๘. สีสุปจาลาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สีสุปจาลาสูตรที่ ๘
๕๔๕สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า สีสุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจ-*ฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวันจึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ
๕๔๖ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาสีสุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะสีสุปจาลาภิกษุณีว่า ดูกรภิกษุณี ท่านชอบใจทิฐิของใครหนอ ฯ สีสุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบใจทิฐิของใครเลย ฯ
๕๔๗ม. ท่านจงใจเป็นคนโล้น ปรากฏตัวเหมือนสมณะ แต่ไฉน ท่านจึงไม่ชอบใจทิฐิ ท่านจึงประพฤติเรื่องนี้ เพราะความ งมงายดอกหรือ ฯ
๕๔๘สี. คนเจ้าทิฐิ ภายนอกพระศาสนานี้ ย่อมจมอยู่ใน ทิฐิทั้งหลาย เราไม่ชอบใจธรรมของพวกเขา พวกเขาเป็นคน ไม่ฉลาดต่อธรรม ยังมีพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในศากยสกุล หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ ทรงครอบงำส่วนทั้งปวง ทรงบรรเทา เสียซึ่งมาร ไม่ปราชัยในที่ทุกสถาน ทรงพ้นแล้วในส่วน ทั้งปวง เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ มีพระจักษุทรง เห็นธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์ นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจคำสอนของพระองค์ท่าน ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า สีสุปจาลาภิกษุณีรู้จักเราดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สีสุปจาลาสูตร ว่าด้วยสีสุปจาลาภิกษุณี
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น สีสุปจาลาภิกษุณีครองอันตรวาสก ฯลฯ จึงนั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาสีสุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ได้ถามสีสุป-จาลาภิกษุณีดังนี้ว่า “ภิกษุณี ท่านชอบใจลัทธิของใคร” สีสุปจาลาภิกษุณีตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบใจลัทธิของใครเลย” มารผู้มีบาปกล่าวด้วยคาถาว่า ท่านเป็นคนโล้น เจาะจงใคร จึงปรากฏตัวเหมือนสมณะ แต่ทำไมท่านจึงไม่ชอบใจลัทธิ ท่านประพฤติเรื่องนี้ เพราะความงมงายหรือไร สีสุปจาลาภิกษุณีกล่าวด้วยคาถาว่า เจ้าลัทธิภายนอกพระศาสนานี้ ย่อมจมอยู่ในทิฏฐิทั้งหลาย เราไม่ชอบใจธรรมของพวกเขา พวกเขาเป็นคนไม่ฉลาดในธรรม พระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในศากยตระกูล ไม่มีบุคคลอื่นเปรียบ ทรงครอบงำสิ่งทั้งปวง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๒๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๕. ภิกขุนีสังยุต] ๙. เสลาสูตร บรรเทาเสียซึ่งมาร ไม่ปราชัยในที่ทุกสถาน พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย มีพระจักษุ ทรงเห็นธรรมทั้งปวง บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง หลุดพ้นเพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิแล้ว พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจคำสอนของพระองค์ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “สีสุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง สีสุปจาลาสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสีสุปจาลาสูตรที่ ๘
ในสีสุปจาลาสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ :-
บทว่า สมณี วิย ทิสฺสติ ความว่า ท่านปรากฏตัวเหมือนสมณะ.
บทว่า กิมิว จรสิ โมมุหา ความว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงประพฤติเหมือนคนงมงาย.
บทว่า อิโต พหิทฺธา ความว่า ภายนอกพระศาสนานี้.
บทว่า ปาสณฺฑา ความว่า เจ้าลัทธิย่อมเหวี่ยงบ่วง คือทิฐิลงในจิตของสัตว์ทั้งหลาย. แต่พระศาสนาย่อมปลดเปลื้องบ่วงทั้งหลาย ฉะนั้น จึงไม่กล่าวว่าเจ้าลัทธิเจ้าลัทธิมีภายนอกพระศาสนานี้ทั้งนั้น.
บทว่า สํสีทนฺติ ได้แก่ จม คือติด.
บัดนี้ สีสุปจาลาภิกษุณีเมื่อกล่าวแก้ปัญหาที่ว่า ท่านบวชอุทิศใคร จึงกล่าวว่า อตฺถิ สกฺยกุเล ชาโต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาภิภู ความว่า ครอบงำส่วนทั้งหมดมีขันธ์ อายตนะ ธาตุ ภพ กำเนิดและคติเป็นต้น. ชื่อว่า มารนุทะ เพราะบรรเทา คือขับไล่มรณมารเป็นต้น.
บทว่า สพฺพตฺถมปราชิโต ความว่า ไม่แพ้ในกิเลสทั้งมวลมีราคะเป็นต้น หรือในการรบมาร.
บทว่า สพฺพตฺถ มุตฺโต ความว่า น้อมไปในธรรมทั้งปวงมีขันธ์เป็นต้น.
บทว่า อสฺสิโต ความว่า อันตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัยไม่อาศัยแล้ว.
บทว่า สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต ความว่า บรรลุพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง.
บทว่า อุปธิสงฺขเย ความว่า ทรงน้อมเป็นอารมณ์ในพระนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ.
จบอรรถกถาสีสุปจาลาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------