๕. มารธีตุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ มารธีตุสุตฺตํ
๕๐๕อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เยน มาโร ปาปิมา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสึสุ เกนาสิ ทุมฺมโน ตาต ปุริสํ กํ นุ โสจสิ มยํ ตํ ราคปาเสน อรญฺญมิว กุญฺชรํ พนฺธิตฺวา อานยิสฺสาม วสโค เต ภวิสฺสตีติ ฯ
๕๐๖อรหํ สุคโต โลเก น ราเคน สุวานโย มารเธยฺยํ อติกฺกนฺโต ตสฺมา โสจามหํ ภุสนฺติ ฯ
๕๐๗อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ ปาเท เต สมณ ปริจาเรมาติ ฯ อถ โข ภควา น มนสากาสิ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๐๘อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เอกมนฺตํ อปกฺกมฺม เอวํ สมจินฺเตสุํ อุจฺจาวจา โข ปุริสานํ อธิปฺปายา ยนฺนูน มยํ เอกสตเอกสตํ กุมารีวณฺณสตํ อภินิมฺมิเนยฺยามาติ ฯ อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เอกสตเอกสตํ กุมารีวณฺณสตํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ ปาเท เต สมณ ปริจาเรมาติ ฯ ตมฺปิ ภควา น มนสากาสิ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๐๙อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เอกมนฺตํ อปกฺกมฺม เอวํ สมจินฺเตสุํ อุจฺจาวจา โข ปุริสานํ อธิปฺปายา ยนฺนูน มยํ เอกสตเอกสตํ อวิชาตวณฺณสตํ อภินิมฺมิเนยฺยามาติ ฯ อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เอกสตเอกสตํ อวิชาตวณฺณสตํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ ปาเท เต สมณ ปริจาเรมาติ ฯ ตมฺปิ ภควา น มนสากาสิ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๑๐อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เอกมนฺตํ อปกฺกมฺม เอวํ สมจินฺเตสุํ อุจฺจาวจา โข ปุริสานํ อธิปฺปายา ยนฺนูน มยํ เอกสตเอกสตํ สกึ วิชาตวณฺณสตํ อภินิมฺมิเนยฺยามาติ ฯ อถ โข ตณฺหา จ ฯเปฯ สกึ วิชาตวณฺณสตํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา ฯเปฯ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๑๑อถ โข ตณฺหา จ ฯเปฯ ทุวิชาตวณฺณสตํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา ฯเปฯ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๑๒อถ โข ตณฺหา จ ฯเปฯ มชฺฌิมิตฺถีวณฺณสตํ อภินิมฺมิเนยฺยามาติ ฯ อถ โข ตณฺหา จ ฯเปฯ มชฺฌิมิตฺถีวณฺณสตํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา ฯเปฯ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๑๓อถ โข ตณฺหา จ ฯเปฯ มหิตฺถีวณฺณสตํ อภินิมฺมิเนยฺยามาติ ฯ อถ โข ตณฺหา จ ฯเปฯ มหิตฺถีวณฺณสตํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา ฯเปฯ ยถาตํ อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ฯ
๕๑๔อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เอกมนฺตํ อปกฺกมฺม เอตทโวจุํ สจฺจํ กิร โน ปิตา อโวจ อรหํ สุคโต โลเก น ราเคน สุวานโย มารเธยฺยํ อติกฺกนฺโต ตสฺมา โสจามหํ ภุสนฺติ ฯ ยญฺหิ มยํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา อวีตราคํ อิมินา อุปกฺกเมน อุปกฺกเมยฺยาม หทยํ วาสฺส ผเลยฺย อุณฺหํ วา โลหิตํ มุขโต อุคฺคจฺเฉยฺย อุมฺมาทํ วา ปาปุเณยฺย จิตฺตวิกฺเขปํ วา เสยฺยถาปิ ปน นโฬ หริโต ลุโต อุสฺสุสฺสติ วิสุสฺสติ มิลายติ เอวเมว อุสฺสุสฺเสยฺย วิสุสฺเสยฺย มิลาเยยฺยาติ ฯ อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ
๕๑๕เอกมนฺตํ ฐิตา โข ตณฺหา มารธีตา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ โสกาวติณฺโณ นุ วนสฺมึ ฌายสิ วิตฺตํ นุ ชินฺโน อุท ปตฺถยาโน อาคุนฺนุ คามสฺมิมกาสิ กิญฺจิ กสฺมา ชเนน กโรสิ สกฺขึ สกฺขี น สมฺปชฺชติ เกนจิ เตติ ฯ
