๗. สุทธิกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สุทธิกสูตรที่ ๗
๖๔๘สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้นแล สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้วสนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
๖๔๙สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พราหมณ์บางคน ในโลกแม้เป็นผู้มีศีล กระทำตบะอยู่ ย่อม หมดจดไม่ได้ พราหมณ์นั้นถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ ย่อมหมดจดได้ หมู่สัตว์อื่นนอกนี้ย่อมหมดจดไม่ได้ ฯ
๖๕๐พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พราหมณ์ผู้กล่าวถ้อยคำแม้มาก เป็นผู้เน่าและเศร้าหมองใน ภายใน อาศัยการโกหก (ลวงโลก) ย่อมไม่เป็นพราหมณ์ เพราะชาติกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และ คนเทหยากเยื่อ มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีตนส่งไปแล้ว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ย่อมถึงความหมดจดอย่างยิ่ง ท่าน จงรู้อย่างนี้เถิดพราหมณ์
๖๕๑เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. สุทธิกสูตร ว่าด้วยสุทธิกภารทวาชพราหมณ์
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น สุทธิกภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พราหมณ์บางคนในโลกแม้เป็นผู้มีศีล บำเพ็ญตบะอยู่ ก็ยังหมดจดไม่ได้ พราหมณ์ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเท่านั้น จึงจะหมดจดได้ ส่วนหมู่สัตว์อื่นนอกจากนี้จะหมดจดไม่ได้เลย @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๒๓ หน้า ๒๖-๒๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๗๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๑. อรหันตวรรค ๘. อัคคิกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พราหมณ์ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า บุคคลถึงจะเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด สาธยายมนตร์เป็นอันมาก แต่เป็นผู้เน่าและสกปรกภายใน อาศัยการโกหกเลี้ยงชีพ ไม่จัดว่าเป็นพราหมณ์ ส่วนกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเทขยะ ผู้ปรารภความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ มีความบากบั่นอยู่เป็นนิตย์ ย่อมถึงความหมดจดอย่างยิ่งได้ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ” อนึ่ง ท่านพระสุทธิกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย สุทธิกสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุทธิกสูตรที่ ๗
ในสุทธิสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุทฺธิกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์แม้นี้ก็ชื่อว่าภารทวาชะเหมือนกัน แต่เพราะเขาถามปัญหาที่หมดจด พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวอย่างนั้น.
บทว่า สีลวาปิ ตโป กรํ ความว่า แม้เขาสมบูรณ์ด้วยศีล ก็ยังบำเพ็ญตบะอยู่.
ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน นี้ บทว่า วิชฺชา ได้แก่ เวท ๓.
บทว่า จรณํ ได้แก่ ธรรมเนียมของตระกูล.
ด้วยคำว่า โส สุชฺฌติ น อญฺญา อิตรา ปชา ท่านกล่าวว่า พราหมณ์นั้นได้วิชชา ๓ ย่อมบริสุทธิ์ แต่หมู่สัตว์ที่นับว่าไม่มีความรู้ ย่อมไม่บริสุทธิ์.
บทว่า พหุมฺปิ ปลํป ชปฺปํ ความว่า กล่าวถ้อยคำแม้มาก. อธิบายว่า กล่าวแม้ตั้งพันคำว่า พราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์.
บทว่า อนฺโตกสมฺพุ ความว่า เป็นผู้เน่าด้วยความเน่าคือกิเลสในภายใน.
บทว่า สงฺกิลิฏฺโฐ ความว่า ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นที่เศร้าหมอง.
จบอรรถกถาสุทธิกสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------