๙. มัจฉริสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ มจฺฉริสุตฺตํ
๑๔๘เยธ มจฺฉริโน โลเก กทริยา ปริภาสกา อญฺเญสํ ททมานานํ อนฺตรายกรา นรา กีทิโส เตสํ วิปาโก สมฺปราโย จ กีทิโส ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
๑๔๙เยธ มจฺฉริโน โลเก กทริยา ปริภาสกา อญฺเญสํ ททมานานํ อนฺตรายกรา นรา นิรยํ ติรจฺฉานโยนึ ยมโลกูปปชฺชเร สเจ เอนฺติ มนุสฺสตฺตํ ทฬิทฺเท ชายเร กุเล โจฬํ ปิณฺโฑ รตี ขิฑฺฑา ยตฺถ กิจฺเฉน ลพฺภติ ปรโต อาสึสเร พาลา ตํปิ เตสํ น ลพฺภติ ทิฏฺเฐ ธมฺเม ส วิปาโก สมฺปราโย จ ทุคฺคตีติ ฯ
๑๕๐อิติ เหตํ วิชานาม อญฺญํ ปุจฺฉาม โคตมํ เยธ ลทฺธา มนุสฺสตฺตํ วทญฺญู วีตมจฺฉรา พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา กีทิโส เตสํ วิปาโก สมฺปราโย จ กีทิโส ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
๑๕๑เยธ ลทฺธา มนุสฺสตฺตํ วทญฺญู วีตมจฺฉรา พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา เอเต สคฺเค ปกาเสนฺติ ยตฺถ เต อุปปชฺชเร สเจ เอนฺติ มนุสฺสตฺตํ อฑฺเฒ อาชายเร กุเล โจฬํ ปิณฺโฑ รตี ขิฑฺฑา ยตฺถากิจฺเฉน ลพฺภติ ปรสมฺภเตสุ โภเคสุ วสวตฺตีว โมทเร ทิฏฺเฐ ธมฺเม ส วิปาโก สมฺปราโย จ สุคตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. มัจฉริสูตร ว่าด้วยคนตระหนี่
เทวดาทูลถามว่า คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ วิบากของคนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และภพหน้าจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่าจะรู้ข้อความนั้นได้อย่างไร @เชิงอรรถ : @ การงาน หมายถึงมรรคเจตนา วิชชา หมายถึงมรรคปัญญา ธรรม หมายถึงธรรมที่เป็นฝ่ายแห่งสมาธิ@ศีลเป็นชีวิตอันสูงสุด หมายถึงชีวิตของผู้ดำรงอยู่ในศีลเป็นสิ่งสูงสุด อีกนัยหนึ่ง วิชชา หมายถึงทิฏฐิ@และสังกัปปะ ธรรม หมายถึงวายามะ สมาธิ และสติ ศีล หมายถึงวาจาและกัมมันตะ ชีวิตอันสูงสุด@หมายถึงชีวิตของผู้ดำรงอยู่ในศีลนั้นเป็นชีวิตอันสูงสุด (สํ.ส.อ. ๑/๔๘/๘๖, สํ.ฏีกา ๑/๔๘/๑๓๒)@ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๑ หน้า ๑๐๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๖๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๕. อาทิตตวรรค ๙. มัจฉริสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น บริภาษผู้อื่น ทำอันตรายแก่คนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ คนเหล่านั้นย่อมบังเกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก ถ้าพวกเขามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลคนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความยินดี และความสนุกสนานได้ยาก คนพาลเหล่านั้น ต้องการสิ่งใดจากผู้อื่น พวกเขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น นั่นเป็นวิบากในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย เทวดาทูลถามว่า ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจอย่างนี้ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ขอทูลถามข้ออื่น คนเหล่าใดในโลกนี้ ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้เจรจาปราศรัย ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพอย่างแรงกล้า วิบากของคนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และภพหน้าจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่าจะรู้ข้อความนั้นได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า คนเหล่าใดในโลกนี้ ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้เจรจาปราศรัย ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพอย่างแรงกล้า คนเหล่านั้นย่อมปรากฏในสวรรค์ซึ่งเป็นที่อุบัติของพวกเขา ถ้าพวกเขามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๖๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๕. อาทิตตวรรค ๑๐. ฆฏิการสูตร ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความยินดี และความสนุกสนานได้ไม่ยาก บันเทิงใจอยู่ในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ เหมือนเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติอีกด้วย มัจฉริสูตรที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า มจฺฉริโน แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความตระหนี่.
จริงอยู่ คนบางคนไม่ยอมเหยียดมือออกไหว้แม้ภิกษุทั้งหลายในที่เป็นที่อยู่ของตน
คือว่า อุบาสกคนหนึ่งไปในที่อื่นเข้าไปสู่วิหารไหว้โดยเคารพแล้ว ทำการทักทายปราศรัยกับภิกษุด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายย่อมไม่มาสู่ที่เป็นที่อยู่ของพวกกระผม ที่นั้นเป็นประเทศอันสมบูรณ์ พวกกระผมสามารถเพื่อทำการบำรุงพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายด้วยยาคูและภัตเป็นต้น.
