๒. นิโมกขสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยํ นิโมกฺขสุตฺตํ
๔สาวตฺถิยํ ... อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ
๕เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ ชานาสิ โน ตฺวํ มาริส สตฺตานํ นิโมกฺขํ ปโมกฺขํ วิเวกนฺติ ฯ ชานามิ ขฺวาหํ อาวุโส สตฺตานํ นิโมกฺขํ ปโมกฺขํ วิเวกนฺติ ฯ ยถากถํ ปน ตฺวํ มาริส ชานาสิ สตฺตานํ นิโมกฺขํ ปโมกฺขํ วิเวกนฺติ ฯ
๖นนฺทิภวปริกฺขยา สญฺญาวิญฺญาณสงฺขยา เวทนานํ นิโรธา อุปสมา เอวํ ขฺวาหํ อาวุโส ชานามิ สตฺตานํ นิโมกฺขํ ปโมกฺขํ วิเวกนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๑. นฬวรรค ๒. นิโมกขสูตร ๒. นิโมกขสูตร ว่าด้วยทางหลุดพ้น
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงทราบนิโมกข์(ทางหลุดพ้น) ปโมกข์(ความหลุดพ้น) และวิเวก(ความสงัด) ของสัตว์ทั้งหลายหรือไม่” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ผู้มีอายุ เราทราบนิโมกข์ ปโมกข์ และวิเวกของสัตว์ทั้งหลาย” เทวดาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงทราบนิโมกข์ ปโมกข์และวิเวกของสัตว์ทั้งหลายอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้มีอายุ เพราะความสิ้นไปแห่งภพ อันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล เพราะความสิ้นไปแห่งสัญญาและวิญญาณ เพราะความดับ เพราะความสงบแห่งเวทนาทั้งหลาย เราจึงทราบนิโมกข์ ปโมกข์ และวิเวกของสัตว์ทั้งหลาย อย่างนี้แล นิโมกขสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ นิโมกข์ หมายถึงมรรค ปโมกข์ หมายถึงผล วิเวก หมายถึงนิพพาน (สํ.ส.อ. ๑/๒/๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิโมกขที่ ๒
บัดนี้ ตั้งแต่สูตรที่ ๒ เป็นต้นไป ข้าพเจ้าละข้อความที่มาแล้วในสูตรที่ ๑ และข้อความที่ง่ายแล้วจักพรรณนาเนื้อความที่ยังไม่ได้พรรณนา และเนื้อความที่ยังไม่แจ่มแจ้งเท่านั้น.
บทว่า ชานาสิ โน ท่านแก้เป็น ชานาสิ นุ แปลว่า ย่อมทรงทราบ หรือหนอ.
บทว่า นิโมกฺขํ เป็นต้น เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีมรรคเป็นต้น.
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมหลีกพ้นจากเครื่องผูก คือกิเลสได้ด้วยมรรค เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มรรคเป็นทางหลีกพ้นของสัตว์ทั้งหลายดังนี้. ส่วนในขณะแห่งผล สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูกคือกิเลส เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผลเป็นความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้. ทุกข์ทั้งปวงของสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบระงับไปเพราะบรรลุพระนิพพาน ฉะนั้นจึงกล่าวว่า พระนิพพานเป็นที่สงัด ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหมดเหล่านี้ (มรรค ผล) เป็นชื่อของพระนิพพานนั่นแหละ เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมพ้น ย่อมหลุดพ้น ย่อมสงบระงับจากทุกข์ทั้งหมดเพราะบรรลุพระนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า นิโมกฺโข หลีกพ้น ปโมกฺโข หลุดพ้น วิเวโก ที่สงัดดังนี้ ทีเดียว.
บทว่า ชานามิ ขฺวาหํ แปลว่า เราย่อมรู้จักโดยแท้จริง.
โข อักษรใช้ในความหมายว่า แท้จริง. อธิบายว่า เราย่อมรู้ได้โดยแท้จริง.
จริงอยู่ เรา (พระตถาคต) ยังบารมี ๓๐ ทัศให้เต็มแล้วแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ เพื่อรู้ธรรมอันเป็นทางหลีกพ้นของสัตว์ทั้งหลายเป็นต้นนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ เราจึงบันลือสีหนาท.
ได้ยินว่า สูตรนี้ชื่อว่า พุทธสีหนาท.
บทว่า นนฺทิภวปริกฺขยา อธิบายว่า เพราะความสิ้นไปรอบแห่งกัมมภพอันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล แม้จะกล่าวว่า เพราะความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลินและภพ ดังนี้ก็ควร.
ในปุริมนัยนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า สังขารขันธ์อันกัมมภพถือเอาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอภิสังขารคือกรรม ๓ อย่าง. ขันธ์ ๒ (เวทนาและสัญญาขันธ์) อันสัมปยุตด้วยธรรม (สังขารขันธ์) นั้นอันสัญญาและวิญญาณขันธ์ถือเอาแล้ว. แต่เวทนาอันสัมปยุตด้วยขันธ์ ๓ (สัญญาสังขารวิญญาณขันธ์) เหล่านั้น ท่านถือเอาแล้ว ด้วยการถือเอานามธรรมเหล่านั้นเพราะฉะนั้น นิพพานซึ่งดับกิเลสยังมีชีวิตอยู่ (สอุปาทิเสสนิพพาน) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งความไม่มีต่อไป (คือเป็นที่สงัด) แห่งนามขันธ์ ๔ อันเป็นอนุปาทินนกะ ดังนี้.
ในบทว่า เวทนานํ นิโรธา อุปสมา ได้แก่ เพราะความดับ และเพราะความสงบแห่งเวทนาอันเป็นอุปาทินนกะ. ในพระบาลีนั้น ขันธ์ ๓ อันสัมปยุตด้วยเวทนานั้น เป็นธรรมอันท่านถือเอาแล้ว โดยการถือเอาเวทนาเทียว. แม้รูปขันธ์ ท่านก็ถือเอาด้วยสามารถแห่งวัตถุและอารมณ์ของนามขันธ์เหล่านั้น. ด้วยเหตุนี้ นิพพานอันไม่มีกัมมชรูปและวิบากขันธ์เหลืออยู่ (อนุปาทิเสสนิพพาน) จึงตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งความไม่มีต่อไป (คือเป็นที่สงัด) แห่งขันธ์ ๕ อันเป็นอนุปาทินนกะ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้.
แต่ในนัยที่ ๒ สังขารขันธ์ ท่านถือเอาโดยการถือเอานันทิ คือความเพลิดเพลิน. รูปขันธ์กล่าวคืออุปปัตติภพ ท่านถือเอาโดยการถือเอาภพ. เมื่อว่าโดยย่อ ขันธ์ ๓ เป็นธรรมอันท่านถือเอาแล้ว ด้วยสัญญาขันธ์เป็นต้นทีเดียว. บัณฑิตพึงทราบว่า พระนิพพานอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งความไม่มีต่อไป (คือเป็นที่สงัด) แห่งขันธ์ ๕ เหล่านี้ดังพรรณนามาฉะนี้.
พระเถระผู้เรียนคัมภีร์นิกาย ๔ ชอบใจนัยนี้ทีเดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเทศนาให้จบลงแล้วด้วยสามารถแห่งพระนิพพานด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถานิโมกขสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------