๕๑๖อตฺถสฺส ปตฺตึ หทยสฺส สนฺตึ เชตฺวาน เสนํ ปิยสาตรูปํ เอกาหํ ฌายํ สุขมานุโพธฺยํ ตสฺมา ชเนน น กโรมิ สกฺขึ สกฺขี น สมฺปชฺชติ เกนจิ เมติ ฯ
๕๑๗อถ โข อรตี มารธีตา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ กถํวิหารีพหุโลธ ภิกฺขุ ปญฺโจฆติณฺโณ อตรีธ ฉฏฺฐํ กถํ ฌายํ พหุลํ กามสญฺญา ปริพาหิรา โหนฺติ อลทฺธโย ตนฺติ ฯ
๕๑๘ปสฺสทฺธกาโย สุวิมุตฺตจิตฺโต อสงฺขราโน สติมา อโนโก อญฺญาย ธมฺมํ อวิตกฺกฌายี น กุปฺปติ น สรติ น ถิโน เอวํวิหารีพหุโลธ ภิกฺขุ ปญฺโจฆติณฺโณ อตรีธ ฉฏฺฐํ เอวํ ฌายํ พหุลํ กามสญฺญา ปริพาหิรา โหนฺติ อลทฺธโย ตนฺติ ฯ
๕๑๙อถ โข ราคา มารธีตา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ อจฺเฉชฺช ตณฺหํ ตณสงฺฆวารี อทฺธา จริสฺสนฺติ พหู จ สทฺธา พหุํ วตายํ ชนตํ อโนโก อจฺเฉชฺช เนสฺสติ มจฺจุราชสฺส ปารนฺติ ฯ
๕๒๐นยนฺติ เว มหาวีรา สทฺธมฺเมน ตถาคตา ธมฺเมน นยมานานํ กา อุสฺสุยา วิชานตนฺติ ฯ
๕๒๑อถ โข ตณฺหา จ อรตี จ ราคา จ มารธีตโร เยน มาโร ปาปิมา เตนุปสงฺกมึสุ ฯ อทฺทสา โข มาโร ปาปิมา ตณฺหญฺจ อรติญฺจ ราคญฺจ มารธีตโร ทูรโตว อาคจฺฉนฺติโย ทิสฺวาน คาถาหิ อชฺฌภาสิ พาลา กุมุทนาเฬหิ ปพฺพตํ อภิมตฺถถ คิรึ นเขน ขนถ อโยทนฺเตภิ ขาทถ เสลํว สิรสิ โอหจฺจ ปาตาเล คาธเมสถ ขาณุํว อุรสาสชฺช นิพฺพิชฺชาเปถ โคตมนฺติ ฯ ททฺทลฺหมานา อาคญฺฉุํ ตณฺหา จ อรตี ราคา ตา ตตฺถ ปนุที สตฺถา ตุลํ ภฏฺฐํว มาลุโตติ ฯ ตติโย วคฺโค ฯ ตสฺสุทฺทานํ ภวติ สมฺพหุลา สมิทฺธิ จ โคธิกสตฺตวสฺสานิ ธีตรํ เทสิตํ พุทฺธ เสฏฺเฐน อิมํ มารปญฺจกนฺติ ฯ มารสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ -------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. มารธีตุสูตร ว่าด้วยธิดามาร
ครั้งนั้น มารผู้มีบาปครั้นกล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่าย เหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงหลีกจากที่นั้นไปนั่งขัดสมาธิที่พื้นดิน ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค เป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณใช้ไม้เขี่ยพื้นดินอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. มารธีตุสูตร ครั้งนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เข้าไปหามาร ผู้มีบาปถึงที่อยู่แล้ว กล่าวกับมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า ท่านพ่อ ท่านเสียใจด้วยเหตุไร หรือเศร้าโศกถึงบุรุษคนไหน พวกดิฉันจักใช้บ่วงคือราคะนำมาถวาย เหมือนบุคคลคล้องช้างป่านำมา ฉะนั้น บุรุษนั้นจักตกอยู่ในอำนาจของท่านพ่อ มารกล่าวว่า บุรุษนั้นเป็นพระอรหันต์ เป็นพระสุคตในโลก ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว ใครๆ พึงนำมาด้วยราคะไม่ได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก ครั้งนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระสมณะ พวก หม่อมฉันจะขอปรนนิบัติพระยุคลบาทของพระองค์” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคไม่ทรงใส่พระทัยถึงคำของธิดามารนั้น เนื่องจาก พระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว ต่อมา ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วปรึกษากันอย่างนี้ว่า “พวกบุรุษมีความประสงค์ต่างๆ กัน ทางที่ดี พวกเราควรเนรมิตเพศเป็นสาววัยรุ่น คนละหนึ่งร้อย” ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา จึงเนรมิตเพศเป็น