๕. อปราทิฏฐิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ อปราทิฏฺฐิสุตฺตํ
๕๗๓เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส พฺรหฺมุโน เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ นตฺถิ โส สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย อิธ อาคจฺเฉยฺยาติ ฯ
๕๗๔อถ โข ภควา ตสฺส พฺรหฺมุโน เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส ฯเปฯ ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข ภควา ตสฺส พฺรหฺมุโน อุปริเวหาสํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา ฯ
๕๗๕อถ โข อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส เอตทโหสิ กหํ นุ โข ภควา เอตรหิ วิหรตีติ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควนฺตํ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน ตสฺส พฺรหฺมุโน อุปริเวหาสํ ปลฺลงฺเกน นิสินฺนํ เตโชธาตุํ สมาปนฺนํ ทิสฺวาน เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว เชตวเน อนฺตรหิโต ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ปุรตฺถิมํ ทิสํ นิสฺสาย ตสฺส พฺรหฺมุโน อุปริเวหาสํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา นีจตรกํ ภควโต ฯ
๕๗๖อถ โข อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส เอตทโหสิ กหํ นุ โข ภควา เอตรหิ วิหรตีติ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา มหากสฺสโป ภควนฺตํ ทิพฺเพน จกฺขุนา ฯเปฯ ทิสฺวาน เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส ฯเปฯ เอวเมว เชตวเน อนฺตรหิโต ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป ทกฺขิณํ ทิสํ นิสฺสาย ตสฺส พฺรหฺมุโน อุปริเวหาสํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา นีจตรกํ ภควโต ฯ
๕๗๗อถ โข อายสฺมโต มหากปฺปินสฺส เอตทโหสิ กหํ นุ โข ภควา เอตรหิ วิหรตีติ ฯ อถ โข อายสฺมา มหากปฺปิโน ภควนฺตํ ทิพฺเพน จกฺขุนา ฯเปฯ เตโชธาตุํ สมาปนฺนํ ทิสฺวาน เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส ฯเปฯ เอวเมว เชตวเน อนฺตรหิโต ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา มหากปฺปิโน ปจฺฉิมํ ทิสํ นิสฺสาย ตสฺส พฺรหฺมุโน อุปริเวหาสํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา นีจตรกํ ภควโต ฯ
๕๗๘อถ โข อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส เอตทโหสิ กหํ นุ โข ภควา เอตรหิ วิหรตีติ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา อนุรุทฺโธ ฯเปฯ เตโชธาตุํ สมาปนฺนํ ทิสฺวาน เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส ฯเปฯ ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา อนุรุทฺโธ อุตฺตรํ ทิสํ นิสฺสาย ตสฺส พฺรหฺมุโน อุปริเวหาสํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิ เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา นีจตรกํ ภควโต ฯ
๕๗๙อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน พฺรหฺมานํ คาถาย อชฺฌภาสิ อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺฐิ ยา เต ทิฏฺฐิ ปุเร อหุ ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปรายนนฺติ ฯ
๕๘๐น เม มาริส สา ทิฏฺฐิ ยา เม ทิฏฺฐิ ปุเร อหุ ปสฺสามิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปรายนํ สฺวาหํ อชฺช กถํ วชฺชํ อหํ นิจฺโจมฺหิ สสฺสโตติ ฯ
๕๘๑อถ โข ภควา ตํ พฺรหฺมานํ สํเวเชตฺวา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต เชตวเน ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข โส พฺรหฺมา อญฺญตรํ พฺรหฺมปาริสชฺชํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ มาริส เยนายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอวํ วเทหิ อตฺถิ นุ โข มาริส โมคฺคลฺลาน อญฺเญปิ ตสฺส ภควโต สาวกา เอวํมหิทฺธิกา เอวํมหานุภาวา เสยฺยถาปิ นาม ภวํ โมคฺคลฺลาโน กสฺสโป กปฺปิโน อนุรุทฺโธติ ฯ เอวํ มาริสาติ โข โส พฺรหฺมปาริสชฺโช ตสฺส พฺรหฺมุโน ปฏิสฺสุณิตฺวา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส ฯเปฯ เอวเมว ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปุรโต ปาตุรโหสิ ฯ
