๔. อานันทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ อานนฺทสุตฺตํ
๗๓๕เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ อายสฺมตา วงฺคีเสน ปจฺฉาสมเณน ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต วงฺคีสสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ ฯ
๗๓๖อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ คาถาย อชฺฌภาสิ กามราเคน ฑยฺหามิ จิตฺตํ เม ปริฑยฺหติ สาธุ นิพฺพาปนํ พฺรูหิ อนุกมฺปาย โคตมาติ ฯ
๗๓๗สญฺญาย วิปริเยสา จิตฺตนฺเต ปริฑยฺหติ นิมิตฺตํ ปริวชฺเชหิ สุภํ ราคูปสญฺหิตํ สงฺขาเร ปรโต ปสฺส ทุกฺขโต มา จ อตฺตโต นิพฺพาเปหิ มหาราคํ มา ฑยฺหิตฺโถ ปุนปฺปุนํ อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ สติ กายคตา ตฺยตฺถุ นิพฺพิทาพหุโล ภว อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ มานานุสยมุชฺชห ตโต มานาภิสมยา อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี มีท่านพระวังคีสะเป็นปัจฉาสมณะสมัยนั้น ท่านพระวังคีสะเกิดความไม่ยินดี ความกำหนัดรบกวนจิต ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้กล่าวกับท่านพระอานนท์ด้วยคาถาว่า ท่านผู้เป็นสาวกของพระโคดม กระผมถูกกามราคะแผดเผา จิตของกระผมเร่าร้อน ดังกระผมจะขอโอกาส ขอท่านโปรดอนุเคราะห์ ช่วยบอกเหตุที่ดับราคะให้ด้วย ท่านพระอานนท์กล่าวว่า จิตของท่านเร่าร้อน เพราะความสำคัญผิด ท่านจงละทิ้งนิมิตว่างาม ซึ่งประกอบด้วยราคะ @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๒๘-๑๒๓๑/๕๓๙-๕๔๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๐๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๕. สุภาสิตสูตร ท่านจงดูสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของแปรผัน โดยความเป็นทุกข์ และอย่าดูโดยความเป็นอัตตา จงดับราคะแรงกล้า อย่าถูกราคะเผาผลาญบ่อยๆ เลย ท่านจงอบรมจิต ให้มีอารมณ์เดียว ให้ตั้งมั่นดี ด้วยการพิจารณาเห็นว่าไม่งาม จงอบรมกายคตาสติ และจงเป็นผู้เบื่อหน่ายให้มาก ท่านจงอบรมความไม่มีนิมิต และจงถอนมานานุสัย จากนั้น ท่านจักเป็นผู้สงบ เที่ยวไป เพราะละมานะได้ อานันทสูตรที่ ๔ จบ ๕. สุภาสิตสูตร ว่าด้วยวาจาสุภาษิต
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ และวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. กล่าวแต่วาจาสุภาษิตอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาทุพภาษิต ๒. กล่าวแต่วาจาที่เป็นธรรมอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๓๒-๑๒๓๕/๕๔๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๐๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๔
ในอานันทสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ราโค เป็นต้น ความว่า ท่านพระอานนท์เป็นผู้มีปัญญามาก อบรมตนดีแล้ว พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชานิมนต์ท่านให้นั่ง ภายในนิเวศน์. พวกสตรีประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง เข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้วพัดด้วยพัดใบตาล. เข้าไปนั่งถามปัญหา ฟังธรรม.
ในที่นั้น เมื่อท่านพระวังคีสะบวชใหม่ ไม่อาจที่จะกำหนดอารมณ์ได้ ความกำหนัดในรูปารมณ์คือสตรีรบกวนจิต. เพราะบวชด้วยศรัทธา ท่านจึงเป็นคนตรง คิดว่า ความกำหนัดของเรานี้กำเริบมากขึ้น พึงทำประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ภายหน้าให้เสียไป. นั่งอยู่ถัดกันนั่นแหละ เมื่อจะเปิดเผยตนแก่พระเถระ จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า กามราเคน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพาปนํ ได้แก่ เหตุดับราคะ.
บทว่า วิปริเยสา ได้แก่ โดยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง.
บทว่า ราคูปสญฺหิตํ ได้แก่ อิฏฐารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งราคะ.
บทว่า ปรโต ปสฺส ความว่า จงเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง.
บทว่า มา จ อตฺตโต ความว่า จงอย่าเห็นโดยความเป็นอัตตา.
บทว่า กายคตา ตฺยตฺถุ ความว่า ท่านจงมีสติไปในกาย.
บทว่า อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ ความว่า เพราะท่านเพิกนิจจนิมิตมีเที่ยงเป็นต้นเสียได้ วิปัสสนาจึงชื่อว่าหานิมิตมิได้. พระอานนทเถระกล่าวกะท่านพระวังคีสะนั้นว่า ภาเวหิ ท่านจงเจริญ ดังนี้.
บทว่า มานาภิสมยา ได้แก่ เพราะรู้ด้วยการเห็นมานะอย่างหนึ่ง เพราะรู้ด้วยการละอย่างหนึ่ง.
บทว่า อุปสนฺโต ได้แก่ ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะราคะเป็นต้นสงบ.
จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------