๘. กัฏฐหารสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค กัฏฐหารสูตรที่ ๘
๗๐๙สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศลโน้น ฯ ก็สมัยนั้น พวกมาณพหลายคน ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่ง เที่ยวหาฟืนพากันเข้าไปยังไพรสณฑ์นั้น แล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในไพรสณฑ์นั้น จึงเข้าไปหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่ แล้วบอกพราหมณ์ภารทวาชโคตรว่า ขอท่านพึงทราบ พระสมณโคดมประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในไพรสณฑ์ ฯ
๗๑๐ลำดับนั้น พราหมณ์ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้น เข้าไปยังไพรสณฑ์นั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า ครั้นเห็นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณที่นั้น แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ภิกษุ ท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่าปราศจากคนในป่าหนาทึบ น่า หวาดเสียวนัก มีกายไม่หวั่นเป็นประโยชน์ งาม เพ่งพินิจ อย่างดีหนอ ท่านเป็นมุนีอาศัยป่า อยู่ในป่าผู้เดียว ซึ่งไม่มี การขับร้อง และการบรรเลง การที่ท่านมีจิตยินดี อยู่ในป่า แต่ผู้เดียวนี้ ปรากฏเป็นข้อน่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ปรารถนาไตรทิพย์อันสูงสุด จึงมุ่งหมายความเป็นสหายกับ ท้าวมหาพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก เหตุไร ท่านจึงชอบใจ ป่าที่ปราศจากคน ท่านทำความเพียรในที่นี้เพื่อบังเกิดเป็น พรหมหรือ ฯ
๗๑๑พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความมุ่งหวังหรือความเพลิดเพลินอย่างใดๆ ในอารมณ์หลาย ชนิด ซึ่งมีประจำอยู่ทุกเมื่อ นานาประการ หรือตัณหาอัน เป็นเหตุให้กระชับแน่น ซึ่งมีอวิชชาเป็นมูลราก ก่อให้เกิด ทั้งหมด เราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว เราจึงไม่มีความ มุ่งหวัง ไม่มีตัณหาประจำ ไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้ มีปรกติ เห็นหมดจดในธรรมทั้งปวง บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ประเสริฐ เราควรเป็นพรหม แกล้วกล้าเพ่งอยู่ ฯ
๗๑๒เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทางส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจะมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดมข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๒. อุปาสกวรรค ๘. กัฏฐหารสูตร ๘. กัฏฐหารสูตร ว่าด้วยคนหาฟืน
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้น โกศล สมัยนั้น มาณพหลายคนซึ่งเป็นศิษย์ของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่งเป็นคนหาฟืน พากันเข้าไปยังราวป่านั้นแล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในราวป่านั้น จึงเข้าไปหาพราหมณ์-ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับพราหมณ์ภารทวาชโคตรดังนี้ว่า “ขอท่านพึงทราบ พระสมณโคดมประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าอยู่ในราวป่า” ลำดับนั้น พราหมณ์ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้นเข้าไปยังราวป่านั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าเช่นนั้นจริง จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วได้กราบทูลด้วยคาถาว่า ภิกษุ ท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่าปราศจากคน ในป่าหนาทึบน่าหวาดเสียวนัก มีกายไม่ไหวหวั่น มีประโยชน์อันงาม เพ่งพินิจอย่างดีหนอ ท่านเป็นมุนีอาศัยป่า อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ซึ่งไม่มีเสียงขับร้อง และเสียงบรรเลง การที่ท่านมีใจยินดี อยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้ ปรากฏเป็นข้อน่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปรารถนาไตรทิพย์อันยอดเยี่ยม จึงอยากเป็นสหายกับท้าวมหาพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก เหตุไรท่านจึงชอบใจป่าที่ปราศจากคน ท่านทำความเพียรอยู่ที่นี้เพื่อจะบังเกิดเป็นพรหมหรือ @เชิงอรรถ : @ ไตรทิพย์อันยอดเยี่ยม หมายถึงพรหมโลก (สํ.ส.อ. ๑/๒๐๔/๒๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๙๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๒. อุปาสกวรรค ๘. กัฏฐหารสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความมุ่งหวัง หรือความเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอารมณ์หลายชนิดซึ่งมีอยู่ประจำทุกเมื่อนานาประการ หรือตัณหาอันเป็นเหตุให้กระชับแน่นทั้งปวงนั้น ซึ่งมีความไม่รู้เป็นมูลรากก่อให้เกิดต่อๆ ไป เราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว เรานั้นจึงไม่มีความมุ่งหวัง ไม่มีตัณหาอาศัย ไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้ มีปกติเห็นหมดจดในธรรมทั้งปวง บรรลุสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม ประเสริฐสุดแล้ว เราจึงควรแก่ความเป็นพรหม แกล้วกล้า เพ่งพินิจอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนักฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” กัฏฐหารสูตรที่ ๘ จบ @เชิงอรรถ : @ ความมุ่งหวัง ในที่นี้หมายถึงตัณหา (สํ.ส.อ. ๑/๒๐๔/๒๕๒) @ สัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม ในที่นี้หมายถึงพระอรหัต (สํ.ส.อ. ๑/๒๐๔/๒๕๓)@ เพ่งพินิจอยู่ ในที่นี้หมายถึงเพ่งพินิจอยู่ด้วยฌาน ๒ อย่าง คือ (๑) รูปฌาน (๒) อรูปฌาน@(สํ.ส.อ. ๑/๒๐๔/๒๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๙๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัฏฐหารสูตรที่ ๘
ในกัฏฐหารสูตรที่ ๘ วินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนฺเตวาสิกา ได้แก่ มีผู้ทำการขวนขวายเล่าเรียนศิลปะ ชื่อว่าธัมมันเตวาสิก.