๕๘๒อถ โข โส พฺรหฺมปาริสชฺโช อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โส พฺรหฺมปาริสชฺโช อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ อตฺถิ นุ มาริส ฯเปฯ อนุรุทฺโธติ ฯ
๕๘๓อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน พฺรหฺมปาริสชฺชํ คาถาย อชฺฌภาสิ เตวิชฺชา อิทฺธิปตฺตา จ เจโตปริยายโกวิทา ขีณาสวา อรหนฺโต พหู พุทฺธสฺส สาวกาติ ฯ
๕๘๔อถ โข โส พฺรหฺมปาริสชฺโช อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา เยน โส พฺรหฺมา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ พฺรหฺมานํ เอตทโวจ อายสฺมา มาริส มหาโมคฺคลฺลาโน เอวมาห เตวิชฺชา อิทฺธิปตฺตา จ เจโตปริยายโกวิทา ขีณาสวา อรหนฺโต พหู พุทฺธสฺส สาวกาติ ฯ
๕๘๕อิทมโวจ โส พฺรหฺมปาริสชฺโช อตฺตมโน จ โส พฺรหฺมา ตสฺส พฺรหฺมปาริสชฺชสฺส ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๕. อปราทิฏฐิสูตร ๕. อปราทิฏฐิสูตร ว่าด้วยทิฏฐิอีกอย่างหนึ่ง
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พรหมองค์หนึ่งได้เกิดทิฏฐิชั่วเช่นนี้ว่า “สมณะหรือพราหมณ์ที่จะพึงมาในพรหมโลกนี้ได้ไม่มีเลย” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดคำนึงของพรหมนั้นด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายพระองค์จาก พระเชตวันแล้วไปปรากฏในพรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศเบื้องบนพรหมนั้น เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความคิดดังนี้ว่า “บัดนี้ พระผู้มี พระภาคประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ” ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้เห็นพระผู้มี พระภาคประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศเบื้องบนพรหมนั้น ทรงเข้าเตโชธาตุกสิณอยู่ ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ได้หายตัวจากพระเชตวันไปปรากฏใน พรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ลำดับนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะอาศัยทิศตะวันออก นั่งขัดสมาธิในอากาศเบื้องบนของ พรหมนั้น(แต่) ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาค เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้มีความคิดดังนี้ว่า “บัดนี้ พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ” ท่านพระมหากัสสปะได้เห็นพระผู้มีพระภาคด้วยทิพพ- จักขุ ฯลฯ ได้หายตัวจากพระเชตวันไปปรากฏในพรหมโลกนั้นเปรียบเหมือนบุรุษ ผู้มีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะอาศัยทิศใต้นั่งขัดสมาธิใน อากาศเบื้องบนของพรหมนั้น (แต่)ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาค เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว ต่อมา ท่านพระมหากัปปินะได้มีความคิดดังนี้ว่า “บัดนี้ พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ” ลำดับนั้น ท่านพระมหากัปปินะได้เห็นพระผู้มีพระภาค ด้วยทิพพจักขุ ฯลฯ ได้หายตัวจากพระเชตวันไปปรากฏในพรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น ลำดับนั้น ท่านพระมหากัปปินะอาศัยทิศตะวันตก นั่งขัด สมาธิในอากาศเบื้องบนพรหมนั้น (แต่)ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาค เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๕. อปราทิฏฐิสูตร ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะได้มีความคิดดังนี้ว่า “บัดนี้ พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ” ท่านพระอนุรุทธะได้เห็นพระผู้มีพระภาคด้วยทิพพจักขุ ฯลฯ ได้หายตัวจากพระเชตวันไปปรากฏในพรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษผู้มี กำลัง ฯลฯ ฉะนั้น ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะอาศัยทิศเหนือนั่งขัดสมาธิใน อากาศเบื้องบนของพรหมนั้น (แต่)ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาค เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกับพรหมนั้นด้วยคาถาว่า