สาววัยรุ่นคนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วกราบทูลดังนี้ว่า“ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจะขอปรนนิบัติพระยุคลบาทของพระองค์”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. มารธีตุสูตร พระผู้มีพระภาคไม่ทรงใส่พระทัยถึงคำของธิดามารนั้น เนื่องจากพระองค์ทรง หลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว ต่อมา ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วปรึกษากันอย่างนี้ว่า “พวกบุรุษมีความประสงค์ต่างๆ กัน ทางที่ดี พวกเราควรเนรมิตเพศเป็นผู้หญิงที่ยังไม่เคยคลอดบุตรคนละหนึ่งร้อย” ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เนรมิตเพศ เป็นหญิงที่ยังไม่เคยคลอดบุตรคนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจะขอปรนนิบัติพระยุคลบาทของพระองค์” แม้ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคก็มิได้ทรงใส่พระทัยถึงเลย เนื่องจากพระองค์ ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว ฝ่ายนางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้ว ปรึกษากันอย่างนี้ว่า “พวกบุรุษมีความประสงค์ต่างๆ กัน ทางที่ดีพวกเราควร เนรมิตเพศเป็นหญิงคลอดบุตรแล้วคราวเดียวคนละหนึ่งร้อย” ลำดับนั้น นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงคลอดบุตรแล้วคราวเดียว คนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว ต่อมา นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงที่คลอดบุตรแล้ว ๒ คราว คนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว ลำดับนั้น นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงกลางคนคนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. มารธีตุสูตร ลำดับนั้น นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงแก่คนละหนึ่งร้อย เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วพูดกันว่า “เรื่องนี้จริงดังบิดาของเราได้พูดไว้ว่า บุรุษนั้นเป็นพระอรหันต์ เป็นพระสุคตในโลก ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว ใครๆ พึงนำมาด้วยราคะไม่ได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก อนึ่ง ถ้าพวกเราพึงเล้าโลมสมณะหรือพราหมณ์ใดที่ยังไม่หมดราคะ ด้วยความ พยายามอย่างนี้ หทัยของสมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงแตก โลหิตอุ่นๆ พึงพุ่งออก จากปาก หรือเขาพึงบ้า หรือว่ามีจิตฟุ้งซ่าน เหมือนอย่างต้นอ้อสดถูกลมพัดขาด เหี่ยวเฉาแห้งไป แม้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงหงอยเหงา ซูบซีดเหี่ยวแห้งไปฉันนั้นเหมือนกัน” ครั้นแล้ว ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร นางตัณหาธิดามารยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านถูกความเศร้าโศกทับถมหรือ จึงมาซบเซาอยู่ในป่าอย่างนี้ ท่านเสื่อมจากทรัพย์สมบัติหรือ หรือว่ากำลังปรารถนาอะไรอยู่ ท่านได้ทำความเสียหายร้ายแรงอะไรไว้ในหมู่บ้านหรือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. มารธีตุสูตร เพราะเหตุไรท่านจึงไม่เป็นมิตรกับชนทั้งปวงเล่า หรือว่าท่านเป็นมิตรกับใครๆ ไม่ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราชนะเสนามารคือรูปที่น่ารัก และรูปที่น่าพอใจแล้ว เพ่งพินิจอยู่ผู้เดียว ได้รู้ความสุข เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นมิตรกับชนทั้งปวง เพราะความเป็นมิตรกับใครๆ ไม่สำเร็จประโยชน์แก่เรา ลำดับนั้น นางอรดีธิดามาร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ภิกษุในศาสนานี้มากไปด้วยวิหารธรรมอย่างไหน จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ ได้ บัดนี้ ท่านข้ามโอฆะที่ ๖ ได้แล้วหรือ บุคคลเพ่งฌานอย่างไหนมาก กามสัญญาทั้งหลายจับยึดเขาไม่ได้ จึงห่างเหินไป พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลมีกายอันสงบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้ไม่มีอะไรๆ เป็นเครื่องปรุงแต่ง มีสติ ไม่มีความอาลัย รู้ทั่วธรรม มีปกติเพ่งพินิจอยู่ด้วยฌานที่ ๔ อันหาวิตกมิได้ ย่อมไม่กำเริบ ไม่ซ่านไป ไม่เป็นผู้ย่อท้อ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๖๐ หน้า ๒๐๘ ในเล่มนี้ @ โอฆะทั้ง ๕ ในที่นี้หมายถึงโอฆะคือกิเลสอันเป็นไปทางทวารทั้ง ๕ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย)@(สํ.ส.อ. ๑/๑๖๑/๑๗๙) @ โอฆะที่ ๖ หมายถึงโอฆะคือกิเลสอันเป็นไปทางมโนทวาร ได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นในใจ (สํ.ส.อ. ๑/๑๖๑/๑๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. มารธีตุสูตร ภิกษุในศาสนานี้มากไปด้วยวิหารธรรมอย่างนี้ จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ ได้ บัดนี้ เธอข้ามโอฆะที่ ๖ ได้แล้ว ภิกษุผู้เพ่งฌานอย่างนี้มาก กามสัญญาทั้งหลายจับยึดเธอไม่ได้ จึงห่างเหินไป ลำดับนั้น นางราคาธิดามาร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า พระศาสดาผู้นำหมู่สงฆ์ ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว และชนผู้มีศรัทธาเป็นอันมาก จักประพฤติตามได้แน่ พระศาสดาพระองค์นี้เป็นผู้ไม่มีความอาลัย ตัดขาดจากมือมัจจุราชได้แล้ว จักนำหมู่ชนเป็นอันมากไปสู่ฝั่งได้แน่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระตถาคตทั้งหลายผู้เป็นมหาวีระ ย่อมนำสัตว์ไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อพระตถาคตนำไปอยู่โดยธรรม ความริษยาจะมีแก่ท่านผู้รู้ได้อย่างไร ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันเข้าไปหา มารผู้มีบาปถึงที่อยู่ มารผู้มีบาปเห็นธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคามาแต่ไกล จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า พวกเธอช่างโง่เขลา พากันทำลายภูเขาด้วยก้านบัว ขุดภูเขาด้วยเล็บ เคี้ยวเหล็กด้วยฟัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๓. ตติยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค พวกเธออาศัยพระโคดมหาที่พึ่ง จะเป็นดุจคนวางหินไว้บนศีรษะแล้วเจาะหาที่พึ่งในบาดาล ฉะนั้น พวกเธอเหมือนเอาหนามมายอกอก(พ่อ) จงหลีกไปเสียเถิด (พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า) พระศาสดาได้ขับไล่นางตัณหา นางอรดี และนางราคา ผู้มีรูปน่าทัศนายิ่ง ซึ่งได้มาในที่นั้นให้หนีไป ดุจลมพัดปุยนุ่น ฉะนั้น มารธีตุสูตรที่ ๕ จบ วรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สัมพหุลสูตร ๒. สมิทธิสูตร ๓. โคธิกสูตร ๔. สัตตวัสสานุพันธสูตร ๕. มารธีตุสูตร พระสูตรว่าด้วยมาร ๕ สูตรนี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้แล้ว มารสังยุต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๑๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามารธีตุสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในมารธีตุสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า อุปสงฺกมึสุ ความว่า ธิดามารเห็นบิดาเอาไม้ขีดพื้นดิน เหมือนเด็กเลี้ยงโค คิดว่าบิดานั่งเสียใจยิ่งนัก มีเหตุอะไรหนอ จำเราจักถามถึงเหตุ จึงรู้ได้แล้วจึงเข้าไปหา.
