูตรที่ ๓ ปิยสูตรที่ ๔ อัตตรักขิต-*สูตรที่ ๕ อัปปกสูตรที่ ๖ อรรถกรณสูตรที่ ๗ มัลลิกาสูตรที่ ๘ ยัญญสูตรที่ ๙และพันธนสูตรที่ ๑๐ ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. พันธนสูตร ว่าด้วยเครื่องจองจำ
สมัยนั้น หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวก ถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ครั้นเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้า@เชิงอรรถ : @ คำทั้ง ๕ คำ หมายถึงมหายัญ ๕ ประการของพราหมณ์ ได้แก่ อัสวเมธ คือการฆ่าม้าบูชายัญ@ปุริสเมธ คือการฆ่าคนบูชายัญ สัมมาปาสะ คือการทำบ่วงแล้วขว้างไม้ลอดบ่วง ไม้ตกที่ไหนทำการ@บูชายัญที่นั้น วาชเปยยะ คือการดื่มเพื่อพลังหรือเพื่อชัยชนะ นิรัคคฬะ คือยัญไม่มีลิ่มหรือกลอน คือ@ทั่วไปไม่มีขีดคั่นจำกัด การฆ่าครบทุกอย่างบูชายัญ อนึ่ง มหายัญ ๕ ประการนี้ เดิมทีเดียวเป็นหลัก@สงเคราะห์ที่ดีงาม แต่พราหมณ์สมัยหนึ่งดัดแปลงเป็นการบูชายัญเพื่อผลประโยชน์ในทางลาภสักการะ@แก่ตน (สํ.ส.อ. ๑/๑๒๐/๑๓๘-๑๓๙, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๓๙/๓๗๑-๓๗๒)@ ดู องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๓๙/๖๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๓๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๑. ปฐมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิ-โกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคาบางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวถึงเครื่องจองจำ ที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้และทำด้วยหญ้า ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง แต่กล่าวถึงความกำหนัดยินดีนักในเครื่องประดับแก้วมณี และความอาลัยในบุตรและภรรยาทั้งหลาย ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงเครื่องจองจำ ที่มีความกำหนัดยินดีนักในเครื่องประดับแก้วมณีเป็นต้นนั้น ที่ต่ำ หย่อน แก้ได้ยาก ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง ธีรชนตัดเครื่องจองจำแม้เช่นนั้นได้แล้วออกบวช เป็นผู้ไม่มีความอาลัย ละกามสุขเสียได้ พันธนสูตรที่ ๑๐ จบ วรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ทหรสูตร ๒. ปุริสสูตร ๓. ชรามรณสูตร ๔. ปิยสูตร ๕. อัตตรักขิตสูตร ๖. อัปปกสูตร ๗. อัตถกรณสูตร ๘. มัลลิกาสูตร ๙. ยัญญสูตร ๑๐. พันธนสูตร @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.ธ. ๒๕/๓๔๕-๓๔๖/๗๖-๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๔๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
ภิกษุเหล่านั้นทูลเหตุที่พระอานนทเถระกระทำดีในมนุษย์เหล่านั้น ดังนี้ว่า อิธ ภนฺเต รญฺญา.
ได้ยินว่า แก้วมณี ๘ เหลี่ยมที่ท้าวสักกะประทานแก่พระเจ้ากุสราช มาสืบๆ กันตามประเพณี. เวลาทรงประดับ พระราชาตรัสสั่งให้นำแก้วมณีนั้นมา. มนุษย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่พบในที่เก็บ. พระราชาจึงให้จองจำพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในพระราชนิเวศน์ไว้ สั่งว่า พวกเจ้าจงเสาะหาแก้วมณีนั้นมาให้.
พระอานนทเถระเห็นคนเหล่านั้นแล้วก็ให้กั้นม่านไว้ แล้วบอกอุบายแก่พวกคนเก็บรักษา. คนเหล่านั้นกราบทูลแด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า พระเถระเป็นบัณฑิต พวกเจ้าจงทำตามพระเถระ พวกคนเก็บรักษาก็ตั้งหม้อน้ำไว้ที่พระลานหลวงกั้นม่านไว้แล้วบอกผู้คนเหล่านั้นว่า พวกท่านจงห่มผ้าแล้วไปที่นั้นจงจุ่มมือลง.
คนขโมยแก้วมณีคิดว่า เราไม่อาจจำหน่ายหรือใช้สอยของของพระราชาได้ กลับไปเรือนเอาแก้วมณีหนีบรักแร้ห่มผ้ามาแล้วใส่ลงในหม้อน้ำ แล้วก็หลีกไป.
เมื่อมหาชนกลับไปแล้ว พวกคนของพระราชา เอามือควานในหม้อน้ำก็พบแก้วมณีแล้วนำไปถวายแด่พระราชา.
ได้ยินว่า พระอานนทเถระเห็นแก้วมณี โดยนัยที่แสดงแล้ว.
มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น.
ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนทเถระทำดีนั้นแด่พระตถาคต จึงกราบทูลเรื่องนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่อัศจรรย์เลยที่อานนท์ให้นำแก้วมณีที่ตกอยู่ในมือพวกมนุษย์มาได้ พวกบัณฑิตแต่ก่อน ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่ตกอยู่ในความครอบครองแม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ มาถวายแด่พระราชาได้ แล้วตรัสมหาราชสารชาดกว่า
อุกฺกุฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺเตสุ อกุตูหลํ ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ ในคราวคับขันต้องการคนกล้า
ในคราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม
ในคราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก
ในคราวเกิดคดีต้องการบัณฑิต.
บทว่า น ตํ ทฬฺหํ ความว่า ปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจองจำนั้นมั่นคง.
บทว่า ยทายสํ ได้แก่ เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก.
บทว่า สารตฺตรตฺตา ได้แก่ ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี หรือยินดีแล้ว โดยยินดีนักแล้ว. อธิบายว่า ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ.
บทว่า อเปกฺขา ได้แก่ ความอาลัย ความเยื่อใย.
บทว่า อาหุ แปลว่า กล่าว.
บทว่า โอหารินํ ได้แก่ คร่าไปในอบาย ๔.
บทว่า สิถิลํ ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ เหมือนอย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น.
จริงอยู่ เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำนั้น ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้ สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น.
บทว่า ทุปฺปมุญฺจํ ได้แก่ ไม่อาจแก้ได้ เว้นแต่โลกุตรญาณ.
จบอรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐ จบปฐมวรรค -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรในปฐมวรรคที่ ๑ นี้ คือ
๑. ทหรสูตร
๒. ปุริสสูตร
๓. ราชสูตร
๔. ปิยสูตร
๕. อัตตรักขิตสูตร
๖. อัปปกสูตร
๗. อรรถกรณสูตร
๘. มัลลิกาสูตร
๙. ยัญญสูตร
๑๐. พันธนสูตร -----------------------------------------------------