ผู้มีอายุ แม้ในวันนี้ท่านก็ยังมีทิฏฐิเหมือนครั้งก่อนหรือ ท่านยังเห็นพระรัศมีอันปภัสสร(ของพระผู้มีพระภาค) ก้าวล่วงรัศมีอื่นในพรหมโลกหรือ พรหมนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้ามิได้มีทิฏฐิเหมือนครั้งก่อน ข้าพเจ้าเห็นพระรัศมีอันปภัสสร(ของพระผู้มีพระภาค) ก้าวล่วงรัศมีอื่นในพรหมโลกอยู่ ในวันนี้ข้าพเจ้าจะพึงกล่าวว่า ‘เราเป็นผู้เที่ยง เป็นผู้คงที่’ ได้อย่างไร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคให้พรหมนั้นสลดใจแล้ว ทรงหายพระองค์จาก พรหมโลกนั้นไปปรากฏในพระเชตวัน เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออก หรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ลำดับนั้น พรหมได้เรียกพรหมปาริสัชชะองค์หนึ่งมากล่าวว่า “มาเถิดท่านผู้นิรทุกข์ ท่านจงเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะจนถึงที่อยู่ จงกล่าวกับท่านพระมหาโมคคัลลานะอย่างนี้ว่า ‘ท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ มีอยู่ หรือหนอที่สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น แม้เหล่าอื่นซึ่งมีฤทธิ์มาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๔๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๕. อปราทิฏฐิสูตร อย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เหมือนอย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระ กัสสปะ ท่านพระกัปปินะ และท่านพระอนุรุทธะ” พรหมปาริสัชชะนั้นรับคำของพรหมนั้นว่า “อย่างนั้น ท่านผู้นิรทุกข์” ได้หาย ตัวจากพรหมโลกนั้นไปปรากฏข้างหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ เปรียบเหมือน บุรุษผู้มีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น ครั้งนั้น พรหมปาริสัชชะนั้นอภิวาทท่านพระมหา- โมคคัลลานะแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ มีอยู่หรือหนอ ฯลฯ และท่านพระอนุรุทธะ” ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกับพรหมปาริสัชชะด้วยคาถาว่า สาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ผู้ได้วิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธิญาณ ฉลาดในเจโตปริยญาณ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์ มีอยู่มาก ลำดับนั้น พรหมปาริสัชชะนั้นชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว เข้าไปหาพรหมนั้นถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับพรหมนั้นว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านพระมหา- โมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้ว่า สาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ผู้ได้วิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธิญาณ ฉลาดในเจโตปริยญาณ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์ มีอยู่มาก” พรหมปาริสัชชะได้กล่าวคำนี้แล้ว พรหมมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของพรหม- ปาริสัชชะนั้น อปราทิฏฐิสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ วิชชา ๓ ได้แก่ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (๒) ทิพพจักขุญาณ (๓) อาสวักขยญาณ (สํ.ส.อ. ๑/๑๗๖/๒๐๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๔๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอปราทิฏฐิสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตา ความว่า พระเถระทำบริกรรมในเตโชกสิณแล้วออกจากฌานที่เป็นบาท อธิษฐานว่า ขอเปลวไฟจงพุ่งออกจากสรีระ ด้วยอานุภาพจิตอธิษฐาน เปลวไฟพุ่งออกทั่วสรีระ พระเถระชื่อว่าเข้าเตโชธาตุสมาบัติอย่างนี้. ครั้นเข้าสมาบัติอย่างนั้นแล้ว ก็ไปในพรหมโลกนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงได้ไปในที่นั้น.
ตอบว่า ได้ยินว่า พระเถระเข้าสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์เห็นพระตถาคตประทับนั่งเหนือพรหมนั้น จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า บุคคลนี้เป็นผู้แทงทะลุปรุโปร่งถึงอัฐิ ก็เราพึงไปในที่นั้น ฉะนั้น จึงได้ไปในที่นั้น.
