๑. สนังกุมารสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทุติยวรรคที่ ๒ สนังกุมารสูตรที่ ๑
๖๐๖ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสัปปินี เขตพระนครราชคฤห์ ฯ ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้วมีรัศมีอันงดงามยิ่ง ยังฝั่งแม่น้ำสัปปินีทั้งสิ้นให้สว่างแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
๖๐๗สนังกุมารพรหม ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ภาษิต คาถานี้ในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคว่า กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร แต่ ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดใน เทวดาและมนุษย์ ฯ
๖๐๘สนังกุมารพรหมได้กราบทูลคำนี้แล้ว พระศาสดาได้ทรงพอ พระทัยแล้ว ฯ ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหมทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัยต่อเราถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๖. พรหมสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๑. สนังกุมารสูตร ๒. ทุติยวรรค หมวดที่ ๒ ๑. สนังกุมารสูตร ว่าด้วยสนังกุมารพรหม
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสัปปินี เขตกรุงราชคฤห์ ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป สนังกุมารพรหมมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วฝั่งแม่น้ำสัปปินี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถานี้ในที่ประทับของพระผู้มีพระภาคว่า ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่ กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุด ส่วนท่านผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จัดว่าประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ สนังกุมารพรหมครั้นกราบทูลคำนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ครั้งนั้น สนังกุมารพรหมทราบว่า “พระศาสดาของเราทรงพอพระทัยแล้ว” จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง สนังกุมารสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ วิชชา หมายถึงวิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นต้น และวิชชา ๘ คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ@และอภิญญา ๖ จรณะ หมายถึงจรณะ ๑๕ คือ ความบริบูรณ์ในศีล ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์@ความรู้ประมาณในโภชนะ การประกอบความเพียรเครื่องตื่น พระสัทธรรม ๗ และรูปาวจรฌาน ๔@(สํ.ส.อ. ๑/๑๘๒/๒๐๘) @ ดู ที.สี. (แปล) ๙/๒๗๖/๙๙, ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๐/๓๔, สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒๔๕/๓๓๘,@องฺ.เอกาทสก. (แปล) ๒๔/๑๐/๔๐๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๕๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยวรรคที่ ๒ อรรถกถาสนังกุมารสูตรที่ ๑
ทุติยวรรค สนังกุมารสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สปฺปินีตเร ความว่า ที่ฝั่งแม่น้ำชื่อสัปปินี.
บทว่า สนงฺกุมาโร ความว่า ได้ยินว่า สนังกุมารพรหมนั้น ในเวลาเป็นปัญจสิขกุมารเจริญฌานบังเกิดในพรหมโลก เที่ยวไปด้วยเพศกุมารนั่นเอง. เหตุนั้น คนทั้งหลายจึงจำเขาได้ว่ากุมาร. แต่เพราะเป็นคนเก่า จึงเรียกกันว่า สนังกุมาร.
บทว่า ชเนตสฺมึ ได้แก่ ในประชุมชน. อธิบายว่า ในหมู่ชน.
บทว่า เย โคตฺตปฏิสาริโน ความว่า ในชุมชนผู้รังเกียจกันเรื่องโคตรเหล่านั้น ในโลก กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด.
บทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยวิชชา ๓ มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นต้น โดยปริยายแห่งภยเภรวสูตรหรือวิชชา ๘ คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อภิญญา ๖ โดยปริยายแห่งอัมพัฏฐสูตร และด้วยจรณะ ๑๕ ประเภทอย่างนี้คือ ความเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ รูปฌาน ๔.
บทว่า โส เสฏฺโฐ เทวมานุเส ความว่า พราหมณ์ผู้เป็นขีณาสพนั้น เป็นผู้ประเสริฐที่สุด คือสูงสุดในหมู่เทพและหมู่มนุษย์.
จบอรรถกถาสนังกุมารสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------