บทว่า นิสินฺนํ ได้แก่ ประทับนั่งเปล่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖.
บทว่า คมฺภีรรูเป ได้แก่ มีสภาพลึก.
บทว่า พหุเภรเว ได้แก่ อันน่าสะพรึงกลัวมาก เพราะสิ่งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งอยู่ในที่นั้น.
บทว่า วิคาหิย ได้แก่ เข้าไปแล้วโดยลำดับ.
บทว่า อนิญฺชมาเนน เป็นต้นเป็นกายพิเศษ. อธิบายว่าด้วยทั้งกายเห็นปานนี้. ด้วยคำว่า สุจารุรูปํ วต ท่านกล่าวว่า ท่านเพ่งฌานดียิ่งหนอ.
บทว่า วนวสฺสิโต มุนิ ได้แก่ พระมุนีคือพระพุทธเจ้าทรงอาศัยป่า.
บทว่า อิทํ ความว่า เหตุที่ท่านนั่งในป่าอย่างนี้นี่ ย่อมปรากฏเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า.
บทว่า ปีติมโน ได้แก่ ผู้มีจิตยินดี.
บทว่า วเน วเส ได้แก่ อยู่ในป่า.
บทว่า มญฺญามหํ ความว่าข้าพเจ้า ย่อมสำคัญ.
บทว่า โลกาธิปติสหพฺยตํ ได้แก่ ความเป็นสหายของท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่ในโลก.
บทว่า อากงฺขมาโน แปลว่า ปรารถนาอยู่.
คำว่า ติทิวํ อนุตฺตรํ นี้ ท่านกล่าวหมายพรหมโลกนั่นแหละ.
บทว่า กสฺมา ภวํ วิชนมรญฺญมสฺสิโต ความว่า ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ เราเข้าใจว่าท่านหวังพรหมโลกอันดับแรก พราหมณ์ถามว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจงบอกแก่เรา เหตุไร ท่านจึงชอบอยู่ป่า.
บทว่า พฺรหฺมปตฺติยา แปลว่า เพื่อถึงความเป็นผู้ประเสริฐในที่นี้ ข้อนี้ พราหมณ์ถามโดยอาการอื่นอีกว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงทำความเพียร.
บทว่า กงฺขา ได้แก่ ตัณหา.
ด้วยบทว่า อภินนฺทนา นี้ แม้ตัณหา ท่านก็เรียกว่า อภินันทนา.
บทว่า อเนกธาตูสุ ได้แก่ ในอารมณ์ทั้งหลายมีสภาวะมากมาย.
บทว่า ปุถู ได้แก่ ตัณหาหรือกิเลสที่เหลือมีประการต่างๆ.
บทว่า สทา สิตา ได้แก่ อยู่ในอำนาจตลอดกาลเป็นนิตย์.
บทว่า อญาณมูลปฺปภวา ได้แก่ ตัณหาเป็นธรรมชาติมีอวิชชาเป็นมูลราก.
ด้วยบทว่า ปชปฺปิตา นี้ ก็ตัณหา ท่านเรียกว่าปชัปปิตา โดยเป็นเหตุให้กระซิบว่า แม้นี้เป็นของเรา แม้นี้เป็นของเรา.
บทว่า สพฺพา มยา พยนฺตีกตา ความว่าตัณหาทั้งหมดอันเราทำให้สิ้นสุดคือหมดที่สุดแล้วด้วยอรหัตมรรค.
บทว่า สมูลิกา ได้แก่ พร้อมด้วยสิ่งที่มีอวิชชาเป็นมูล.
บทว่า อนุปโย ได้แก่ ไม่มีตัณหาเข้าไปใกล้.
ด้วยบทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธทสฺสโน นี้ ทรงแสดงถึงพระสัพพัญญุตญาณ. ด้วยบทว่า สมฺโพธิมนุตฺตรํ ตรัสหมายเอาพระอรหัต.
บทว่า สิวํ ได้แก่ ประเสริฐสุด.
บทว่า ฌายามิ ความว่า เราย่อมเพ่งด้วยฌาน ๒.
บทว่า วิสารโท ได้แก่ ปราศจากความกำหนัด.
จบอรรถกถากัฏฐหารสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------