บทว่า โสจสิ ได้แก่คิดแล้ว.
บทว่า อรญฺญมิว กุญฺชรํ ความว่า เปรียบเหมือนเหล่าช้างพังอันเป็นช้างต่อที่ควาญช้างส่งไป ประเล้าประโลมช้างป่าด้วยการแสดงมายาหญิง ผูกพันนำมาจากป่าฉันใด พวกเราก็จักนำบุรุษนั้นมาฉันนั้น.
บทว่า มารเธยฺยํ ได้แก่ วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า อุปสงฺกมึสุ ความว่า ธิดามารปลอบบิดาว่า ท่านจงคอยสักหน่อยเถิด พวกเราจักนำบุรุษนั้นมาแล้วจึงเข้าไปเฝ้า.
บทว่า อุจฺจาวจา ได้แก่ ต่างๆ อย่าง.
บทว่า เอกสตเอกสตํ ได้แก่ แปลงตัวเป็นหญิงสาวหนึ่งร้อย โดยนัยนี้ คือธิดาแต่ละคนแปลงตัวเป็นหญิงสาวคนละ ๑๐๐
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเฉพาะพระอรหัตเท่านั้น ด้วยสองบทว่า อตฺถสฺส ปตฺตึ หทยสฺส สนฺตึ.
บทว่า เสนํ ได้แก่ กองทัพกิเลส.
จริงอยู่ กองทัพกิเลสนั้น ชื่อว่าปิยรูป สาตรูป น่ารักน่าชื่นใจ.
บทว่า เอกาหํ ฌายํ ได้แก่ เราเพ่งฌานอยู่ผู้เดียว.
บทว่า สุขมานุโพธฺยํ ได้แก่ เสวยสุขในพระอรหัต. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า เรารู้จักกองทัพปิยรูปสาตรูปเพ่งฌานอยู่ผู้เดียว เสวยสุขในพระอรหัตที่นับได้ว่าบรรลุถึงประโยชน์เป็นธรรมสงบแห่งใจเพราะฉะนั้น เราจึงไม่ทำความชื่นชมฉันมิตรกับชน ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พยาน [ความเป็นมิตร] ของเราจึงไม่ถึงพร้อมแม้ด้วยการไม่กระทำ.
บทว่า กถํ วิหารีพหุโล ได้แก่ อยู่มากด้วยการอยู่อย่างไหน.
บทว่า อลทฺธา แปลว่า ไม่ได้แล้ว.
บทว่า โย เป็น เพียงนิบาต. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า กามสัญญาทั้งหลายไม่ได้ คือไม่รุมล้อมบุคคลนั้นผู้เพ่งมากด้วยฌานอย่างไหน.
บทว่า ปสฺสทฺธกาโย ได้แก่ ที่ชื่อว่า มีกายสงบแล้วเพราะกาย คืออัสสาสปัสสาสะสงบแล้วด้วยจตุตถฌาน.
บทว่า สุวิมุตฺตจิตฺโต ได้แก่ ชื่อว่ามีจิตหลุดพ้นด้วยดี ด้วยวิมุตติสัมปยุตด้วยพระอรหัตผล.
บทว่า อสงฺขราโน ได้แก่ ไม่ปรุงแต่งอภิสังขารคือกรรม ๓.