ภิกษุคิดว่า อุบาสกนี้มีศรัทธาจะสงเคราะห์พวกเราด้วยข้าวยาคูเป็นต้น.
ลำดับนั้น พระเถระรูปหนึ่งเข้าไปบ้านนั้น เพื่อเที่ยวไปบิณฑบาต.
ฝ่ายอุบาสกนั้นเห็นพระเถระนั้นแล้ว ย่อมเลี่ยงไปทางอื่น หรือเข้าไปสู่เรือน คิดว่า ถ้าพระเถระมาประจัญหน้า เราก็ต้องยกมือไหว้ แล้วก็ต้องถวายภิกษาแก่พระผู้เป็นเจ้า อย่ากระนั้นเลย เราจะไปด้วยการงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วหลบหลีกไป
พระเถระเที่ยวไปสู่บ้านทั้งสิ้น เป็นผู้มีบาตรเปล่าเทียวออกมาแล้ว.
ข้อนี้ชื่อว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน (มุทุมัจฉริยะ).
บุคคลแม้มิใช่ทายก ย่อมทำราวกะว่าเป็นทายก คือเป็นผู้ประกอบด้วยเหตุอันใดนั้นในที่นี้ท่านประสงค์เอาบุคคลผู้มีความตระหนี่จัด (ถัทธมัจฉริยะ) คือว่า อุบาสกนั้นประกอบด้วยมัจฉริยะอันใดเมื่อมีผู้กล่าวว่า ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พระเถระทั้งหลายยืนอยู่แล้ว ดังนี้ก็จะพูดว่า เท้าของเราเจ็บมิใช่หรือ จะเป็นผู้กระด้างยืนอยู่ ดุจเสาหินหรือดุจตอไม้ ย่อมไม่กระทำแม้สามีจิกรรม.
บทว่า กทริยา ความเหนียวแน่น นี้เป็นไวพจน์ของความตระหนี่นั่นแหละ เพราะว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน ท่านเรียกว่ามัจฉริยะ. ส่วนความตระหนี่จัด ท่านเรียกว่า กัทริยะ.
คำว่า ปริภาสกา ดีแต่ว่าเขา. คือเห็นภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ก็จะคุกคามด้วยคำว่า พวกท่านไถนามาหรือ หรือหว่านข้าวมา จึงมาเร็วนัก แม้พวกเราก็ยังไม่ได้เพื่อตน จักได้อาหารเพื่อท่านแต่ที่ไหน ดังนี้เป็นต้น.
คำว่า อนฺตรายกรา แปลว่า ทำการกีดขวาง คือเป็นผู้ทำอันตรายทั้งหลายของชนเหล่านี้ คือทำอันตรายสวรรค์ของทายก ทำอันตรายลาภของปฏิคาหก และทำลายตัวเอง.
คำว่า สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก.
คำว่า รติ ได้แก่ ความร่าเริงในกามคุณ ๕.
คำว่า ขิฑฺฑา ได้แก่ ความสนุกสนาน ๓ อย่างมีความสนุกสนานทางกายเป็นต้น.
คำว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ส วิปาโก ได้แก่ นั่นเป็นวิบากในภพปัจจุบันซึ่งเป็นที่ๆ ตนเกิดแล้วๆ.
คำว่า สมฺปราโย จ ทุคฺคติ ได้แก่ บุคคลเหล่านั้นย่อมเข้าถึงยมโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภพหน้าก็เป็นทุคติ.
คำว่า วทญฺญู รู้ถ้อยคำ.
ความว่า ภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ถึงจะเป็นผู้นิ่งแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่าย่อมกล่าวว่า ขอพวกท่านจงให้ภิกษาเพื่อประโยชน์ ดังนี้ คือว่า ชนเหล่าใดย่อมแบ่งไทยธรรมโดยกล่าวว่า พวกเราจะหุงภัต ชนพวกนี้ย่อมไม่หุง เมื่อเราไม่หุงอยู่ พวกภิกษุจักได้ภัตแต่ที่ไหน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าวทัญญู แปลว่า รู้ถ้อยคำ.
คำว่า ปกาเสนฺติ ย่อมปรากฏ คือย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีแห่งวิมาน.
คำว่า ปรสมฺภเตสุ แปลว่า โภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ ได้แก่ที่ผู้อื่นรวบรวมไว้.
คำว่า ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ความว่า สัมปรายภพที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า เอเต มคฺคา ดังนี้ ชื่อว่าสุคติ.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เมื่อชนเหล่านั้นแม้ทั้งสองพวกเคลื่อนแล้วจากที่นั้น ภพหน้าอีก ย่อมเป็นทุคติและสุคติ ดังนี้แล.
จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------