แม้ในการไปของพระเถระที่เหลือก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.
แม้พรหมนั้นไม่ได้เห็นอานุภาพของพระตถาคตและสาวกของพระตถาคต จึงไม่ควรเข้าถึงการแนะนำ. ด้วยเหตุนั้น จึงได้มีประชุมกันอย่างนั้นในที่ประชุมนั้น เปลวไฟที่พุ่งออกจากสรีระของพระตถาคตล่วงเลยพรหมโลกทั้งสิ้นแล่นไปในอวกาศ ก็แลวรรณะเหล่านั้นได้มี ๖ สี รัศมีของสาวกพระตถาคตก็มีวรรณะธรรมดานั่นเอง.
ด้วยคำว่า ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ นี้ พระเถระถามว่า ท่านเห็นรัศมีที่เปล่งออกจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอันล่วงเสีย ซึ่งรัศมีแห่งสรีระของพรหมวิมานและเครื่องประดับเป็นต้นอย่างอื่นในพรหมโลกนี้หรือ.
บทว่า น เม มาริส สา ทิฏฺฐิ ความว่า ทิฏฐินั้นใดของเราว่า คนอื่นไม่ว่าสมณะหรือพราหมณ์ก็ตามไม่สามารถจะมาในที่นี้ได้ ทิฏฐิของเรานั้นแต่ก่อนไม่มี.
บทว่า กถํ วชฺชํ ความว่า เพราะเหตุไร เราจึงกล่าว.
บทว่า นิจฺโจมฺหิ สสฺสโต ความว่า ได้ยินว่า พรหมนี้มีทิฏฐิ ๒ อย่าง คือ ลัทธิทิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ. ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น พรหมนั้นเมื่อเห็นพระตถาคตและสาวกของพระตถาคต ย่อมเป็นอันละลัทธิทิฏฐิได้ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นอันมากในเรื่องทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น. ในที่สุดเทศนา พรหมตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. อันพรหมนั้นละสัสสตทิฏฐิด้วยมรรค เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า พฺรหฺมปาริสชฺชํ ได้แก่ พรหมปริจาริกาผู้ปรนนิบัติพรหม
จริงอยู่ ชื่อว่า พรหมปาริสัชชะแม้ของพรหมทั้งหลายก็เหมือนภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้ถือห่อของพระเถระ.
บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า เพราะเหตุไร พรหมจึงส่งพรหมปาริสัชชะไปสู่สำนักของพระเถระนั่นแล
ได้ยินว่า พรหมนั้นได้เกิดความคุ้นเคยด้วยการเจรจาปราศรัยในพระเถระเพราะฉะนั้น พรหมนั้นจึงส่งไปยังสำนักของพระเถระนั่นแล.
บทว่า อญฺเญปิ ความว่า ชนทั้ง ๔ ก็เหมือนพวกท่าน เหล่าสาวกแม้อื่นๆ เห็นปานนั้นยังมีอยู่หรือ หรือมีแต่พวกท่านทั้ง ๔ เท่านั้นที่มีฤทธิ์มาก.
บทว่า เตวิชฺชา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยวิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณและอาสวักขยญาณ.
บทว่า อิทฺธิปฺปตฺตา ได้แก่ บรรลุอิทธิวิธิญาณ.
บทว่า เจโตปริยายโกวิทา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในวารจิตของชนเหล่าอื่น.
ในที่นี้ ท่านกล่าวอภิญญา ๕ ไว้โดยสรุปด้วยประการฉะนี้. แต่ทิพยโสตญาณได้มาด้วยอำนาจอภิญญา ๕ เหล่านั้นเหมือนกัน.
บทว่า พหู ความว่า เหล่าพุทธสาวกผู้ได้อภิญญา ๖ อย่างนี้มีมากเหลือคณนานับ เที่ยวทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวพัสตร์.
จบอรรถกถาอปราทิฏฐิสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------