บทว่า อโนโก แปลว่า ไม่มีความอาลัย.
บทว่า อญฺญาย ธมฺมํ ได้แก่ รู้ธรรม คือสัจจะ ๔.
บทว่า อวิตกฺกชฺฌายี ได้แก่ เพ่งด้วยจตุตถฌานอันไม่มีวิตก.
ในบทว่า น กุปฺปติ เป็นต้น เมื่อถือเอากิเลสที่เป็นมูล ๓ เหล่านี้ คือ ไม่ขุ่นเคืองเพราะโทสะ ไม่ฟุ้งซ่านเพราะราคะ ไม่หดหู่เพราะโมหะ ก็เป็นอันท่านถือเอากิเลส ๑,๕๐๐ นั่นแล.
อีกนัยหนึ่ง ท่านถือเอาพยาบาทนิวรณ์ด้วยบทที่ ๑. กามฉันทนิวรณ์ด้วยบทที่ ๒. นิวรณ์ที่เหลือมีถีนะเป็นต้นด้วยบทที่ ๓ ทรงแสดงพระขีณาสพแม้ด้วยการละนิวรณ์นี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ปญฺโจฆติณฺโณ ได้แก่ ข้ามโอฆะคือกิเลสที่เป็นไปในทวารทั้ง ๕.
บทว่า ฉฏฺฐํ ได้แก่ ทรงข้ามโอฆะคือกิเลสที่ ๖ แม้ที่เป็นไปในมโนทวาร.
พึงทราบสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ด้วยปัญโจฆศัพท์ สังโยชน์เบื้องบน ๕ ด้วยฉัฏฐศัพท์.
บทว่า คณสงฺฆจารี ความว่า พระศาสดา ชื่อว่าคณสังฆจารี เพราะทรงเที่ยวไปในคณะและสงฆ์.
บทว่า อทฺธา จริสฺสนฺติ ได้แก่ ชนผู้มีศรัทธาแม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็จักเที่ยวไป โดยส่วนเดียว.
บทว่า อยํ ได้แก่ พระศาสดานี้.
บทว่า อโนโก แปลว่าไม่อาลัย.
บทว่า อจฺเฉชฺช เนสฺสติ ได้แก่ จักตัดขาดแล้วนำไป. ท่านอธิบายว่า จักตัดขาดจากมือพระยามัจจุราชนำไปสู่ฝั่งคือพระนิพพาน.
บทว่า นยมานานํ แก้เป็น นยมาเนสุ คือ เมื่อตถาคตนำไปอยู่.
บทว่า เสลํว สิรสิ โอหจฺจ ปาตาเล คาธเมสถ ความว่า เหมือนวางหินก้อนใหญ่ขนาดเรือนยอดไว้บนศีรษะแล้วเข้าไปยืนที่บาดาล.
บทว่า ขาณุํว อุรสาสชฺช ได้แก่ เหมือนเอาตอกระทุ้งอก.
บทว่า อเปถ แปลว่า จงออกไป. ในที่นี้ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจบเทศนาด้วยคำว่า อิทมโวจ แล้วกล่าวคาถาว่า ททฺทฬฺหมานา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททฺทฬฺหมานา แปลว่า รุ่งเรืองงามยิ่งนัก.
บทว่า อาคญฺฉุํ ได้แก่ มาแล้ว.
บทว่า ปนุทิ แปลว่า ขับไล่.
บทว่า ตุลํ ภฏฺฐํว มาลุโต ความว่า ไล่ไปเหมือนลมพัดปุยงิ้วหรือปุยฝ้ายที่แตกออกจากผลพาไป ฉะนั้น.
จบอรรถกถามารธีตุสูตรที่ ๕ จบตติยวรรคที่ ๓ มารสังยุต เพียงเท่านี้ -----------------------------------------------------
รวมสูตรในตติยวรรคที่สามมี ๕ สูตร คือ
๑. สัมพหุลสูตร
๒. สมิทธิสูตร
๓. โคธิกสูตร
๔. สัตตวัสสสูตร
๕. มารธีตุสูตร นี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้วกะมารธิดา -----------------------------------------------------